Life of Pi : ชีวิตอัศจรรย์ของพาย

Life of Pi

Life of Pi

Life of Pi หนังน่าดู Netflix เรื่องต่อมา เป็นหนังที่ดีทั้งภาพ CG สวยอีกหนึ่งเรื่องที่อยากแนะนำเลย เรื่องนี้ได้สร้างมาจากหนังสือชื่อดังของ Yann Martel ที่ได้เล่าถึงเหตุการณ์ของ พาย เด็กหนุ่มจากอินเดีย และเรือที่ล่มกลางทะเล

ขณะเคลื่อนย้ายสัตว์จากสวนสัตว์ โดยเรื่องราวชีวิตของ พาย เสือ และพระเจ้า ได้เข้ามารวมอยู่ด้วยกัน บนเรือสำรองเพียงหนึ่งลำ เป็นเวลา 227 วัน หนังเรื่องนี้จะออกแนวปรัชญานิดๆก็ว่าได้ ซึ่งหนังก็ไม่ได้บอกว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือว่าเป็นความเชื่อ ที่ให้เราต้องไปตัดสินกันเอาเอง

Life of Pi

ภาพยนตร์จาก Netflix เรื่อง Roma

Roma

ROMA ฉายภาพชีวิตของผู้หญิง 2คนต่างชนชั้นแต่ร่วมชายคาเดียวกันฝ่ายแรกคือ เคลโอ (ยาลิซา อปาริชิโอ) สาวใช้ในบ้านของครอบครัวคุณหมอชนชั้นกลางที่ชีวิตของเธอผกผันหลังจากตั้งท้องกับชายหนุ่มที่หนีจากเธอไป ส่วนฝ่ายหลังคือ โซเฟีย (มารินา เดอ ทาวิรา) ภรรยาของคุณหมอที่นอกใจเธอ โดยทั้งสองชีวิตต้องดูแลเด็กๆและคุณย่าในบ้านภายใต้สถานการณ์การเมืองอันคุกรุ่นในเมืองโรมา ประเทศเม็กซิโกยุค 70

ROMA พิจารณาจากต้นธารที่ กัวรอง นำชีวิตวัยเด็กมานำเสนอในรูปแบบสัจนิยมแล้วก็ดูเหมือนว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจากงานชื่อเดียวกันอย่าง Roma หนังปี 1972 ของ เฟรดเดอริโก เฟลลินี หนึ่งในผู้นำความเคลื่อนไหวของยุค Italian Neo-Realism หรือ กลุ่มนวสัจนิยมอิตาเลียนไม่น้อย ทั้งการที่หนังเลือกแนวทางสัจนิยมสำรวจชีวิตแบบไม่มีพลอตเรื่องชัดเจนในการนำเสนอเรื่องราวชีวิตของชนชั้นกลางและชั้นล่าง ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองหลังยุคสงครามหรือวิกฤติการเมืองทั้งการทิ้งให้คนดูเห็นความเคลื่อนไหวในภาพเป็นเวลานานเพื่อให้พินิจพิเคราะห์ตีความสัญลักษณ์ต่างๆ การใช้สถานที่ถ่ายทำเท่าที่จำเป็นต่อการดำเนินเรื่อง-และดัดแปลงมันให้น้อยที่สุดเพื่อคงความจริงของสถานที่ รวมถึงการคัดเลือกนักแสดงหน้าใหม่อย่าง ยาลิซา อปาริชิโอ (ตรงนี้ถือว่าใกล้เคียงกับการทำหนังแนวนวสัจนิยมที่มักเลือกคนท้องถิ่นมาเป็นนักแสดง) นั่นทำให้เราได้ติดตามชีวิตของ เคลโอ และ โซเฟีย แบบผู้สังเกตการณ์และค่อยๆซึมซับเรื่องราวทั้งสุขและเศร้าของพวกเธอท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่เริ่มคุกคามชีวิตของผู้หญิงทั้งสองคนอย่างค่อยเป็นค่อยไป น่าเชื่อถือและนำพาให้เกิดอารมณ์ร่วม

และด้วยสายตาและมันสมองของ กัวรอง หนังจึงไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาลอกการบ้านงานชั้นครูแบบทื่อๆ ตรงกันข้าม กัวรอง สามารถนำศิลปะภาพยนตร์อันหลากหลายมาใช้งานได้อย่างลุ่มลึกนำเทคนิคมารับใช้เนื้อหาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแอบคารวะมาสเตอร์ออฟซีนีม่าหลายท่านโดยนอกจาก เฟลลินี ที่ถือเป็นแรงบันดาลใจหลักแล้วที่เด่นชัดที่สุดเห็นจะเป็น อากิระ คุโรซาว่า ในแง่การวางความเคลื่อนไหวในกรอบภาพ การมิกซ์เสียงให้เกิดมิติสอดคล้องกับภาพ ฉากเด่นสุดคือฉากที่ เคลโอ ไปตามหา แฟร์มิน ถึงสนามฝึกที่ใครดูก็น่าจะถึงงานมาสเตอร์พีซอย่าง Seven Samurai (1954) ของคุโรซาว่าแน่ๆ

เอาล่ะเชือเถอะว่าอ่านมาสองย่อหน้าก็ยังไม่เด่นชัดอยู่ดีว่า ทำไมเราจะต้องถ่อไปถึงโรงหนังทั้งที่เราสามารถเปิด Netflix อยู่บ้านดูแบบสบายๆได้ แต่หากจะพอโน้มน้าวด้วยตัวอย่างของกลวิธีทางภาพยนตร์ที่กัวรองนำมาใช้ก็คงต้องเป็นสองฉากสำคัญ โดยฉากแรกที่อยากจะยกคงหนีไม่พ้นฉากจลาจลในเมืองโรม่า ที่ต้องบอกว่ากัวรองสามารถนำเทคนิคด้านการถ่ายแบบลองเทคมารับใช้เนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งน่าสะพรึงกลัวด้วยเนื้อหาของหนังที่นำเสนอความขัดแย้งสุดขั้วเมื่อ เคลโอ กำลังเลือกซื้อเตียงเด็กเพื่อต้อนรับเจ้าตัวน้อยในขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองอันโหดร้ายก็บุกเข้ามาถึงในร้านที่สำคัญมันยังเป็นจุดแตกหักของชีวิตที่สำคัญที่สุดของเธอในเวลาต่อมาเมื่อได้พบว่าชีวิตนี้เธอคงไม่มีหวังพบความสุขในชีวิตครอบครัวอีกแล้วรวมถึงฉากที่ เคลโอ ซึ่งว่ายน้ำไม่เป็นเสี่ยงตายลงไปช่วยชีิวิตเด็กๆในทะเลที่คลื่นกำลังซัดสาดอย่างบ้าคลั่งไม่ต่างจากมรสุมชีวิตของคนในครอบครัวที่กล้องได้ติดตามเคลโอจากบนฝั่งลงไปในทะเลพร้อมงานมิกซ์เสียงที่ถือว่าเป็นหนึ่งในงานเสียงที่ดีที่สุดของปีนี้ที่นำเสนอเสียงระลอกคลื่นได้มิติสมจริงจนคนดูสัมผัสได้ถึงแรงคลื่นที่ค่อยๆโถมเข้าใส่ตัวเคลโอและเด็กๆจนอดลุ้นตามไม่ได้จริงๆ

ซึ่งไม่เพียงเทคนิคทางภาพยนตร์เท่านั้นแต่ยังรวมถึงการแสดงแบบเหมือนไม่ได้แสดงของยาลิซา อปาริชิโอ ที่กัวรองเสี่ยงใช้นักแสดงที่ไม่ใช่มืออาชีพมาถ่ายทอดบทบาทสาวใช้ได้อย่างน่าเชื่อถือ เปี่ยมเสน่ห์เฉพาะตัวและสามารถนำพาอารมณ์ให้เรารู้สึกเห็นอกเห็นใจและชื่นชม ฉายภาพพี่เลี้ยงของกัวรองบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจของเขาได้อย่างเห็นภาพ สมศักดิ์ศรีนักแสดงหน้าใหม่ที่เริ่มกวาดรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมเป็นว่าเล่น และอาจจะได้ “ยืนหนึ่ง” บนเวทีออสการ์ปีหน้าก็เป็นได้

ด้วยการนำเสนอเรื่องราวในแนวทางสัจนิยมที่สามารถนำเทคนิคมารับใช้เนื้อหาได้อย่างลุ่มลึก ความงดงามของงานภาพที่แต่ละเฟรมคืองานศิลปะเคลื่อนไหวที่ต่อไปคงได้บันทึกในตำราเรียนภาพยนตร์แน่ๆ รวมถึงการแสดงอันเป็นธรรมชาติและถือว่าดีที่สุดเรื่องหนึ่งแห่งปี2018 จึงแทบไม่มีข้อแม้ใดๆที่เราจะไม่ไปสัมผัสประสบการณ์นี้ในโรงภาพยนตร์  โดยหนังจะฉายที่โรงภาพยนตร์ เฮาส์ อาร์ซีเอ และ สกาล่า พร้อมลงสตรีมมิงทาง Netflix วันนี้เลย

ดูหนังออนไลน์

หนังเรื่อง The wolf of wall street

The Wolf of Wall Street

The Wolf of Wall Street เรื่องราวการขึ้นสู่จุดสูงสุดและลงสู่จุดต่ำสุดของโบรคเกอร์หนุ่มที่ถูกทุกคนในวงการเรียกว่า “หมาป่าแห่งวอลล์สตรีท” จอร์แดน เบลฟอร์ต (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) นายหน้าค้าหุ้นหนุ่มไฟแรงในวอลล์สตรีท ตั้งแต่ช่วงเวลาที่เขาทำเงินได้อย่างมหาศาล

ก่อนที่จะผลาญเงินไปมหาศาลยิ่งกว่ากับปาร์ตี้ เหล้ายา เซ็กส์ จนในที่สุดก็ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงหลักทรัพย์และฟอกเงินในปี 1998 ถูกขัง 22 เดือนในเรือนจำของรัฐ และถูกแบนจากตลาดหุ้นไปตลอดชีวิต โดยปัจจุบัน เบลฟอร์ต ก็กลายเป็นนักเขียนหนังสือขายดี และเป็นนักพูดที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐ ดูหนังออนไลน์

The Wolf of Wall Street

ภาพยนต์เรื่อง พี่มาก พระโขนง

พี่มาก..พระโขนง

พี่มาก..พระโขนง เป็นภาพยนตร์ไทยที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2556 แนวโรแมนติก-สยองขวัญ-ตลก ซึ่งดัดแปลงจากเรื่องแม่นากพระโขนง ผีพื้นบ้านไทย ร่วมเขียนบทและกำกับโดย บรรจง ปิสัญธนะกุล ผู้มีชื่อเสียงจากผลงาน สี่แพร่ง ตอน คนกลาง, ห้าแพร่ง ตอน คนกอง และ กวน มึน โฮ กับทั้งนำแสดงโดย มาริโอ้ เมาเร่อ เป็นพี่มาก กับดาวิกา โฮร์เน่ เป็นแม่นาก พร้อมด้วย ณัฏฐพงษ์ ชาติพงษ์, พงศธร จงวิลาส, อัฒรุต คงราศรี และกันตพัฒน์ สีดา ซึ่งเคยร่วมแสดงใน สี่แพร่ง และ ห้าแพร่ง มาแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มฉายตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556 ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือได้ว่าประสบความสำเร็จทั้งรายได้ เป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดในประเทศไทย และเป็นภาพยนตร์ทำรายได้มากที่สุดของจีทีเอช แทนที่ ATM เออรัก เออเร่อ (2555) ที่ทำสถิติเดิมไว้

พี่มาก..พระโขนง 

บทภาพยนตร์เรื่องนี้ ฉันทวิชช์ ร่วมเขียนกับบรรจง และนนตรา คุ้มวงศ์ ใช้เวลาเขียนบทประมาณปีครึ่ง ได้แนวคิดแรกจากบรรจงเรื่องการตีความใหม่ ในการนำเสนอในมุมมองของพี่มาก และได้เพื่อน 4 คนมาสร้างสีสัน ก่อนเขียนบทฉันทวิชช์ได้อธิษฐาน ขอพรย่านาคว่า บทที่เขียนเราต้องการสร้างความสุขให้กับผู้ชม ไม่ได้ต้องการลบหลู่

ดูหนังออนไลน์

ซีรีส์ไตรภาค 7 ตอนของ Netflix เรื่อง The Queen’s Gambit 

The Queen’s Gambit

The Queen’s Gambit

The Queen’s Gambit หรือในชื่อการเล่นหมากรุกไม่ใช่แค่จับหมากย้ายไปมาบนกระดาน แต่ยังต้องพึ่งพาการคิด วิเคราะห์ การจำ การประเมินเพื่อคาดเดาฝ่ายตรงคาด และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างรวดเร็ว หลายคนหลงใหลการเล่นหมากรุก ดำดิ่งจนกลายเป็นเซียน ทว่าก็มีหลายคนที่มองว่าหมากรุกเป็นเรื่องน่าเบื่อที่เข้าถึงยากเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้น ซีรีส์เรื่องนี้ ก็สามารถพาคนที่หลงใหลการเล่นหมากรุกจนหมดใจกับคนที่ไม่สนหมากรุกมาก่อนได้มาพบกันภาษาไทยว่า ‘เกมกระดานแห่งชีวิต’ เล่าเรื่องราวของเด็กสาวกำพร้านามว่า ‘เบธ’ หรือ เอลิซาเบธ ฮาร์มอน (Elizabeth Harmon) ที่ถูกส่งตัวไปอยู่ในบ้านเด็กกำพร้า เรื่องราวน่าสลดของเด็กสาวพูดน้อยผู้ไม่ชอบมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนต้องพลิกผันอีกครั้งเมื่อเบธมีโอกาสได้รู้จักกับหมากรุกเป็นครั้งแรกผ่าน ‘ไชเบล’ ภารโรงเฒ่าคนหนึ่งได้หัดให้เธอเล่นหมากรุก การได้สัมผัสหมาก พาเบี้ย ม้า เรือ คิง และควีนเดินบนกระดาน ทำให้ตัวเองกับไชเบลรู้ถึงพรสวรรค์ติดตัวมาตั้งแต่เกิดที่กำลังรอวันจะได้เฉิดฉาย

การเล่นหมากรุกไม่ใช่แค่จับหมากย้ายไปมาบนกระดาน แต่ยังต้องพึ่งพาการคิด วิเคราะห์ การจำ การประเมินเพื่อคาดเดาฝ่ายตรงคาด และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างรวดเร็ว หลายคนหลงใหลการเล่นหมากรุก ดำดิ่งจนกลายเป็นเซียน ทว่าก็มีหลายคนที่มองว่าหมากรุกเป็นเรื่องน่าเบื่อที่เข้าถึงยากเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้น ซีรีส์เรื่องนี้  ก็สามารถพาคนที่หลงใหลการเล่นหมากรุกจนหมดใจกับคนที่ไม่สนหมากรุกมาก่อนได้มาพบกัน

หากเด็กผู้หญิงคนหนึ่งจะเล่นหมากรุกในยุค 2000s ก็คงจะไม่มีอะไรแปลกประหลาดน่าสนใจนัก ทว่าเบธกลับกลายเป็นเด็กที่ใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกายุค 60-70s ในช่วงเวลาที่เด็กสาวจะต้องร้องรำทำเพลง หัดทำงานบ้าน เย็บปักถักร้อย ถ้าเด็กผู้หญิงจะเล่นหมากรุก พวกเธอก็เป็นได้แค่นักเล่นปลายแถว ไม่มีวันกลายเป็นเซียนหมากระดับจังหวัดหรือระดับประเทศได้อย่างแน่นอน หรือถ้าเป็นแชมป์ ก็จะเป็นแชมป์ประเภทหญิงไม่มีวันเทียบเท่าแชมป์ผู้ชาย ทว่าพรสวรรค์ที่ติดตัวเธอมากลับทำให้ค่านิยมเก่าฝังหัวเหล่านี้ต้องสั่นคลอน เพราะด้วยวัยเพียงสิบกว่าขวบสามารถเล่นหมากรุกทีเดียว 11 กระดาน เอาชนะนักเล่นชายในชมรมหมากรุกมัธยมฯ ได้อย่างสบาย ๆ

เด็กผู้ชายบางคนหัดเล่นหมากรุกตั้งแต่อายุ 4 ขวบ มีพ่อแม่ซื้อกระดานให้ตั้งแต่แรก แต่เด็กกำพร้าอย่างเบธไม่สามารถซื้อได้แม้กระทั่งนิตยสารหมากรุกราคาไม่กี่เหรียญ เมื่อเธอบอกกับครอบครัวอุปการะว่าอยากจะทำงานพิเศษ เป็นเด็กล้างจานหรืออะไรก็ได้เพื่อเก็บเงินซื้อหมากรุกหรือเพื่อเป็นเงินค่าเดินทางไปแข่งขัน เบธกลับถูกห้ามเพราะเด็กสาวที่ทำงานก็มีแต่เด็กผู้หญิงผิวดำเท่านั้น รวมถึงอาการติดยาหลอนประสาทและการติดแอลกอฮอล์ก็อาจทำให้ความฝันของเธอห่างไกลขึ้นไปทุกที

“เธออายุเท่าไหร่เนี่ย.. แต่อย่าบอกเลย รู้ไปก็เจ็บใจตัวเองเล่นเปล่า ๆ” ประโยคข้างต้นคือสิ่งที่เบธได้ยินบ่อยในเรื่อง การเล่นหมากรุกที่ถือเป็นงานอดิเรกของผู้ชายแพ้เด็กสาวตัวเล็ก ๆ คือสิ่งที่ค่อนข้างสะเทือนใจต่อชายสมัยนั้น

เมื่อเบธเริ่มไต่ระดับในวงการเซียนหมาก สื่อก็ให้ความสนใจแค่เพราะว่าเป็นเด็กผู้หญิง ส่วนสมาคมหมากรุกแห่งสหรัฐก็ไม่ค่อยนิยมชมชอบเธอเท่าไหร่นัก ซึ่งตัวของเบธเองก็ไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมการที่ผู้หญิงเล่นหมากรุกเก่งถึงต้องเป็นเรื่องแปลกที่ทำให้สังคมตื่นเต้นได้ขนาดนี้

นอกจากประเด็นสังคมที่ทำให้เรามองเห็นภาพชีวิตของผู้คนในยุค 60s ทั้งชายหญิง หนังเรื่องนี้ ยังเผยให้เห็นความตึงเครียดทางอุดมการณ์ทางการเมืองในช่วงสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต ทั้งสองฝั่งพยายามเอาชนะกันตลอดเวลา รวมถึงการเล่นหมากรุกที่โซเวียตมักได้ยิ้มเยาะฝั่งอเมริกาเสมอ เพราะเซียนหมากรุกที่เก่งที่สุดในโลกคือ วาซิลี บอร์กอฟ ที่เป็นชาวโซเวียต และเขาคือคนที่เบธพยายามจะก้าวข้ามไปให้ได้

เกมหมากรุกดุเดือดที่ถึงแม้จะไม่มีการต่อสู้กันแบบหนังแอกชัน มีเพียงการนั่งเฉย ๆ สบตา ตัดสลับไปกับการดูหมากบนกระดาน แต่ก็สร้างความรู้สึกลุ้นระทึกได้น่าประทับใจ คนที่รู้วิธีการเล่นหมากรุกอาจจะตื่นเต้นมาก แต่ถึงอย่างนั้นคนที่ไม่รู้วิธีเล่นหมากรุกหรือไม่เคยรู้จักคลุกคลีกับสิ่งนี้มาก่อนก็สามารถอินตามได้ง่าย ๆ เพราะแสง สี ดนตรี อารมณ์ของโทนหนัง และการแสดงของเหล่านักแสดงก็กล่อมเกลาให้เราตั้งใจดูแบบไม่รู้ตัว

นอกเหนือเราจะได้ติดตามเบธที่พยายามไต่เต้าไปถึงจุดสูงสุดของวงการหมากรุก ระหว่างทางที่เอลิซาเบธกำลังก้าวเดินก็สำคัญไม่แพ้กัน หากไม่มีคนรอบข้างคอยช่วยเหลือ เชื่อได้เลยว่าต่อให้เป็นสุดยอดอัจฉริยะหรือสมองใสแค่ไหนก็ต้องมีเป๋ไปไม่น้อย หนังเรื่องนี้ ทำให้เราเห็นว่าโลกแห่งความจริงมันไม่ง่าย การจะทำอะไรสักอย่างต้องมีทั้งเงิน ความสามารถ ความทะเยอทะยาน และมิตรภาพ แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องรู้จักผ่อนคลาย ให้เวลาตัวเองได้พักหายใจบ้าง ซึ่งการพักนั้นอาจเป็นการพักที่ดีหรือถลำลึกไปกับสิ่งมัวเมาจนตกหลุมลึกขึ้นไม่ได้ ประสบการณ์ ความสัมพันธ์เพื่อนและครอบครัว และความมุ่งมั่นของตัวเองคือสิ่งที่จะกล่อมเกลาเพื่อพาเธอไปถึงเส้นชัย

หนังเรื่องนี้ ดัดแปลงจากนวนิยายของ วอลเธอร์ เทวิส โดยได้ สก็อต แฟรงค์ (Scott Frank) นั่งแท่นเป็นผู้กำกับ เขาทำให้ผู้ชมได้เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของอเมริกาและโซเวียตยุคเก่า ที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือคอสตูมสุดอลังกับแฟชั่นยุควินเทจของเอลิซาเบธ ฮาร์มอน ที่สวยงามจัดเต็มในทุกช่วงทุกตอน รวมถึงฝีมือการแสดงที่เรียกว่าเอาอยู่ของ อันยา เทเลอร์-จอย (Anya Taylor-Joy) นักแสดงสาวมาแรงมากความสามารถ ประกอบกับหน้าตาชวนค้นหาของเธอ ทั้งหมดตราตรึงเราให้ดูซีรีส์ 7 ตอน ให้จบบริบูรณ์ได้อย่างไม่ยากเย็น และเก็บไว้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะบอกต่อกับคนอื่นว่าลองเปิดใจดูสักครั้ง แม้ว่าคุณจะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับหมากรุกเลยก็ตาม

 

ภาพยนต์เรื่อง The Midnight Sky

The Midnight Sky

The Midnight Sky เป็นเรื่องราวหลังจากหายนะลึกลับที่ทำลายล้างโลกและเผ่าพันธุ์มนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ประจำสถานีอาร์กติก (จอร์จ คลูนีย์) พยายามที่จะเตือนนักบินอวกาศที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในห้วงอวกาศ (เฟลิซิตี โจนส์) และลูกเรือของเธอ ถึงอันตรายในการย้อนกลับมายังโลก ในช่วงเวลาที่กำลังเผชิญหน้ากับการสูญสิ้นของเผ่าพันธุ์ ความเป็นมนุษย์ได้กระตุ้นให้พวกเขาติดต่อกัน แม้จะอยู่ห่างไกลกันหลายปีแสง เพื่อเชื่อมโยงผู้รอดชีวิตของมนุษยชาติไว้ด้วยกัน

The Midnight Sky
.
นอกจาก จอร์จ คลูนีย์ จะนำแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว เขายังรับหน้าที่กำกับภาพยนตร์อีกด้วย และได้ มาร์ค แอล.สมิธ (Mark L. Smith) รับหน้าที่เขียนบท โดยดัดแปลงมาจากนิยายของ ลิลลี่ บรูคส์-ดาลตัน (Lily Brooks-Dalton) เรื่อง Good Morning, Midnight ที่ได้รับรางวัลนิยายแนว Post-Apocalyptic (วรรณกรรมที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับโลกหลังภัยพิบัติหรือสงคราม) เมื่อปี 2016
.
นี่คือผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของ Netflix จาก Smokehouse Pictures บริษัทผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 โดยจอร์จ คลูนีย์และแกรนท์ เฮสลอฟ โดยเป็นบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากเรื่อง Argo
.
นอกจากนี้  (สัญญาณสงัด) ยังรวบรวมนักแสดงมากฝีมือไว้อีกคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น เฟลิซิตี โจนส์ (Felicity Jones) นักแสดงสาวผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จากเรื่อง The Theory of Everything, เดวิด โอเยโลโว (David Oyelowo) ผู้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ จากเรื่อง Selma, ไคล์ แชนด์เลอร์ (Kyle Chandler) เจ้าของรางวัลเอมมี่ อวอร์ด จากเรื่อง Friday Night Lights และ เดเมียน บิเชอร์ (Demián Bichir) ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จากเรื่อง A Better Life ร่วมด้วย ทิฟฟานี บูน (Tiffany Boone)

ภาพยนตร์ The Fast and the Furious

เร็ว..แรงทะลุนรก ซิ่งแหกพิกัดโตเกียว

เร็ว..แรงทะลุนรก ซิ่งแหกพิกัดโตเกียว

เร็ว..แรงทะลุนรก ซิ่งแหกพิกัดโตเกียว (อังกฤษ: The Fast and the Furious: Tokyo Drift) เป็นภาพยนตร์โลดโผน/อาชญากรรม/แข่งรถลำดับที่ 3 ในชุดเดอะฟาสต์แอนด์เดอะฟิวเรียส กำกับโดย จัสติน ลิน เขียนบทโดย คริส มอร์แกน นำแสดงโดย ลูคัส แบล็ค และ ซุง กัง โดยในภาคที่ 3 จะเป็นเหตุการณ์ต่อจากภาคที่ 6 เข้าฉายเมื่อปี ค.ศ. 2006

เรื่องย่อ

ขอต้อนรับสู่ยุคของพวกวัยรุ่นนอกคอกที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกของการซิ่งบนถนนหลวง เป็นการรุกเข้าสู่โลกแห่งการซิ่งรถที่ถูกปิดซ่อนไว้ของนครโตเกียว ที่ซึ่งเทรนด์ล่าสุดที่ถือกำเนิดจากญี่ปุ่นกำลังเข้าครอบงำโลก นั่นคือการซิ่งที่เรียกว่า “ดริฟต์”

รถแรง หญิงงามสุดเซ็กซี่ในเขตแดนต้องห้าม และการซิ่งดริฟต์ที่กลายเป็นหัวใจของส่วนผสมอันลงตัวนี้ สไตล์การซิ่งที่สุดโดดเด่นของญี่ปุ่นได้สร้างนักซิ่งรูปแบบใหม่ที่ต้องใช้เทคนิคผสมผสานไปกับความเร็วแบบท้าความตาย ที่ซึ่งการควบคุมในโลกที่ไม่มีสิ่งใดควบคุมได้คือสิ่งสำคัญยิ่งกว่าการเข้าเส้นชัย

ถึงแม้การออกไปซิ่งรถตามถนนหลวงจะเป็นหนทางหลบหนีให้พ้นจากบ้านที่ไร้ความสุขและโลกอันสุดฉาบฉวยรอบๆ ตัวสำหรับหนุ่มน้อยนอกคอกที่ชื่อ ฌอน บอสเวลล์ (ลูคัส แบล็ค) แต่การเข้าไปเกี่ยวข้องกับการซิ่งทำให้เขาไม่เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าเจ้าหน้าที่บ้านเมือง หลังจากอุบัติเหตุครั้งล่าสุด และเพื่อหลีกเลี่ยงการต้องไปกินข้าวแดงในคุก เพราะข้อหาเดิมๆคือ ทำลายทรัพย์สินโดยเจตนา แถมยังเป็นเยาวชนอยู่ ฌอนจึงถูกส่งตัวไปให้อยู่กับพ่อที่ห่างเหินของเขาที่เป็นทหารประจำการอยู่ในโตเกียว

บัดนี้ ฌอนที่กลายเป็นไกจิน (พวกคนนอก,คำแสลงของคนญี่ปุ่นมักเรียกพวกฝรั่งยุโรป หรือคนอเมริกันตาน้ำข้าวอย่างฌอน แปลว่า ‘ไอ้หรั่ง’ เป็นต้น) อย่างเป็นทางการ รู้สึกว่าเขายิ่งถูกปิดกั้นในดินแดนแห่งขนบธรรมเนียมและความมีศักดิ์ศรีแบบต่างถิ่น แต่หลังจาก ทวิงกี้ (บาว วาว) เพื่อนซี้ชาวอเมริกันของเขา แนะนำให้เขารู้จักกับโลกใต้ดินของการซิ่งดริฟต์ ซึ่งเป็นการสร้างสมดุลระหว่างความเร็วและการเลี้ยวเลื้อยซิ่งไปตามทางโค้งและเส้นทางวกวนที่ทำ ให้หัวใจหยุดเต้นเอาได้ง่ายๆ ฌอนเกิดติดใจและพาตัวเองมาเจอปัญหาอีกเช่นเคย การซิ่งเพื่อความมันแบบเดิมถูกแทนที่ด้วยรูปแบบการซิ่งแบบใหม่ ซึ่งเข้ากันดีทีเดียวกับนิสัยหัวรั้นของฌอน

ครั้งแรกที่ออกไปซิ่ง ฌอนได้เจอกับ ดีเค (ไบรอัน ที) “ราชาแห่งการซิ่งดริฟต์” แชมป์ซิ่งรถที่เกี่ยวพันกับพวกยากูซ่า แก๊งค์มาเฟียญี่ปุ่นโดยไม่รู้ตัว ความพ่ายแพ้ของฌอนมาพร้อมกับราคาสูงลิ่วเมื่อเขาถูกบังคับให้ต้องทำงานใช้หนี้ภายใต้การดูแลของ ฮาน (ซ็อง คัง) ในไม่ช้า ฮานต้อนรับฌอนเข้าสู่ครอบครัวของเขาและแนะนำให้ฌอนได้รู้จักกับกฎในการดริฟต์ของแท้ แต่เดิมพันสำหรับฌอนและการซิ่งของเขายังคงสูงลิ่ว เมื่อพวกเขาเรียนรู้ที่จะยกระดับการซิ่งจนกลายเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่ง พวกเขาจะต้องขับรถซิ่งที่ผ่านการปรับแต่งไปตามท้องถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนใจกลางกรุงโตเกียวด้วยความเร็ว ลัดเลาะเลื้อยไปตามทางโค้งแคบด้วยเสียงขูดขีดของโลหะและกลิ่นยางไหม้ร้อนฉ่า

แต่เมื่อฌอนเกิดตกหลุมรัก นีล่า (นาธาลี เคลลี่) แฟนสาวของดีเค เหตุการณ์สุดระห่ำต่างๆ เริ่มบานปลายจนหยุดไม่อยู่ กระตุ้นอารมณ์จนถึงจุดไคลแม็กซ์ด้วยการเผชิญหน้าที่มีเดิมพันสูงลิ่วกับศัตรู บทลงโทษสำหรับผู้พ่ายแพ้ คือการโดนเนรเทศไปจากโตเกียวตลอดกาลโดย คามาตะ หัวหน้าแก๊งค์ยากูซ่า ซึ่งมีศักดิ์เป็น ลุงของดีเค (ซันนี่ ชิบะ) ถ้าพวกเขามีชีวิต รอดจากการซิ่งได้ เมื่อศักดิ์ศรีถูกท้าทาย และฝีมือในการซิ่งถูกผลักดันไปถึงขีดสุด โดยมีผู้ชนะเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้รับตำแหน่งแชมเปี้ยนใน The Fast and the Furious: Tokyo Drift