ภาพยนตร์ The Royal Tenenbaums ความเว้าแหว่งแห่งวัยเยาว์

The Royal Tenenbaums

The Royal Tenenbaums

The Royal Tenenbaums การที่คนคน หนึ่งเติบโตขึ้นมาบน ความรู้สึกเว้าบางสิ่งนั้น บางทีก็

อาจจะ รู้สึกตัว อาจจะไม่ แต่ว่า ท้ายที่สุด แล้ว ทุกคนต่าง ก็ เพียรพยายาม ทดแทน ความรู้สึก

นั้น ด้วย ปฏิกิริยา และก็ ความประพฤติ ที่ นาๆประการ

รอยัล เป็น ทนาย โด่งดัง แม้กระนั้น มีปัญหา เป็น ความ เจ้าชู้แล้วก็ ยึดตนเอง เป็น ศูนย์กลาง

เขา มีปัญหา กับ “เอธิลีน” เมียของเขา จนกระทั่งตกลงใจ แยกทางกัน โดยไม่ได้ หย่า กัน

อย่างเป็นทางการ แต่ว่า รอยัล ก็ ยังคง มาดู แล เยี่ยมเยือน ลูกๆ ของเขา อยู่ตลอด มา เล่น กับ

ลูก พาท่องเที่ยว บ้าง แต่ว่า ด้วย ความนึกคิด และก็ การ เอาแต่ใจ บางสิ่งของ เขา มัน ได้สร้าง

ปม ใน จิตใจของ ลูกๆ ของ เขา โดย ที่ ไม่รู้ตัวทำให้ถึงแม้พวกเขา อีกทั้ง สาม คน จะ เป็น เด็ก

เฉลี่ยวฉลาด และก็เก่งแต่ว่า เมื่อเจอกับปัญญา ชีวิต กลับ ล้มเหลว อย่างหมดท่า

– แ ช ส –

แชสเป็นเด็กอัจฉริยะ ทำธุรกิจจนมีรายได้ตั้งแต่ยังอายุน้อยๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ตอนเด็กๆ

พ่อของเขามักจะไปเที่ยวเล่นสนุกๆกับริชชี่ โดยที่แชสและมาโก้ต์ก็จะอยู่ที่บ้าน ซึ่งสิ่งนี้มันได้

สร้างความเคลือบแคลงในความรักของพ่อที่มีต่อแชส และยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์สำคัญ

เหตุการณ์หนึ่งสำคัญแชสในวัยเด็กคือการเล่นยิงปืนกันโดยที่เขาอยู่ฝั่งเดียวกับรอยัล แต่กลับ

กลายเป็นว่าเขาถูกรอยัลยิง ซึ่งในมุมมองของแชสนั้นไม่ต่างอะไรกับการถูกทรยศเลย (แต่

สำหรับรอยัลนั้น มันคือการเล่นสนุก และการหักหลัง (กันในเกม) มันก็คือเล่นสนุกแบบหนึ่ง)

เท่ากับว่าแชสเติบโตมาบนความรู้สึก “เกลียดพ่อ” และรู้สึกไม่ปลอดภัย (Insecure) เพราะ

แม้แต่พ่อของเขาเองก็ยังหักหลังเขาได้

และเมื่อแชสเติบโตขึ้นมาเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับอีกปัญหาอันใหญ่หลวงคือการสูญเสียภรรยา

ไปจากอุบัติเหตุเครื่องบิน ซึ่งทั้งเขาและลูกๆก็อยู่บนนั้นด้วยแต่กลับรอดชีวิต

แชสกลายเป็นคนขี้ระแวง กลัวความไม่ปลอดภัยทุกชนิด แชสปลุกลูกสองคนของเขากลางดึก

เพื่อซ้อมการเผชิญหน้ากับอัคคีภัย ย้ายมาอยู่กับแม่เมื่อพบว่าที่บ้านตัวเองไม่มีสปริงเกอร์ และ

ใส่ชุดวอร์มตลอดเวลาเพื่อความคล่องตัว (รวมถึงลูกทั้งสองคนด้วย)

เดิมทีแชสก็น่าจะเป็นไม่ค่อยไว้ใจใครอยู่แล้ว สังเกตว่าแม้แต่กับคนคุ้นเคยอย่าง “เฮนรี่ เชอร์

แมน” นักบัญชีที่ทำงานมาให้ครอบครัวมาหลายสิบปี (ซึ่งกำลังคบหากับ “เอธิลีน” แม่ของแช

สอยู่) แชสเองก็ยังเรียกด้วยนามสกุลอยู่ แต่เมื่อเกิดเหตุเช่นนั้นกับภรรยาของเขา เขายิ่งไม่ไว้ใจ

และเกิดความกลัวมากยิ่งขึ้น จนสังเกตได้ว่าแชสนั้นมีปัญหาแล้ว

ดังนั้นการที่แชสย้ายกลับมาอยู่บ้านแม่นั่นเป็นเพราะว่าเขาทนไม่ไหวแล้วและต้องการที่พึ่ง

จะเห็นว่าจริงๆแล้วเขาก็ต้องการคนดูแลและอยู่เคียงข้างเขาเช่นเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาเขาไม่รู้สึก

ถึงการได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดนัก ทำให้มองได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อนั้นน่าจะมี

ส่วนอย่างมากในการเพาะบ่มตัวตนของเขามาเป็นแบบนี้ กลายเป็นคนที่ไม่ค่อยยุ่งกับใคร

ละเอียดรอบคอบ ระมัดระวังตัว ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นไปเพื่อป้องกันตัวเองจากการสูญเสียและผิด

หวัง (ถ้าระมัดระวังเราก็จะปลอดภัย ถ้าเราไม่ไว้ใจใครก็จะไม่มีใครมาหักหลังเราได้)

แต่แท้ที่จริงแล้วแชสก็เหมือนกับทุกคน เขาต้องการความรักและความจริงใจจากพ่อของเขา

– ม า โ ก้ ต์ –

มาโก้ต์เป็นเด็กสาวที่เติบโตโดยการรับรู้มาตลอดว่าเธอเป็นลูกบุญธรรม ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็ไม่

ได้เป็นข้อเสียเสียทีเดียวถ้าเธอรับรู้ว่าเธอก็ได้รับความรักอย่างที่ลูกคนหนึ่งควรได้ แต่จากการที่

เธอถูกย้ำอยู่บ่อยๆจากพ่อว่าเธอเป็นเด็กที่รับมาเลี้ยง บวกกับความใกล้ชิดที่พ่อมีให้ (ซึ่งไม่

มาก) มันไม่ได้ทำให้มาร์โก้ต์มีความมั่นใจในความรักของพ่อและในคุณค่าของตัวเองเลย แม้ว่า

เธอจะได้ชื่อว่าเป็นเด็กอัจฉริยะทางด้านการเขียนก็ตาม

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในงานวันเกิดปีหนึ่งของมาโก้ต์ที่พี่น้องทั้งสามคนแสดงละคร มาโก้ต์ถาม

พ่อของเธอว่าพวกเราแสดงเป็นอย่างไรบ้าง สิ่งที่พ่อตอบแม้ว่าจะไม่ได้มีท่าทีต่อว่าแต่ก็ไม่ได้

แสดงถึงการชื่นชมหรือยอมรับ (ประมาณว่า “พวกเธอก็แค่ใส่ชุดสัตว์เฉยๆนี่ มันไม่ได้เรียก

ว่าการแสดง”) ซึ่งสิ่งที่พูดมาอาจจะถูกตามความหมายของมัน แต่ในบริบทนี้การให้คำชมก็ไม่

ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไร (และจะว่าไปก็ทำในสิ่งที่น่าชื่นชมจริงๆ) ซึ่งการที่มาโก้ต์ไม่ได้รับการ

ตอบสนองอย่างเหมาะสมจากพ่อครั้งนี้จึงเสมือนเป็นการย้ำอีกครั้งว่าเธอไม่ได้เป็นที่รักของพ่อ

และอาจจะไม่เป็นที่รักของใครเลย

มาโก้ต์โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่สายตาเย็นชา แยกตัว สีหน้าอมทุกข์อยู่ตลอด และมีความสัมพันธ์กับ

ใครต่อใครมากมายแต่กลับไม่ยั่งยืน

จุดที่น่าสังเกตสำหรับมาร์โก้ต์อีกจุดหนึ่งคือ ตัวตนของเธอดูเหมือนจะไม่ชัดเจนเอาเสียเลย

สังเกตจากคนรัก (หรือบางคนอาจจะเป็นแค่คู่นอน) ของเธอนั้นแต่ละคนช่างมีความแตกต่างกัน

มากเสียจนเดาไม่ถูกว่าเธอชอบผู้ชายแบบไหนกันแน่ มีตั้งแต่นักดนตรีเรกเก้จนถึงนักประสาท

วิทยา มีทั้งหญิงทั้งชาย ซึ่งแต่ละความสัมพันธ์นั้นก็จบลงในระยะอันสั้น โดยที่มาร์โก้ต์เองอาจ

จะไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร หรือว่าเธออาจจะต้องการแค่ใครที่อยู่เคียงข้างเธอเท่านั้นเองก็เป็นได้

แต่เผอิญว่าสุดท้ายคนคนนั้นก็ไม่ใช่คนที่เธอต้องการ

แต่จะว่าไปในหนังนั้นก็มีอยู่อย่างน้อยสองครั้งที่เราสัมผัสได้ถึงรอยยิ้มและความสุขของมาร์โก้ต์

ครั้งหนึ่งซึ่งอาจจะไม่ชัดมากคือครั้งที่เธอไปดูการแข่งเทนนิสที่ริชชี่แข่งโดยมีไรลี่ย์ สามีคน

ล่าสุดของเธอนั่งอยู่ข้างๆ (ซึ่งตอนนั้นเพิ่งแต่งงานกัน) กับอีกครั้งคือการพบกันระหว่างเธอกับริช

ชี่หลังจากการท่องมหาสมุทรมาอย่างยาวนานของริชชี่

– ริ ช ชี่ –

ริชชี่ดูจะเป็นเด็กที่สุขภาพจิตดีที่สุดในบรรดาสามพี่น้อง ริชชี่เก่งกาจทางด้านกีฬาเทนนิส ชอบ

วาดภาพ (แม้ว่าจะไม่สวยนัก) และเป็นลูกที่รอยัลพาไปเที่ยวด้วยบ่อยที่สุด

แต่ปัญหาคือริชชี่รักมาร์โก้ต์

ถึงจะบอกว่ามาร์โก้ต์เป็นพี่น้องที่ถูกรับมาเลี้ยง ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันก็ตาม แต่จากการเติบโต

ที่ผ่านการเลี้ยงดูมาอย่างชัดเจนว่าเป็นพี่น้องกัน การหลงรักพี่น้องของตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องปกติ

ริชชี่รักมาร์โก้ต์มาตั้งแต่ยังเด็ก ฝาผนังห้องของริชชี่เต็มไปด้วยภาพวาดใบหน้าของมาร์โก้ต์

และนอกจากนั้นทั้งคู่ยังเคยหนีออกจากบ้านไปซ่อนตัวด้วยกัน แต่ความรักของริชชี่มาพังทลาย

หลังจากที่ได้เห็นว่ามาร์โก้ต์แต่งงานกับไรลี่ย์ (ซึ่งทำให้ริชชี่เสียการควบคุมจนทำให้การแข่งขัน

ของเขาเละเทะไม่เป็นท่า และจากนั้นก็ไม่ได้เล่นเทนนิสอีกเลย)

บอกได้ยากว่าเพราะอะไรที่ทำให้ริชชี่ถึงรู้สึกรักมาร์โก้ต์อย่างที่ไม่ควรรู้สึกกับคนที่เป็นพี่น้องกัน

แต่อาจจะเป็นเพราะว่าริชชี่ในวัยเด็กนั้นไม่ได้มีเพื่อนมากนัก (เหมือนว่าริชชี่จะมีเพื่อนคนเดียว

คือ เด็กแปลกๆที่ชื่ออีไล ซึ่งอยู่บ้านตรงกันข้าม และจะว่าไปอีไลนั้นก็เป็นเด็กอีกคนที่มีชีวิตใน

วัยเด็กที่ขาดพร่องความรักและการเอาใจใส่จนต้องมาหาการยอมรับจากครอบครัวเทนเนนบัม

แทน) และปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ก็ไม่ได้มากนักแม้ว่าจะดูมากกว่าพี่น้องคนอื่นก็ตาม ซึ่งอาจจะ

ทำให้รู้สึกเหงาและมาร์โก้ต์ก็เป้นเด็กผู้หญิงที่ใกล้ชิดกัน ร่วมกับการที่ไม่ได้รับรู้ตัวอย่างที่ถูก

ต้องเหมาะสมเพราะผู้ใหญ่เองก็สามารถที่จะแนะนำและปรับพฤติกรรมไปในทางที่เหมาะสมได้

ซึ่งจะเห็นว่าริชชี่วาดรูปมาร์โก้ต์ติดผนังไปมากมายโดยที่ไม่มีใครทักท้วงไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือแม่

ก็ตาม ในส่วนลึกริชชี่จึงไม่ได้รู้สึกว่าการที่เขารักมาร์โก้ต์นั้นจะเป็นเรื่องที่ผิดแต่อย่างใด

หลังจากการผิดหวังครั้งนั้น ริชชี่ก็ต้องมาผิดหวังซ้ำอีกครั้งหลังจากที่ได้รู้ประวัติของมาร์โก้ต์ซึ่ง

ไม่มีใครรู้มาก่อน (รวมถึงการที่เธอสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุ 12 ด้วย) การที่ริชชี่ได้รู้ว่ามาร์โก้ต์นั้น

เคยผ่านการแต่งงานมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงมีสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคนรวมไปถึง อีไล เพื่อน

ของเขาด้วย มันจึงทำให้ริชชี่ตัดสินใจฆ่าตัวตาย

ริชชี่กรีดแขนตัวเองทั้งสองข้างเป็นทางยาวและลึกบ่งบอกถึงความตั้งใจที่จะตายอย่างรุนแรง

มันสะท้อนถึงความโกรธ (anger) และความรุนแรง (aggression) ที่มีอยู่ภายในที่เขาไม่

สามารถระบายออกไปที่ใดได้ และสุดท้ายก็วกกลับมาทำลายที่ตัวเขาเอง

ซึ่งดูเหมือนว่าหลังจากที่ริชชี่กรีดแขนตัวเองไปแล้ว aggression ในใจก็ได้ถูกระบายออกไป

ริชชี่กลับมาที่บ้านและมาสารภาพความรู้สึกของเขาที่มีต่อมาร์โก้ต์ ซึ่งมาร์โก้ต์ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

– ร อ ยั ล –

อันที่จริงแล้วจะกล่าวโทษรอยัลเพียงผู้เดียวที่จะให้เด็กๆทั้งสามคนเติบโตมาแบบนี้ก็คงไม่ถูก

ต้อง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าเขามีส่วนสำคัญทีเดียว

เราไม่รู้ว่าปูมหลังของรอยัลเป็นเช่นใด แต่จากที่พบเห็นรอยัลเป็นคนที่เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง

เอาแต่ใจ และหลายๆครั้งไม่ได้คิดว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไรกับการกระทำของเขา

อย่างเช่นการที่เขาโกหกทุกคนว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและใกล้จะตายเพราะว่าต้องการที่

จะรั้งภรรยาของเขาไม่ให้แต่งงานใหม่ ทั้งๆที่เขาเองก็ไม่ได้เจอภรรยามาหลายปีแล้ว (และอาจ

จะรวมกับที่เขาโดนไล่จากที่พักเก่าด้วยทำให้ต้องมาอยู่ที่บ้านเดิม)

บุคลิกอีกอย่างของรอยัลคือเป็นผู้ใหญ่ที่ยังไม่โต เขายังชอบเล่นสนุกๆแบบเด็กๆ และการที่เข

ยิงปืนใส่แชส นั่นก็น่าจะเป็นเพราะว่าเขาลืมไปว่าเขาเป็นผู้ใหญ่และเป็นพ่อคนแล้ว จะเล่นสนุก

โดยที่ไม่แคร์ความรู้สึกคนอื่นไม่ได้

แต่การที่รอยัลกลับมา (แม้ว่าจะเริ่มต้นจากการโกหก) เขาก็ได้พบว่าการที่เขาได้ใกล้ชิด

ครอบครัว ได้ใกล้ชิดลูกๆหลานๆของเขานั้นมีความสุขมากแค่ไหน ซึ่งน่าเศร้าที่เขาไม่ได้รับรู้

ความรู้สึกเช่นนี้ตั้งแต่เขาสร้างครอบครัวใหม่ๆ แต่กระนั้นรอยัลก็พยายามแก้ไขหลายๆสิ่งที่เขา

ทำผิดพลาดไป (รอยัลยอมเซ็นใบหย่าและช่วยอดีตภรรยาของเขาจัดงานแต่ง) จนในช่วงท้าย

ของชีวิตเขา ทั้งตัวเขาและลูกๆของเขาเริ่มกลับเข้าที่เข้าทางมากขึ้น

ซึ่งอาจจะทำให้เราเห็นได้ว่าไม่มีอะไรที่สายเกินไป

– เ ด อ ะ ร อ ยั ล เ ท น เ น น บั ม ส์ –

บทสรุปในตอนท้าย หลังจากที่แชสได้เห็นว่าพ่อของเขาพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองและยังได้

ช่วยชีวิตลูกชายของเขาทั้งสองจากอุบัติเหตุรถยนต์ แชสจึงเริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองบ้างและใกล้

ชิดกับรอยัลมากขึ้น จนเป็นลูกคนเดียวที่ได้อยู่ดูใจก่อนที่รอยัลจะเสียชีวิต

ส่วนมาร์โก้ต์และริชชี่ ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะสารภาพความในใจไปแล้ว (และทั้งคู่ก็รักกัน) แต่ทั้งคู่

เลือกที่จะวางความสัมพันธ์ไว้ที่ตรงจุดนั้น ซึ่งไม่แน่ว่าทั้งคู่จะตัดสินใจอย่างไรในอนาคต แต่ที่

ชัดเจนมากกว่าคือทั้งคู่สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ มาร์โก้ต์กลับมาเขียนบทละคร ริชชี่ก็

เลือกที่จะสอนเทนนิสให้เด็กๆ

ครอบครัวเทนเนนบัมเป็นตัวอย่างที่ดีของ “ครอบครัวที่ไม่เป็นครอบครัว” (dysfunction

family) ซึ่งมันส่งผลต่อสมาชิกในครอบครัวอย่างมากโดยเฉพาะเด็กๆในครอบครัว แต่ก็เป็น

ตัวอย่างที่ดีเช่นกันสำหรับคนที่ต้องการแก้ไขบางสิ่งบางอย่างให้ดีขึ้น (ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางที่

จะเปลี่ยนแปลงได้ทุกอย่าง)

เวส แอนเดอร์สัน เล่าเรื่องราวนี้ด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา ผ่านสีสันของ

ภาพที่ดูหวานสดใส แต่กลับซ่อนประเด็นและเนื้อหาที่หนักอึ้งชวนหดหู่ จนไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็น

หนังที่สนุกมากๆเมื่อเทียบกับเรื่องราวของหนังที่เกิดขึ้น

เป็นหนึ่งในหนังที่แนะนำให้ดูและควรดูซ้ำเพื่อดื่มด่ำมันอีกครั้ง

>>> หนัง hd <<<

ภาพยนต์ The Royal Tenenbaums ความเจ้าชู้ของทนาย

The Royal Tenenbaums หนังตลกร้ายกาจมาดดี

The Royal Tenenbaums

The Royal Tenenbaums หนังตลกร้ายกาจมาดดี การที่คนคนหนึ่งเดิบโตขึ้นมา บน ความรู้สึกเว้าแหว่ง บาง

อย่าง นั้นบางทีก็อาจจะ รู้สึกตัว บางที่ก็อาจจะ ไม่ แต่ว่า ในที่สุด แล้ว ทุกคน ต่างก็ พยายาม ทดแทน ความรู้สึก

นั้น ด้วย ปฏิกิริยา แล้วก็ พฤติกรรม ที่ แตกต่างกันไป

รอยัล เป็น ทนาย มีชื่อ แต่ มีปัญหา เป็น ความ เจ้าชู้ และ ยึด ตนเองเป็นชศูนย์กลาง เขา มีปัญหา กับ “เอธิลีน”

ภรรยา ของเขา กระทั่งตกลงใจแยกทาง กัน โดย ไม่ได้ หย่า กัน อย่างเป็นทางการ แต่ว่ารอยัลก็ ยังคงมาดู แล

เยี่ยมลูกๆ ของเขา อยู่เป็นประจำ มาเล่น กับลูก พาไปเที่ยวบ้าง แม้กระนั้น ด้วย ความนึกคิด และก็การเอาแต่ใจ

อะไรบางอย่างของ เขา มัน ได้สร้าง ปัญหา ใน จิตใจ ของ ลูกๆ ของเขา โดย ที่ ไม่รู้ตัวทำให้หากว่า พวกเขา ทั้ง

ยัง สาม คน จะ เป็น เด็ก ฉลาดหลักแหลม รวมทั้งฉลาด แต่ว่า เมื่อพบเจอกับปัญหา ชีวิต กลับ ล้มเหลว อย่าง

หมดรูป

แชสเป็นเด็กอัจฉริยะ ทำธุรกิจจนมีรายได้ตั้งแต่ยังอายุน้อยๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ตอนเด็กๆพ่อของเขามัก

จะไปเที่ยวเล่นสนุกๆกับริชชี่ โดยที่แชสและมาโก้ต์ก็จะอยู่ที่บ้าน ซึ่งสิ่งนี้มันได้สร้างความเคลือบแคลงในความ

รักของพ่อที่มีต่อแชส และยิ่งไปกว่านั้นเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งสำคัญแชสในวัยเด็กคือการเล่นยิงปืนกัน

โดยที่เขาอยู่ฝั่งเดียวกับรอยัล แต่กลับกลายเป็นว่าเขาถูกรอยัลยิง ซึ่งในมุมมองของแชสนั้นไม่ต่างอะไรกับการ

ถูกทรยศเลย (แต่สำหรับรอยัลนั้น มันคือการเล่นสนุก และการหักหลัง (กันในเกม) มันก็คือเล่นสนุกแบบหนึ่ง)

เท่ากับว่าแชสเติบโตมาบนความรู้สึก “เกลียดพ่อ” และรู้สึกไม่ปลอดภัย (Insecure) เพราะแม้แต่พ่อของเขาเองก็

ยังหักหลังเขาได้

และเมื่อแชสเติบโตขึ้นมาเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับอีกปัญหาอันใหญ่หลวงคือการสูญเสียภรรยาไปจากอุบัติเหตุ

เครื่องบิน ซึ่งทั้งเขาและลูกๆก็อยู่บนนั้นด้วยแต่กลับรอดชีวิต

แชสกลายเป็นคนขี้ระแวง กลัวความไม่ปลอดภัยทุกชนิด แชสปลุกลูกสองคนของเขากลางดึกเพื่อซ้อมการเผชิญ

หน้ากับอัคคีภัย ย้ายมาอยู่กับแม่เมื่อพบว่าที่บ้านตัวเองไม่มีสปริงเกอร์ และใส่ชุดวอร์มตลอดเวลาเพื่อความคล่อง

ตัว (รวมถึงลูกทั้งสองคนด้วย)

เดิมทีแชสก็น่าจะเป็นไม่ค่อยไว้ใจใครอยู่แล้ว สังเกตว่าแม้แต่กับคนคุ้นเคยอย่าง “เฮนรี่ เชอร์แมน” นักบัญชีที่

ทำงานมาให้ครอบครัวมาหลายสิบปี (ซึ่งกำลังคบหากับ “เอธิลีน” แม่ของแชสอยู่) แชสเองก็ยังเรียกด้วย

นามสกุลอยู่ แต่เมื่อเกิดเหตุเช่นนั้นกับภรรยาของเขา เขายิ่งไม่ไว้ใจและเกิดความกลัวมากยิ่งขึ้น จนสังเกตได้ว่า

แชสนั้นมีปัญหาแล้ว

จะเห็นว่าจริงๆแล้วเขาก็ต้องการคนดูแลและอยู่เคียงข้างเขาเช่นเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาเขาไม่รู้สึกถึงการได้รับการ

ดูแลอย่างใกล้ชิดนัก ทำให้มองได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อนั้นน่าจะมีส่วนอย่างมากในการเพาะบ่มตัว

ตนของเขามาเป็นแบบนี้ กลายเป็นคนที่ไม่ค่อยยุ่งกับใคร ละเอียดรอบคอบ ระมัดระวังตัว ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นไป

เพื่อป้องกันตัวเองจากการสูญเสียและผิดหวัง (ถ้าระมัดระวังเราก็จะปลอดภัย ถ้าเราไม่ไว้ใจใครก็จะไม่มีใครมา

หักหลังเราได้)

มาโก้ต์เป็นเด็กสาวที่เติบโตโดยการรับรู้มาตลอดว่าเธอเป็นลูกบุญธรรม ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้เป็นข้อเสีย

เสียทีเดียวถ้าเธอรับรู้ว่าเธอก็ได้รับความรักอย่างที่ลูกคนหนึ่งควรได้ แต่จากการที่เธอถูกย้ำอยู่บ่อยๆจากพ่อว่า

เธอเป็นเด็กที่รับมาเลี้ยง บวกกับความใกล้ชิดที่พ่อมีให้ (ซึ่งไม่มาก) มันไม่ได้ทำให้มาร์โก้ต์มีความมั่นใจในความ

รักของพ่อและในคุณค่าของตัวเองเลย แม้ว่าเธอจะได้ชื่อว่าเป็นเด็กอัจฉริยะทางด้านการเขียนก็ตาม

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในงานวันเกิดปีหนึ่งของมาโก้ต์ที่พี่น้องทั้งสามคนแสดงละคร มาโก้ต์ถามพ่อของเธอว่าพวก

เราแสดงเป็นอย่างไรบ้าง สิ่งที่พ่อตอบแม้ว่าจะไม่ได้มีท่าทีต่อว่าแต่ก็ไม่ได้แสดงถึงการชื่นชมหรือยอมรับ

(ประมาณว่า “พวกเธอก็แค่ใส่ชุดสัตว์เฉยๆนี่ มันไม่ได้เรียกว่าการแสดง”) ซึ่งสิ่งที่พูดมาอาจจะถูกตามความหมาย

ของมัน แต่ในบริบทนี้การให้คำชมก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไร (และจะว่าไปก็ทำในสิ่งที่น่าชื่นชมจริงๆ) ซึ่งการ

ที่มาโก้ต์ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสมจากพ่อครั้งนี้จึงเสมือนเป็นการย้ำอีกครั้งว่าเธอไม่ได้เป็นที่รักของ

พ่อและอาจจะไม่เป็นที่รักของใครเลย

มาโก้ต์โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่สายตาเย็นชา แยกตัว สีหน้าอมทุกข์อยู่ตลอด และมีความสัมพันธ์กับใครต่อใคร

มากมายแต่กลับไม่ยั่งยืน

สังเกตจากคนรัก (หรือบางคนอาจจะเป็นแค่คู่นอน) ของเธอนั้นแต่ละคนช่างมีความแตกต่างกันมากเสียจนเดาไม่

ถูกว่าเธอชอบผู้ชายแบบไหนกันแน่ มีตั้งแต่นักดนตรีเรกเก้จนถึงนักประสาทวิทยา มีทั้งหญิงทั้งชาย ซึ่งแต่ละ

ความสัมพันธ์นั้นก็จบลงในระยะอันสั้น โดยที่มาร์โก้ต์เองอาจจะไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร หรือว่าเธออาจจะต้องการ

แค่ใครที่อยู่เคียงข้างเธอเท่านั้นเองก็เป็นได้แต่เผอิญว่าสุดท้ายคนคนนั้นก็ไม่ใช่คนที่เธอต้องการ

แต่จะว่าไปในหนังนั้นก็มีอยู่อย่างน้อยสองครั้งที่เราสัมผัสได้ถึงรอยยิ้มและความสุขของมาร์โก้ต์ ครั้งหนึ่งซึ่งอาจ

จะไม่ชัดมากคือครั้งที่เธอไปดูการแข่งเทนนิสที่ริชชี่แข่งโดยมีไรลี่ย์ สามีคนล่าสุดของเธอนั่งอยู่ข้างๆ (ซึ่งตอน

นั้นเพิ่งแต่งงานกัน) กับอีกครั้งคือการพบกันระหว่างเธอกับริชชี่หลังจากการท่องมหาสมุทรมาอย่างยาวนานของ

ริชชี่

ริชชี่ดูจะเป็นเด็กที่สุขภาพจิตดีที่สุดในบรรดาสามพี่น้อง ริชชี่เก่งกาจทางด้านกีฬาเทนนิส ชอบวาดภาพ (แม้ว่าจะ

ไม่สวยนัก) และเป็นลูกที่รอยัลพาไปเที่ยวด้วยบ่อยที่สุด

ถึงจะบอกว่ามาร์โก้ต์เป็นพี่น้องที่ถูกรับมาเลี้ยง ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันก็ตาม แต่จากการเติบโตที่ผ่านการเลี้ยงดู

มาอย่างชัดเจนว่าเป็นพี่น้องกัน การหลงรักพี่น้องของตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องปกติ

ริชชี่รักมาร์โก้ต์มาตั้งแต่ยังเด็ก ฝาผนังห้องของริชชี่เต็มไปด้วยภาพวาดใบหน้าของมาร์โก้ต์ และนอกจากนั้นทั้ง

คู่ยังเคยหนีออกจากบ้านไปซ่อนตัวด้วยกัน แต่ความรักของริชชี่มาพังทลายหลังจากที่ได้เห็นว่ามาร์โก้ต์แต่งงาน

กับไรลี่ย์ (ซึ่งทำให้ริชชี่เสียการควบคุมจนทำให้การแข่งขันของเขาเละเทะไม่เป็นท่า และจากนั้นก็ไม่ได้เล่น

เทนนิสอีกเลย)

บอกได้ยากว่าเพราะอะไรที่ทำให้ริชชี่ถึงรู้สึกรักมาร์โก้ต์อย่างที่ไม่ควรรู้สึกกับคนที่เป็นพี่น้องกัน แต่อาจจะเป็น

เพราะว่าริชชี่ในวัยเด็กนั้นไม่ได้มีเพื่อนมากนัก (เหมือนว่าริชชี่จะมีเพื่อนคนเดียวคือ เด็กแปลกๆที่ชื่ออีไล ซึ่งอยู่

บ้านตรงกันข้าม และจะว่าไปอีไลนั้นก็เป็นเด็กอีกคนที่มีชีวิตในวัยเด็กที่ขาดพร่องความรักและการเอาใจใส่จน

ต้องมาหาการยอมรับจากครอบครัวเทนเนนบัมแทน) และปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ก็ไม่ได้มากนักแม้ว่าจะดูมากกว่าพี่

น้องคนอื่นก็ตาม ซึ่งอาจจะทำให้รู้สึกเหงาและมาร์โก้ต์ก็เป้นเด็กผู้หญิงที่ใกล้ชิดกัน ร่วมกับการที่ไม่ได้รับรู้ตัว

อย่างที่ถูกต้องเหมาะสมเพราะผู้ใหญ่เองก็สามารถที่จะแนะนำและปรับพฤติกรรมไปในทางที่เหมาะสมได้ ซึ่งจะ

เห็นว่าริชชี่วาดรูปมาร์โก้ต์ติดผนังไปมากมายโดยที่ไม่มีใครทักท้วงไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือแม่ก็ตาม ในส่วนลึกริชชี่

จึงไม่ได้รู้สึกว่าการที่เขารักมาร์โก้ต์นั้นจะเป็นเรื่องที่ผิดแต่อย่างใด

หลังจากการผิดหวังครั้งนั้น ริชชี่ก็ต้องมาผิดหวังซ้ำอีกครั้งหลังจากที่ได้รู้ประวัติของมาร์โก้ต์ซึ่งไม่มีใครรู้มาก่อน

(รวมถึงการที่เธอสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุ 12 ด้วย) การที่ริชชี่ได้รู้ว่ามาร์โก้ต์นั้นเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วหลายครั้ง

รวมถึงมีสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคนรวมไปถึง อีไล เพื่อนของเขาด้วย มันจึงทำให้ริชชี่ตัดสินใจฆ่าตัวตาย

ริชชี่กรีดแขนตัวเองทั้งสองข้างเป็นทางยาวและลึกบ่งบอกถึงความตั้งใจที่จะตายอย่างรุนแรง มันสะท้อนถึงความ

โกรธ (anger) และความรุนแรง (aggression) ที่มีอยู่ภายในที่เขาไม่สามารถระบายออกไปที่ใดได้ และสุดท้ายก็

วกกลับมาทำลายที่ตัวเขาเอง

ซึ่งดูเหมือนว่าหลังจากที่ริชชี่กรีดแขนตัวเองไปแล้ว aggression ในใจก็ได้ถูกระบายออกไป ริชชี่กลับมาที่บ้าน

และมาสารภาพความรู้สึกของเขาที่มีต่อมาร์โก้ต์ ซึ่งมาร์โก้ต์ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

อันที่จริงแล้วจะกล่าวโทษรอยัลเพียงผู้เดียวที่จะให้เด็กๆทั้งสามคนเติบโตมาแบบนี้ก็คงไม่ถูกต้อง แต่ก็ปฏิเสธไม่

ได้เหมือนกันว่าเขามีส่วนสำคัญทีเดียว

เราไม่รู้ว่าปูมหลังของรอยัลเป็นเช่นใด แต่จากที่พบเห็นรอยัลเป็นคนที่เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง เอาแต่ใจ และ

หลายๆครั้งไม่ได้คิดว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไรกับการกระทำของเขา

อย่างเช่นการที่เขาโกหกทุกคนว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและใกล้จะตายเพราะว่าต้องการที่จะรั้งภรรยาของ

เขาไม่ให้แต่งงานใหม่ ทั้งๆที่เขาเองก็ไม่ได้เจอภรรยามาหลายปีแล้ว (และอาจจะรวมกับที่เขาโดนไล่จากที่พัก

เก่าด้วยทำให้ต้องมาอยู่ที่บ้านเดิม)

บุคลิกอีกอย่างของรอยัลคือเป็นผู้ใหญ่ที่ยังไม่โต เขายังชอบเล่นสนุกๆแบบเด็กๆ และการที่เขายิงปืนใส่แชส นั่น

ก็น่าจะเป็นเพราะว่าเขาลืมไปว่าเขาเป็นผู้ใหญ่และเป็นพ่อคนแล้ว จะเล่นสนุกโดยที่ไม่แคร์ความรู้สึกคนอื่นไม่ได้

แต่การที่รอยัลกลับมา (แม้ว่าจะเริ่มต้นจากการโกหก) เขาก็ได้พบว่าการที่เขาได้ใกล้ชิดครอบครัว ได้ใกล้ชิดลูกๆ

หลานๆของเขานั้นมีความสุขมากแค่ไหน ซึ่งน่าเศร้าที่เขาไม่ได้รับรู้ความรู้สึกเช่นนี้ตั้งแต่เขาสร้างครอบครัวใหม่ๆ

แต่กระนั้นรอยัลก็พยายามแก้ไขหลายๆสิ่งที่เขาทำผิดพลาดไป (รอยัลยอมเซ็นใบหย่าและช่วยอดีตภรรยาของ

เขาจัดงานแต่ง) จนในช่วงท้ายของชีวิตเขา ทั้งตัวเขาและลูกๆของเขาเริ่มกลับเข้าที่เข้าทางมากขึ้น

บทสรุปในตอนท้าย หลังจากที่แชสได้เห็นว่าพ่อของเขาพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองและยังได้ช่วยชีวิตลูกชาย

ของเขาทั้งสองจากอุบัติเหตุรถยนต์ แชสจึงเริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองบ้างและใกล้ชิดกับรอยัลมากขึ้น จนเป็นลูกคน

เดียวที่ได้อยู่ดูใจก่อนที่รอยัลจะเสียชีวิต

ส่วนมาร์โก้ต์และริชชี่ ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะสารภาพความในใจไปแล้ว (และทั้งคู่ก็รักกัน) แต่ทั้งคู่เลือกที่จะวางความ

สัมพันธ์ไว้ที่ตรงจุดนั้น ซึ่งไม่แน่ว่าทั้งคู่จะตัดสินใจอย่างไรในอนาคต แต่ที่ชัดเจนมากกว่าคือทั้งคู่สามารถกลับ

มาใช้ชีวิตปกติได้ มาร์โก้ต์กลับมาเขียนบทละคร ริชชี่ก็เลือกที่จะสอนเทนนิสให้เด็กๆ

ครอบครัวเทนเนนบัมเป็นตัวอย่างที่ดีของ “ครอบครัวที่ไม่เป็นครอบครัว” (dysfunction family) ซึ่งมันส่งผลต่อ

สมาชิกในครอบครัวอย่างมากโดยเฉพาะเด็กๆในครอบครัว แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีเช่นกันสำหรับคนที่ต้องการแก้ไข

บางสิ่งบางอย่างให้ดีขึ้น (ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้ทุกอย่าง)

เวส แอนเดอร์สัน เล่าเรื่องราวนี้ด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา ผ่านสีสันของภาพที่ดูหวาน

สดใส แต่กลับซ่อนประเด็นและเนื้อหาที่หนักอึ้งชวนหดหู่ จนไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็นหนังที่สนุกมากๆเมื่อเทียบกับ

เรื่องราวของหนังที่เกิดขึ้น

ดูหนัง