The Truman Show (1998) เมื่อทั้งชีวิตของเขาเป็นเพียงรายการทีวี

The Truman Show

The Truman Show

The Truman Show ออกฉายที่สหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1998 เข้าฉายในประเทศไทยในปลายปี

เดียวกัน นำแสดงโดย จิม แคร์รี, ลอร่า ลินนีย์, เอ็ด แฮร์ริส, นาตาชา แมคเอลฮอล กำกับการแสดงโดย ปีเตอร์

เวียร์

The Truman Show เล่าเรื่องของ ทรูแมน (im Carrey) หนุ่มน้อยที่ มีชีวิต แสนปกติ ในเมืองเล็กๆ บนเกาะอัน

สงบสุข ทรูแมน ไม่เคยฉงนใจ เลยว่าตามที่เป็นจริง แล้วชีวิต ของเขาตั้งแต่ เกิดขึ้นมา นั้น ถูกถ่ายทอด ผ่าน

โทรทัศน์ มีผู้ชม ทั้งโลก และ โลกที่ เขาอาศัยอยู่ เป็นเพียงแค่ โรงถ่ายหนังขนาดใหญ่ เพียงแค่นั้น จวบจน

กระทั่งวันหนึ่งมีสปอร์ตไลต์ ตกลงมาจาก ท้องฟ้าต่อด้วยเรื่องราว แปลกๆ ไม่ เข้าที่เข้าทาง มากมายก่ายกอง ที่

เริ่ม ทำให้ทรูแมน รู้สึก แหม่งๆ ไม่ว่าจะ เป็นวิทยุที่ รายงาน สถานะว่า ช่วงนี้เขา อยู่ตรงไหน ผู้คนที่ ดูเหมือนจะ

สนใจเขา เป็นพิเศษ หรือ ลำดับ การปรากฎตัว ของคนเรา ที่ เข้าออกฉากได้ เป็นจังหวะ เหลือเกิน เขา เริ่มสงสัย

กับ ที่ ที่เขาอยู่ บวกกับปรารถนา การเสี่ยงอันตราย ก็เลยตกลงใจหนี ออกมาจาก เมือง

ประเด็นหลักๆ ที่มองเห็นกันใน เรื่องนี้ เป็น รายการเรียลลิตี้ ซึ่งพูดได้ว่า เรียล มากมาย เพราะเหตุว่า มีทรูแมน

นี่แหละที่ ไม่ทราบ เลย ว่าตนเองเป็น เพียงแต่ ผู้แสดงหลัก ของรายการ โลก ที่เขา อยู่ก็ เป็นเพียงแต่ การเซ็ต

ฉากผู้คน ที่เขามี ความเชื่อมโยงด้วย ไม่ว่า จะเป็นบิดา แม่ เพื่อนฝูง ภรรยา ล้วนแต่เป็นดารา ทั้งหมด ไม่มี อะไร

บ้างที่อยู่ใน ชีวิต ทรูแมน ที่ เป็นความจริง เลยสักอย่าง เว้นเสียแต่ ตัวเขาเอง

ด้วยเหตุดังกล่าว ละ มั้ง ผู้ชม ถึงมีความสนใจ กับ รายการนี้ มากมายเนื่องจากมัน ไม่ใช่ การแสดงละครตาม

สคริปต์ แต่ว่ามันเป็น ชีวิตจริงของคน คนหนึ่งซึ่งไม่เคยรู้เลย ว่าเขา กำลังถูกเซ็ตฉาก ผู้ชมคงลุ้นไป กับ เรื่อง

ราวของ เขาที่เหล่า โปรดิวเซอร์ ช่วยเหลือกัน สรรสร้างรวมทั้ง แฮปปี้ กับ ทุกๆ ความประพฤติ ทุกๆอารมณ์

ความรู้สึก ของ เขาชีวิตจริง ของ ท รูแมน แปลงเป็น เพียงแค่ ความเพลิดเพลิน ของผู้ชมเพียงเท่านั้น

และเมื่อรายการจบไป ผู้ชมก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า “เปิดช่องอื่นดูซิ มีอะไรน่าดูอีกบ้าง”

ความบันเทิงจึงเป็นเพียงสิ่งที่มาแล้วก็ไป ไม่ได้อยู่อย่างจีรังยั่งยืน ผู้ชมที่ตอนแรกเชียร์ทรูแมน พอรายการจบ

เขาก็กลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

ดูไปแล้วจะสงสารทรูแมนมาก แล้วก็แอบสงสัยนะว่าในหนังนี่ไม่มีกลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชนเลยเหรอ ปล่อยให้

รายการออกอากาศมาตั้ง 30 ปีแน่ะ แต่เอาเป็นว่า รายการนี้ฮอตฮิตมาก คนดูกันแบบไม่ทำการทำงาน ส่วนทรู

แมนนั้นก็ไม่ได้รู้ตัวเลย เขาเชื่อว่าโลกที่เขาอยู่คือความจริง ไม่มีอะไรจริงไปกว่านี้อีกแล้ว ก็เหมือนเราๆ ที่เชื่อว่า

โลกที่เราอยู่คือความจริง ถ้าเกิดสมมติวันหนึ่งเราค้นพบว่าเมืองที่เราอยู่ ผู้คนที่เรารู้จัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆ

ล้วนแล้วแต่ปลอมล่ะ? เจ็บปวดน่าดูเลยว่าไหม

“We accept the reality of the world with which we’re presented. It’s as simple as that.”

นอกจากจะเป็นตัวสร้างความบันเทิงแล้ว ทรูแมนยังเป็นตัวเรียกตังค์

อีกสิ่งที่จิกกัดรายการทีวีได้ดีคือฉากต่างๆ ในหนังที่มีการโฆษณา ทั้งการแปะโปสเตอร์ การให้นักแสดงใช้

ผลิตภัณฑ์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งพูดโฆษณาสินค้าออกอากาศ ผสมไปกับสคริปต์เลย ซึ่งรายการก็คงได้เงินจากส

ปอนเซอร์เหล่านี้แหละ ยิ่งคนดูเยอะก็ยิ่งรับเละ ดูๆ ไปแล้วก็จุกเหมือนกันว่าชีวิตจริงๆ ของทรูแมน ดันกลายเป็น

พื้นที่โฆษณาของเหล่าแบรนด์ต่างๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย

และที่ตลกอีกอย่างคือ บางที ในสถานการณ์ที่ซีเรียสที่สุด นักแสดงก็ยังขายของกันได้แบบดื้อๆ คือทั้งขำทั้งอิ

หยังวะ ช่วยทำให้มันเรียลหน่อย อย่าหน้าเลือดตลอดได้มั้ย

ในหนัง บ่อยครั้งที่เราจะเจอซีนต่างๆ ซึ่งพยายามยับยั้งไม่ให้ทรูแมนมีความคิดอยากหนีออกไป ทั้งโปสเตอร์คำ

เตือนเรื่องภัยเครื่องบินตก, อุบัติเหตุล่องเรือในวัยเด็กที่พรากชีวิตพ่อ, การจัดอันดับที่บอกว่าเมืองที่ทรูแมนอยู่นั้น

ดีที่สุดในโลกแล้ว, การร่วมมือร่วมใจกันของนักแสดงที่คอยกันท่าไม่ให้ทรูแมนหนี ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้

เปรียบเสมือนกำแพงกั้นไม่ให้ทรูแมนจากไป โดยเฉพาะปมวัยเด็กเรื่องพ่อ ทำให้ทรูแมนกลายเป็นคนกลัวน้ำ ไม่

กล้าหนีออกไปจากเมืองที่เป็นเกาะ

เพราะทรูแมนนั้นมีความฝัน เขาอยากจะเป็นนักผจญภัย ไปในที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยไป เขามีความปรารถนาแรงกล้านี้

อยู่แล้ว สิ่งนี้คือแรงผลักดันให้เขากล้าทำในสิ่งที่ไม่น่าจะกล้าในที่สุด และได้ค้นพบความจริงแบบต่อหน้าต่อตา

จริงๆ ชีวิตของเราก็อาจจะคล้ายทรูแมนในแง่ที่ว่า มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นในชีวิตเรา ซึ่งเราล้วนแล้วแต่คิดว่านี่คือชีวิต

ของเรา เราควบคุมได้ เรามีความสุข เศร้า โกรธ เหงา ทุกอย่างเราควบคุมเอง แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเช่นนั้นรึเปล่า?

เราควบคุมได้จริงๆ เหรอว่าเราจะมีความสุขเมื่อไร ว่าเราจะโกรธใครไหม ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น? อันที่จริง

ชีวิตเราก็แทบจะคาดเดาไม่ได้เหมือนกัน บางคนอาจจะใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ ไหลไปเรื่อยๆ ตามกระแสสังคม

โดยไม่ได้ตั้งคำถามเลยว่าชีวิตนี้จริงๆ เราต้องการอะไร? ความฝันของเราคืออะไร? บางคนอาจจะไม่ได้ทำตาม

ความฝันจนกระทั่งวันตายด้วยซ้ำ

ในตอนจบ เป็นซีนที่ติดตราตรึงใจมาตลอด เมื่อทรูแมนล่องเรือชนกำแพงท้องฟ้า ทำให้เขารู้ความจริงว่านี่แหละ

คือจุดสิ้นสุดโลกของเขา ไม่มีท้องทะเลแผ่กว้างออกไปไกลกว่านี้อีกแล้ว ทรูแมนรู้สึกสิ้นหวังเสียใจ เขาตัดสินใจ

เดินลัดเลาะไปตามผนัง เดินขึ้นบันไดไปเจอกับประตูที่เขียนว่า “ทางออก” ตอนนั้นแหละที่เขาได้ยินเสียงจากคริ

สตอฟฟ์ โปรดิวเซอร์ของรายการ ดังมาจากท้องฟ้าราวกับเป็นพระเจ้า

ใช่ คริสตอฟฟ์อาจจะพูดถูก ทรูแมนสามารถมีชีวิตอย่างสุขสบายในโรงถ่ายทำหนัง ไม่ต้องลำบากลำบนอะไร แต่

ทรูแมนจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้จริงๆ น่ะหรือ? เหมือนเราจะได้ยินทรูแมนตะโกนอยู่

ในใจว่า “พอกันที” ไม่เอาแล้วละชีวิตที่สวยแค่เปลือกนอก ขอก้าวออกไปเผชิญโลกแห่งความเป็นจริงดีกว่า

แม้ว่าทางที่ออกไปจะมืด มองไม่เห็นอะไรเลยก็ตาม

ในตอนจบ เราไม่รู้ว่าชีวิตภายนอกโรงถ่ายหนังของทรูแมนเป็นอย่างไร หนังตัดจบไปแบบค้างๆ ต้องไป

จินตนาการกันเอาเอง เช่นเดียวกับรายการ The Truman Show ที่ทุกคนดูอยู่เช่นกัน

เว็บดูหนังฟรี