ภาพยนตร์ The Truman Show เล่าเรื่องของชายหนุ่มที่มีชีวิตแสนธรรมดา

The Truman Show เล่าเรื่องของชายหนุ่มที่มีชีวิตแสนธรรมดาในเมืองเล็กๆ

The Truman Show

The Truman Show เล่าเรื่องของชายหนุ่มที่มีชีวิตแสนธรรมดาในเมืองเล็กๆ บน เกาะ อัน

สงบสุข ทรูแมน ไม่เคย เฉลียวใจ เลย ว่าตามที่เป็นจริงแล้ว ชีวิต ของเขา ตั้งแต่ เกิดขึ้นมา นั้น

ถูกถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์ มี ผู้ชม ทั้งโลก รวมทั้งโลก ที่เขา อาศัยอยู่ เป็น เพียงแค่ โรงถ่ายหนัง

ขนาดใหญ่ แค่นั้น จวบจนกระทั่ง วันหนึ่งมี สปอร์ตไลล์ตกลงมาจาก ฟ้า ต่อด้วยเหตุ แปลกๆ ไม่

เข้าที่เข้าทางจำนวนมาก ที่เริ่ม ทำให้ ท รูแมน รู้สึกแหม่งๆ ไม่ว่า จะ เป็น วิทยุ ที่ รายงาน สถานะ

ว่า ในเวลานี้ เขา อยู่ ไหนผู้คน ที่ ดูเหมือนจะ สนใจ เขา เป็นพิเศษ หรือ ลำดับ การปรากฎตัว

ของมนุษย์ ที่ เข้าออกฉากได้เป็นจังหวะ เกินความจำเป็น เขา เริ่ม สงสัย กับที่ ที่เขา อยู่ บวกกับ

ปรารถนา การเสี่ยงอันตราย ก็เลยตกลงใจ หนีออกมาจากเมืองประเด็นสำคัญ ๆ ที่ มองเห็น กัน

ใน ประเด็นนี้เป็นรายการเรียลลิตี้ ซึ่งก็กล่าวได้ว่า เรี ยล มากมาย เพราะเหตุว่า มี ทรูแมน นี่แหละ

ที่ ไม่เคยรู้ เลยว่า ตนเอง เป็น เพียงแต่ นักแสดง หลัก ของรายการ โลกที่เขา อยู่ก็ เป็นเพียงแค่

การ เซ็ต ฉาก ผู้คน ที่ เขา มี ความเกี่ยวพัน ด้วย ไม่ว่า จะ เป็น บิดาแม่ เพื่อน ภรรยา ล้วนแต่ เป็น

นักแสดง ทั้งหมด ไม่มี อะไรบ้างที่อยู่ในชีวิต ทรู แมน ที่เป็นความ จริง เลย สัก อย่าง นอกเหนือ

จาก ตัว เขา เอง

ด้วยเหตุนี้ละมั้ง ผู้ชมถึงให้ความสนใจกับรายการนี้มาก เพราะมันไม่ใช่การแสดงละครตาม

สคริปต์ แต่มันคือชีวิตจริงของคนคนหนึ่งซึ่งไม่รู้เลยว่าเขากำลังถูกเซ็ตฉาก ผู้ชมคงจะลุ้นไปกับ

เรื่องราวของเขาที่เหล่าโปรดิวเซอร์ช่วยกันสรรสร้าง และมีความสุขกับทุกๆ การกระทำ ทุกๆ

อารมณ์ความรู้สึกของเขา ชีวิตจริงของทรูแมน กลายเป็นเพียงความบันเทิงของคนดู เท่านั้นเอง

และเมื่อรายการจบไป ผู้ชมก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า “เปิดช่องอื่นดูซิ มีอะไรน่าดูอีกบ้าง”

ความบันเทิงจึงเป็นเพียงสิ่งที่มาแล้วก็ไป ไม่ได้อยู่อย่างจีรังยั่งยืน ผู้ชมที่ตอนแรกเชียร์ทรูแมน

พอรายการจบ เขาก็กลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

ดูไปแล้วจะสงสารทรูแมนมาก แล้วก็แอบสงสัยนะว่าในหนังนี่ไม่มีกลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชน

เลยเหรอ ปล่อยให้รายการออกอากาศมาตั้ง 30 ปีแน่ะ แต่เอาเป็นว่า รายการนี้ฮอตฮิตมาก คนดู

กันแบบไม่ทำการทำงาน ส่วนทรูแมนนั้นก็ไม่ได้รู้ตัวเลย เขาเชื่อว่าโลกที่เขาอยู่คือความจริง

ไม่มีอะไรจริงไปกว่านี้อีกแล้ว ก็เหมือนเราๆ ที่เชื่อว่าโลกที่เราอยู่คือความจริง ถ้าเกิดสมมติวัน

หนึ่งเราค้นพบว่าเมืองที่เราอยู่ ผู้คนที่เรารู้จัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ปลอมล่ะ?

เจ็บปวดน่าดูเลยว่าไหม

“We accept the reality of the world with which we’re presented. It’s as

simple as that.”

นอกจากจะเป็นตัวสร้างความบันเทิงแล้ว ทรูแมนยังเป็นตัวเรียกตังค์

อีกสิ่งที่จิกกัดรายการทีวีได้ดีคือฉากต่างๆ ในหนังที่มีการโฆษณา ทั้งการแปะโปสเตอร์ การให้

นักแสดงใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งพูดโฆษณาสินค้าออกอากาศ ผสมไปกับสคริปต์เลย

ซึ่งรายการก็คงได้เงินจากสปอนเซอร์เหล่านี้แหละ ยิ่งคนดูเยอะก็ยิ่งรับเละ ดูๆ ไปแล้วก็จุก

เหมือนกันว่าชีวิตจริงๆ ของทรูแมน ดันกลายเป็นพื้นที่โฆษณาของเหล่าแบรนด์ต่างๆ โดยที่เขา

ไม่รู้ตัวเลย

และที่ตลกอีกอย่างคือ บางที ในสถานการณ์ที่ซีเรียสที่สุด นักแสดงก็ยังขายของกันได้แบบดื้อๆ

คือทั้งขำทั้งอิหยังวะ ช่วยทำให้มันเรียลหน่อย อย่าหน้าเลือดตลอดได้มั้ย

อย่าหนีออกไปนะ ที่นี่แหละดีที่สุดแล้ว

ในหนัง บ่อยครั้งที่เราจะเจอซีนต่างๆ ซึ่งพยายามยับยั้งไม่ให้ทรูแมนมีความคิดอยากหนีออกไป

ทั้งโปสเตอร์คำเตือนเรื่องภัยเครื่องบินตก, อุบัติเหตุล่องเรือในวัยเด็กที่พรากชีวิตพ่อ, การจัด

อันดับที่บอกว่าเมืองที่ทรูแมนอยู่นั้นดีที่สุดในโลกแล้ว, การร่วมมือร่วมใจกันของนักแสดงที่คอย

กันท่าไม่ให้ทรูแมนหนี ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เปรียบเสมือนกำแพงกั้นไม่ให้ทรูแมนจากไป

โดยเฉพาะปมวัยเด็กเรื่องพ่อ ทำให้ทรูแมนกลายเป็นคนกลัวน้ำ ไม่กล้าหนีออกไปจากเมืองที่

เป็นเกาะ

>>> ดูหนังใหม่ออนไลน์ <<<

แต่สุดท้ายแล้ว ทรูแมนก็เอาชนะความกลัว ล่องเรือหนีออกไปจนได้

เพราะทรูแมนนั้นมีความฝัน เขาอยากจะเป็นนักผจญภัย ไปในที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยไป เขามีความ

ปรารถนาแรงกล้านี้อยู่แล้ว สิ่งนี้คือแรงผลักดันให้เขากล้าทำในสิ่งที่ไม่น่าจะกล้าในที่สุด และได้

ค้นพบความจริงแบบต่อหน้าต่อตา

จริงๆ ชีวิตของเราก็อาจจะคล้ายทรูแมนในแง่ที่ว่า มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นในชีวิตเรา ซึ่งเราล้วนแล้ว

แต่คิดว่านี่คือชีวิตของเรา เราควบคุมได้ เรามีความสุข เศร้า โกรธ เหงา ทุกอย่างเราควบคุมเอง

แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเช่นนั้นรึเปล่า? เราควบคุมได้จริงๆ เหรอว่าเราจะมีความสุขเมื่อไร ว่าเราจะ

โกรธใครไหม ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น? อันที่จริงชีวิตเราก็แทบจะคาดเดาไม่ได้เหมือนกัน

บางคนอาจจะใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ ไหลไปเรื่อยๆ ตามกระแสสังคม โดยไม่ได้ตั้งคำถามเลยว่า

ชีวิตนี้จริงๆ เราต้องการอะไร? ความฝันของเราคืออะไร? บางคนอาจจะไม่ได้ทำตามความฝันจน

กระทั่งวันตายด้วยซ้ำ

แม้ทรูแมนจะอยู่ในเรียลลิตี้โชว์ แต่เขามีความฝัน ความฝันที่เป็นจริง และเขาก็กล้าพอที่จะออก

ไปพิสูจน์มัน

ถึงทางข้างหน้าจะมืดหม่น ก็ยังดีกว่าใช้ชีวิตจอมปลอมในกรงขัง

ในตอนจบ เป็นซีนที่ติดตราตรึงใจมาตลอด เมื่อทรูแมนล่องเรือชนกำแพงท้องฟ้า ทำให้เขารู้

ความจริงว่านี่แหละคือจุดสิ้นสุดโลกของเขา ไม่มีท้องทะเลแผ่กว้างออกไปไกลกว่านี้อีกแล้ว ทรู

แมนรู้สึกสิ้นหวังเสียใจ เขาตัดสินใจเดินลัดเลาะไปตามผนัง เดินขึ้นบันไดไปเจอกับประตูที่เขียน

ว่า “ทางออก” ตอนนั้นแหละที่เขาได้ยินเสียงจากคริสตอฟฟ์ โปรดิวเซอร์ของรายการ ดังมา

จากท้องฟ้าราวกับเป็นพระเจ้า

“โลกข้างนอกไม่ได้เปลือกปลอมน้อยไปกว่าในนี้หรอก” เขาบอก “โลกที่ฉันสร้างนี่แหละดี

ที่สุดสำหรับนายแล้ว”

ใช่ คริสตอฟฟ์อาจจะพูดถูก ทรูแมนสามารถมีชีวิตอย่างสุขสบายในโรงถ่ายทำหนัง ไม่ต้อง

ลำบากลำบนอะไร แต่ทรูแมนจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้จริงๆ น่ะหรือ?

เหมือนเราจะได้ยินทรูแมนตะโกนอยู่ในใจว่า “พอกันที” ไม่เอาแล้วละชีวิตที่สวยแค่เปลือกนอก

ขอก้าวออกไปเผชิญโลกแห่งความเป็นจริงดีกว่า แม้ว่าทางที่ออกไปจะมืด มองไม่เห็นอะไรเลย

ก็ตาม

“คุณไม่เคยติดกล้องในหัวผมนี่!” ทรูแมนสวนกลับ เมื่อคริสตอฟฟ์เอ่ยว่าเขารู้จักทรูแมน ดีกว่า

ที่ทรูแมนรู้จักตัวเองอีก

แม้สิ่งต่างๆ ภายนอกจะถูกบงการได้ แต่ความรู้สึกแท้จริงข้างใน ตัวเรานี่แหละรู้ดีที่สุด

ในตอนจบ เราไม่รู้ว่าชีวิตภายนอกโรงถ่ายหนังของทรูแมนเป็นอย่างไร หนังตัดจบไปแบบค้างๆ

ต้องไปจินตนาการกันเอาเอง เช่นเดียวกับรายการ The Truman Show ที่ทุกคนดูอยู่เช่นกัน

สิ่งสุดท้ายที่ทรูแมนพูดกับผู้ชม ก็คือสิ่งที่เขาพูดมาตลอดทั้งรายการ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *