หนัง The Invisible Man มนุษย์ล่องหน ระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ

The Invisible Man

The Invisible Man

The Invisible Man (2020) ตัดแปลง มาจากยาย ไซ ไฟ -สยองขวัญ เรื่อง มนุษย์ล่องหน

ทีเผยแพร่ ใน ปี 1897 ของ เอช.จี.เวลส์ เล่าผ่าน นักแสดง เซสิเลีย แคส (อลิซาเบธ มอ

สส์) เมียผู้กลัว และก็ถูก เอเเรียน กริฟฟิน ( โอลิเวอร์ แจ็ค สั้น-โค เฮ น) สามี นักธุรกิจ และ

ก็ นักคิดค้น เทคโนโลยีด้าน ภาพ และก็ การมองมองเห็น ประทุษร้าย อยู่เสมอเวลา จนถึง วัน

หนึ่ง มี ข่าวสาร ว่า ผัว ของ คุณ ฆ่าตัวตาย คุณ เปลี่ยนเป็น ผู้รับมรตก แล้วก็ ทรัพย์สิน อย่าง

มากมาย ทั้งหมดทั้งปวง แม้กระนั้น ก็นำมาซึ่งการก่อให้เกิด เหตุผล แปลก ที่ ทำให้คุณ มีความ

รู้สึกว่ามี ใครสักคน ที่ ‘ไม่เห็น’ เฝ้าตู มอง คุณ อยู่เสมอ เวลา

นับว่าเป็น โปรเจกต์ บุกเบิก จ้กรวาล ตัวประหลาด สยองขวัญ สมัยใหม่ ของค่าย Universal

โดยได้ เจ สัน บล้ม ที่ Blumhouse Productions ผู้ผลิตแฟรนไซส์ Paranormal

Activity, The Purge แล้วก็ Insidious และ Get Out (2017) รวมทั้ง US (2019) ยอด

เยี่ยม หนัง สยองขวัญ ยุคสมัยใหม่ มาเป็น ผู้ฮานวยการผลิต เริ่ม จักรวาล ใหม่ทั้งสั่น เพื่อนำ

ความ สยองขวัญ ของ เหล่า ผู้แสดง ใน ตำานาน ให้ฟื้นคืนชีพ ขึ้นมา อีกรอบ

“Universal มีประวัติ ศาสตร์ ที่ ช้านาน สำหรับเพื่อการ สร้างภาพยนตร์ ตัวประหลาด สยองขวัญ

มา ตั้งแต่ สมัย 30 ซึ่ง ผลงาน ทั้งหมดทั้งปวง เป็น สิ่งที ผม รัก แล้วก็ สนิทสนม มา ตั้งแต่ เด็ก

โน่น เป็น เหตุผล ที่ ทำให้ ผม ต้องการ สร้างภาพยนตร์ หัวข้อนี้ ด้วย แนวทางการทำ ให้ เรื่องราว

ของ ผู้แสดง กลุ่มนี้ สามารถ เข้าถึง ได้ ง่าย กับ ผู้คน ใน ช่วงปัจจุบัน”

โตยได้ ลีห์ ว้น เนล หน็ง ใน กลุ่ม สร้าง แล้วก็มือ เขียน บท จาก Saw ซีรึส์หนัง สยองขวัญ

ระดับนานาชาติ (เป็นเพื่อน สนิท กับ เจมส์ วาน ผู้กำกับ โลw ภาคแรก) และก็ผู้กำกับ

Insidious: Chapter 3 และก็ Upgrade หนังไซไฟสยองขวัญที่ดิบ เดือด สาแก่ใจ เล่า

เฉลียวฉลาด ใน ปี 2018 และก็เป็น แฟนๆ ตัวยง ของ หนัง สยองขวัญ สมัยเก่า มารับ หน้าที่

เขียน บท แล้วก็ ดูแล The Invisible Man ด้วยตัวเอง

“ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้หนังสยองขวัญ และชื่นชอบการได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสยองขวัญ โดยเฉพาะหนังเรื่อง The Invisible Man กินพื้นที่ในหัวผมเยอะมาก และผมจะสามารถเก็บค่าเช่าพื้นที่ในหัวของผม ก็ด้วยการสร้างเป็นหนังเรื่องนี้ขึ้นมา ด้วยการเล่าเรื่องผ่านมุมมองที่ไม่ค่อยถูกนำเสนอมากนักในหนังสัตว์ประหลาดสยองขวัญ”

นั่นคือเปลี่ยนจากการนำเสนองผ่าน ‘สายตา’ ของสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่ง โหดร้าย มีความปกติ มาเป็นการพาคนดูเข้าอยู่ใน ‘หัวใจ’ ของฝ่ายผู้ถูกกระทำ ความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจะไม่ได้มาจากแค่พฤติกรรมโหดร้ายที่นางเอกต้องเผชิญ แต่เป็นความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจากการได้รับรู้ ‘ความรู้สึก’ นั้นไปพร้อมๆ กัน

เซซิเลีย แคส เลยไม่ใช่แค่ ‘เหยื่อ’ ที่ไล่ล่าในฐานะตัวละครผู้โชคร้ายในหนังสยองขวัญ แต่เป็น ‘ตัวแทน’ ของ ‘ผู้ถูกกระทำ’ ทั้งโลก เป็นภรรยาที่ถูกลิดรอนสิทธิในการแสดงออก ไม่มีสิทธิปกป้องชีวิตของตัวเอง ต้องอยู่ใต้การปกครองของสามีที่โหดร้าย

เป็นได้เพียง ‘ผู้หญิงบ้า’ ในวันที่ออกมาป่าวประกาศว่ามีมนุษย์ล่องหนคอยติดตามและทำร้ายเธออยู่ตลอดเวลา ถึงแม้เรื่องที่พูดจะเป็นความจริง แต่กลับไม่มีใครเชื่อ ยิ่งกลายเป็นเรื่องที่เศร้ามากๆ ในวันที่ปัญหาคุกคามทางเพศและกระแส #MeToo ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในสังคม

เมื่อผูกไปกับคอนเซปต์ของการ ‘มีอยู่’ ที่ ‘มองไม่เห็น’ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ ‘อำนาจ’ ในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ หรือโลกที่ไร้ความเท่าเทียมที่หลายคนพร้อมจะปิดตาเพื่อบอกว่าไม่มีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ ทุกอย่างเป็นเพียงจินตนาการที่ถูกสร้างขึ้นเท่านั้น

มีเพียงนักแสดงคนเดียวเท่านั้นที่อยู่ในความคิดและหัวใจ ลีห์ วันเนล ว่าเหมาะสมกับการรับบทเป็น เซซิเลีย แคส มากที่สุดคือ อลิซาเบธ มอสส์ นักแสดงจากซีรีส์ Mad Men (2007-2015) และ The Handmaid’s Tale (2017-2020) ที่ทำให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจาก Emmy Awards และลูกโลกทองคำ

การรับบทนำเป็น จูน ออสบอร์น ในซีรีส์ The Handmaid’s Tale ที่ว่าด้วยการกดขี่ผู้หญิงในโลกอนาคต ทำให้ภาพลักษณ์ อลิซาเบธ มอสส์ มีอีกหนึ่งสถานะในการเป็น ‘ตัวแทน’ ของผู้หญิงธรรมดาๆ ที่ถูกกระทำโดยระบบ และต้องลุกขึ้นสู้เพื่อรักษาชีวิตของตนเอง และสิ่งนั้นจะยิ่งเห็นชัดมากยิ่งขึ้นใน The Invisible Man

“สิ่งสำคัญคือเราต้องสร้างพื้นที่ความสัมพันธ์ที่ไม่ได้มีแค่ความรุนแรงทางกาย แต่ต้องลงลึกไปถึงจิตใจและอารมณ์ ฉันหวังว่าหนังเรื่องนี้จะมอบความเข้มแข็งและโอกาสในการต่อสู้ให้กับคนที่เจอกับเรื่องแบบนั้น โดยเฉพาะการถูกตัดสินหรือบังคับให้พวกเธอต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่พวกเธอไม่ควรอยู่ ไม่ควรมีใครถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ ทุกคนควรมีสิทธิ์ที่จะได้ต่อสู้เพื่อชีวิตของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น”

กระแสตอบรับของ The Invisible Man จัดอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก หลังจากเข้าฉายไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สามารถทำรายได้ทั่วโลกถึงปัจจุบันไปแล้ว 98.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทุนสร้างเพียงแค่ 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นอีกหนึ่งหนังสยองขวัญทุนต่ำที่เล่าเรื่องได้ยิ่งใหญ่ น่าประทับใจเกินงบประมาณ

และทุกคนสามารถเข้าไปสัมผัสความสยองขวัญที่ถูกกดทับจากสิ่งที่ ‘มองไม่เห็น’ ได้แล้วในโรงภาพยนตร์

ดูหนังออนไลน์

หนัง The French Dispatch ผลงานใหม่ของ Wes Anderson

THE FRENCH DISPATCH

THE FRENCH DISPATCH

THE FRENCH DISPATCH ผู้กำกับภาพยนตร์แต่ละคนล้วนมีเอกลักษณ์ของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป มันคือตัวตน จิตวิญญาณแนวคิด ทัศนคติ ที่กลั่นออกมา โดยสิ่งเหล่านี้มักจะสะท้อนผ่านผลงานของพวกเขา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะสามารถบอกได้ว่าภาพยนตร์เรื่องไหนคือผลงานของใคร และเลือกที่จะตกหลุมรักพวกเขาผ่านผลงาน โดยเฉพาะ เวส แอนเดอร์สัน (Wes Anderson) หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนที่สุดในโลกจอเงิน

เพราะฉะนั้น เมื่อ “The French Dispatch” ภพยนตร์ เรื่อง ใหม่ ของ เวส แอนเดอร์สัน

ปล่อยตัว ออกมา ก็เลย ไม่ใช่ เรือง แปลกที จะ ถูก จับ มาวิพากษ์ กัน อย่างมากมาย ภายในระยะ

เวลา อัน รวดเร็ว รมทั้ง จาก แขบอย่าง ความ ยาว โดยประมาณ 2 น่าที ครึ่ง ที่ ปลดปล่อย ออก

มา ถึงแม่ว่า จะ ยัง ไม่แน่ชัด แต่ว่า ก็ พอ เก็บข้อมูล เค้าเงื่อนต่างๆ มาวิเคราะห์ ได้ บ้างว่า

ภาพยนตร์ ป้าย แดง ของ เวส แอนเตอร์สัน ประเด็นนี้ จะ ออกมา ใน รูปแบบ ไหน

คำถามต่อมาที่ผู้เขียนอยากทราบคือ The French Dispatch จะแตกต่างหรือเหมือนกับภาพยนตร์เรื่องก่อน ๆ ของ เวส แอนเดอร์สัน มากน้อยแค่ไหน บทความนี้จึงเป็นการร่วมค้นหาคำตอบไปพร้อมกับผู้อ่านทุกคน

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงภาพยนตร์ของผู้กำกับหนุ่มใหญ่วัย 50 กะรัตจากเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกาคนนี้ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้นในเรื่องของ Visual หรือองค์ประกอบภาพ ความสมมาตรคือสิ่งที่ เวส แอนเดอร์สัน ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แทบทุกฉาก ทุกเฟรม องค์ประกอบของภาพจะต้องออกมามีระเบียบ ไม่โดดเด่นที่จุดตรงกลางก็จะแบ่งฉากออกเป็นส่วนๆ ได้อย่างพอดิบพอดี ดังนั้นภาพยนตร์ของ เวส แอนเดอร์สัน จึงสามารถตรึงผู้ชมให้อยู่กับโลกที่เขาสร้างขึ้นมาได้อย่างอยู่หมัด จากอัตราส่วนภาพที่ออกแบบไว้ ซึ่งจากตัวอย่าง The French Dispatch ผู้กำกับหนุ่มใหญ่คนนี้ยังคงเป๊ะเรื่องความสมมาตรทุกกระเบียดนิ้วไม่เสื่อมคลาย ถ้าไม่เชื่อลองแคปสกรีนหน้าจอจากตัวอย่างมานั่งพิจารณาดูดีๆ ก็จะเห็นว่าสัดส่วนขององค์ประกอบภาพยังคงถูกจัดระเบียบไว้อย่างพอดิบพอดี

ในเรื่องคู่สีก็เช่นกัน “เหลือง, น้ำตาล, แดง” คือสีที่ เวส แอนเดอร์สัน โปรดปราน ดังนั้นโลกในภาพยนตร์แทบทุกเรื่องของเขาจึงถูกย้อมด้วยสามสีนี้ อาจจะมี The Grand Budapest Hotel ภาพยนตร์ของเขาในปี 2014 ที่โดดเด่นด้วยโทนสีชมพู แต่ถึงอย่างนั้นสีที่เด่นรองลงมาก็ยังคงเป็นสีแดงอยู่ดี เช่นเดียวกับใน The French Dispatch ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่ได้เห็นทั้งหมด แต่ก็ยังพอจะรู้ได้ว่า โทนสีเหลือง แดง น้ำตาล ยังคงเป็นโทนสีโปรดของผู้กำกับคนนี้ และเขาก็ไม่พลาดที่จะหยิบมาละเลงใส่โลกใบใหม่ของเขา ดังนั้นสำหรับแฟนของ เวส แอนเดอร์สัน รับรองได้เลยว่าจะได้เห็นสีสันที่คุ้นเคยอย่างแน่นอน

การใช้คู่สีในแบบของ เวส แอนเดอร์สัน ส่งผลโดยตรงให้ภาพยนตร์ของเขามีความฉูดฉาด ดูหลุดออกจากโลกความเป็นจริงอย่างตั้งใจ ซึ่งก็สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง รวมถึงบทสนทนาของบรรดาตัวละครภายในเรื่องที่ก็ไม่เน้นความสมจริง ทุกอย่างดูเหมือนเรื่องกึ่งจริงกึ่งฝันที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ เฝ้ารอให้ผู้ชมหยิบจับไขว่คว้ามาตีความได้ดังใจต้องการ ซึ่งจากตัวอย่าง The French Dispatch ก็ดูจะเป็นเช่นนั้น หนึ่งสิ่งที่สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ ความเหนือจริงของบรรยากาศในเรื่อง เชื่อว่าทุกคนเองก็คงไม่ต่างจากผู้เขียน ที่ไม่คิดเลยสักนิดว่าเหตุการณ์ในเรื่องนี้มีความสมจริง ตรงกันข้ามทุกอย่างกลับดูแฟนตาซี ราวกับหลุดไปในโลกวรรณกรรมเยาวชนที่เคยอ่านเมื่อครั้งเยาว์วัย
อย่างไรก็ตามในตัวอย่างนี้นอกจากสีสันที่คุ้นเคยแล้ว กลับมีสิ่งที่ไม่คุ้นเคยปะปนมาอยู่ด้วยเหมือนกัน นั่นคือการใช้ภาพโทนขาวดำที่ทำให้เรื่องดูมีความจริงจังขึ้น ซึ่งตลอดความยาว 2 นาทีครึ่งของตัวอย่าง The French Dispatch ระยะเวลากว่า 1 นาทีกลับถูกนำเสนอออกมาอย่างไร้ความฉูดฉาดโดยสิ้นเชิง ซึ่ง เวส แอนเดอร์สัน ไม่เคยใช้ภาพโทนขาวดำมาก่อนในภาพยนตร์เรื่องก่อน ๆ ของเขา ดังนั้นการที่เขาเลือกจะใช้มันในภาพยนตร์เรื่องนี้แน่นอนว่ามันต้องมีความหมายแฝงบางอย่างที่รอให้ผู้ชมไปหาคำตอบด้วยตัวเองในโรงภาพยนตร์

เวส แอนเดอร์สัน บอกว่าภาพยนตร์แทบทุกเรื่องของเขาจะดำเนินเรื่องด้วยมุมมองของเด็กผู้ชายอายุ 12 ปี ไม่ว่าอายุของตัวละครในเรื่องจะเท่าไรก็ตาม แต่วิธีการมองโลกของพวกเขาจะไม่เติบโตไปกว่านั้น โดยเหตุผลที่เขาต้องการให้เป็นเช่นนั้นก็เพราะ เด็กผู้ชายอายุ 12 คือวัยแห่งความช่างฝัน ช่างจินตนาการ แต่ก็มีบางมุมที่พวกเขาคิดว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วทั้งที่จิตใจข้างในยังเปราะบางและไร้เดียงสา ด้วยมุมมองแบบนี้จึงเข้ากับโลกสีสันฉูดฉาดของ เวส แอนเดอร์สัน เป็นอย่างดี

ในส่วนของตัวละครสมทบ จากภาพยนตร์เรื่องเก่าๆ ของเขา เวสมักจะตั้งใจให้ตัวละครแทบทุกตัวมีการแสดงแบบล้นจนเกินจริง แบบที่ผู้ชมสามารถรู้ได้ทันทีว่าไม่น่าจะมีคนที่มีบุคลิกแบบนี้อยู่บนโลก และแน่นอนตัวละครเหล่านี้มักจะมาพร้อมมู้ดอารมณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ขี้โมโห, โลภ, พยาบาท, ไร้สาระ, จู้จี้จุกจิก และอีกมากมาย

ในแง่ประเด็นหลักของเรื่อง ไม่ว่าจะใน Bottle Rocket (1996), Rushmore (1998), The Royal Tenenbaums (2001), The Life Aquatic with Steve Zissou (2004), The Darjeeling Limited (2007), Moonrise Kingdom (2012) ล้วนแล้วแต่นำเสนอเกี่ยวกับปัญหาภายในครอบครัวทั้งสิ้น เรื่องราวทั้งหมดบอกเล่าผ่านตัวละครที่มีครอบครัวไม่สมบูรณ์ ซึ่งในส่วนนี้ผู้เขียนคิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากตัวของ เวส แอนเดอร์สัน เองที่ในวัยเด็กต้องประสบกับการหย่าร้างของพ่อแม่ ดังนั้นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวจึงเป็นประเด็นที่ตัวเขาอยากสื่อสารออกไป แต่ เวส ก็คือ เวส ทั้ง ๆ ที่ประเด็นเกี่ยวกับครอบครัวคือประเด็นที่หนักหน่วง แต่เขากลับเลือกที่จะใช้อารมณ์ขบขันตลกร้ายเสิร์ฟให้กับผู้ชม

“เรื่องราวใน The French Dispatch ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอธิบาย มันคือเรื่องราวของนักข่าวชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส เขาต้องการจะเขียนในสิ่งที่ตัวเองอยากเขียน และเขาจะต่อสู้เพื่อให้ได้เสรีภาพในการทำสิ่งที่ต้องการ อย่าเพิ่งคิดว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับสิทธิสื่อ แต่เมื่อคุณพูดเรื่องของนักข่าว ก็จำเป็นต้องพูดถึงสิ่งนี้ที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง”

นี่คือเนื้อเรื่องของ The French Dispatch จากปากของ เวส แอนเดอร์สัน และก็เป็นข้อมูลอย่างเป็นทางการทั้งหมดเท่าที่มีการเผยออกมา ดังนั้นจึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าในภาพยนตร์ลำดับที่ 10 ของเขา เวส แอนเดอร์สัน จะเลือกเล่าเรื่องราวออกมาจากมุมมองแบบไหน บุคลิกของตัวละครแต่ละตัวจะเป็นอย่างไร จะเกี่ยวข้องกีบความล่มสลายของครอบครัวหรือไม่

และสุดท้ายโลกของ เวส แอนเดอร์สัน จะไม่มีทางสมบูรณ์เลยถ้าขาดทัพนักแสดงที่รู้ใจ เวส ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ที่ใช้นักแสดงซ้ำกันมากที่สุด รับประกันได้เลยว่าถ้าคุณดูหนังของเขา คุณจะต้องคุ้นหน้านักแสดงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น บิล เมอร์เรย์, โอเว่น วิลสัน, ทิลดา สวินดอน, คริสทอฟ วัลซ์ม, เอเดรียน โบรดี้ โดยทุกรายชื่อที่กล่าวมา ล้วนแล้วแต่อยู่ในหนังของ เวส แอนเดอร์สัน มาไม่ต่ำกว่าคนละ 3 เรื่อง โดย เวส บอกว่าด้วยความที่หนังของเขาอาจจะไม่ค่อยเหมือนหนังทั่วไป ดังนั้นนักแสดงที่คุ้นเคยจะสามารถรับรู้ว่าสิ่งที่เขาอยากเล่าคืออะไรเร็วกว่านักแสดงทั่วไป

ใน The French Dispatch ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม เพราะถึงแม้ตัวละครหลักจะเป็นตัวละครที่รับบทโดย ทิโมธี ชาลาเมต์ (Timothée Chalamet) นักแสดงหนุ่มวัย 24 ปี ที่โด่งดังมาจากการรับบทนำใน Call Me by Your Name (2017) ซึ่งไม่เคยร่วมงานกับ เวส แอนเดอร์สัน มาก่อน แต่เมื่อชายตามองไปที่ตัวละครอื่น ๆ ก็จะพบกับนักแสดงที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีจากภาพยนตร์เรื่องก่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็น บิล เมอร์เรย์ (Bill Murray), โอเว่น วิลสัน (Owen Wilson), ทิลดา สวินดอน (Tilda Swinson), และ เอเดรียน โบรดี้ (Adrien Brody)

นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่ผู้เขียนได้จากตัวอย่างความยาว 2 นาทีครึ่งของ The French Dispatch โดยนำมาเทียบกับภาพยนตร์เรื่องเก่าๆ ของ เวส แอนเดอร์สัน อย่างไรก็ตามด้วยระยะเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้การจะล่วงรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภาพยนตร์ทั้งหมดก็ยังเป็นเรื่องยากเกินคาดเดา

ดังนั้นการจะตอบคำถามที่ว่า The French Dispatch จะแตกต่างหรือเหมือนกับภาพยนตร์เรื่องก่อนๆ ของ เวส แอนเดอร์สัน มากน้อยแค่ไหน อาจจะยังไม่สามารถชี้ชัดได้ แต่ในมุมมองของตัวผู้เขียนเองคิดว่า The French Dispatch ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่รักษาเอกลักษณ์ความเป็น เวส แอนเดอร์สัน ได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีความแปลกใหม่หรือรสชาติที่ไม่คุ้นเคยเพิ่มเติมเข้ามาเหมือนกัน

ถ้า เวส แอนเดอร์สัน คือเชฟที่ออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อแสวงหาวัตถุดิบเพื่อมาปรุงอาหาร วัตถุดิบเหล่านั้นก็เหมือนองค์ประกอบหรือเทคนิคต่าง ๆ ที่เขาหยิบมาใส่ในภาพยนตร์ให้มีรสชาติตามที่ต้องการ และยิ่งเขาออกเดินทางมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ยิ่งค้นพบวัตถุดิบใหม่ ดังนั้น The French Dispatch จึงเปรียบเสมือนการนำวัตถุดิบเก่าที่คุ้นเคยมาปรุงรสให้เข้ากับวัตถุดิบใหม่ ก่อนจะจัดเสิร์ฟลงจาน รอให้ผู้ชมทุกคนไปพิสูจน์รสชาติของมันด้วยตัวเองในโรงภาพยนตร์

ดูหนังออนไลน์

หนังแนวอาชญากรเรื่อง CATCH ME IF YOU CAN จับให้ได้ถ้านายแน่จริง

CATCH ME IF YOU CAN

CATCH ME IF YOU CAN

CATCH ME IF YOU CAN อาชญากรระดับโลกที่สร้างความเสียหายให้กับสถาบันการเงินและธุรกิจต่างๆ  ปลอมแปลงฉ้อโกง เป็นเงินรวมมูลค่ากว่า 4 ล้าน เหรียญสหรัฐฯ  อาชญากรคนนี้เป็นที่ต้องการตัวของ FBI

และประเทศต่างๆเช่น สหรัฐอเมริกา , ฝรั่งเศส , สวีเดน , อิตาลี , เยอรมัน , อังกฤษ , สวิตเซอร์แลนด์ , กรีซ , เดนมาร์ก , นอร์เวย์ , ตุรกี , อียิปต์ , เลบานอน , ไซปรัส  อาชญากรคนนี้ยังถูก

ยกย่องให้เป็น นักต้มตุ๋นระดับโลกที่หาใครมาเทียบไม่ได้ เขาเป็นได้ทั้ง นักบินในสายการบินชื่อดังทั้งๆที่ไม่เคยเรียนการบิน  เป็นกุมารแพทย์ในโรงพยาบาลทั้งๆที่ไม่เคยเรียนด้านการแพทย์

เป็นทนายโดยที่ไม่รู้กฏหมายเลยสักนิดเดียว  เป็นอาจารย์สอนหนังสือในไฮสคูล ทั้งๆที่เป็นนักเรียนอยู่  และที่น่าทึ่งคือ เขาเริ่มเป็นอาชญากรตั้งแต่ อายุ 16 ปี

ภาพ ยนต์ ที่ ถูกสร้างมาจากชีวิตจริง ของ Frank W. Abagnale อาชญากร ระต้บโลก โดยปรับปรุงแก้ไขด้ดแปลง มาจาก หนังสือ ช็อ Catch me if you can ที่ติต best seller มายา

วนา นก ว่า 20 ปี โดยส่วนตัว แล้ว ผม ยัง ไม่เคย ได้ ได้โอกาส อ่านหนังสือเล่มนี้ แต่ว่า เมื่อได้ลอง ดู ภาพ ยนต์ เรืองนี้ แล้ว ได้สร้าง แรงบันตาลใจ รวมทั้ง ให้ แง่คิต ใน หลายๆ ด้าน มากมาย

ก็เลย ต้องการจะ เสนอแนะ ให้ ลอง หามา ชม ดู น่าเชื่อถือ ว่า จะ คุ้ม กับ ในขณะที่ เสียไป แล้วก็ต้อง ตลิ่ง กับ หลาย ๆ สถานะการณ์ ที่เกิด ขึ้น ใน ชีวิต ของผู้ชายคนนี้

Frank W. Abagnale  มีพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่หล่อเหลา ความฉลาดและช่างสังเกต แถมมีปฏิภาณ ไหวพริบ รวมไปถึงความจำที่เป็นเลิศ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ชาย

คนนี้เป็นสุดยอดของการตบตา นั่นก็คือ ความพยายามและการศึกษาอย่างจริงจัง  ในด้านประวัติคร่าวๆ นั้น Frank W. Abagnaleเกิดที่นิวยอร์คเมื่อวันที่ 27 เมษายน 1948 เมื่ออายุ 16 พ่อแม่

ของเขาหย่าจากกัน พ่อโดนตำรวจติดตามยึดทรัพย์ในฐานะฉ้อโกง  ส่วนแม่ก็เริ่มที่จะสานสัมพันธ์กับครอบครัวใหม่ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ตัวของเขา เกิดความสับสนและพยายามจะทำให้

ครอบครัวกลับมาเป็นเหมือนเดิม  ประเด็นนี้เองทำให้ Frank เริ่มที่จะเรียกร้องความสนใจด้วยการหนีออกจากบ้านและพยายามหาเงินอยู่ด้วยตัวเอง เขาใช้เวลา 5 ปีในการโกงและในผล

สุดท้ายเมื่ออายุ 21 ปี Frank โดนจับที่ฝรั่งเศสและซึ่งภายหลังถูกย้ายมาคุมขังที่สหรัฐอเมริกา 5 ปีหลังจากนั้น Frank ถูกปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไขคือทำงานให้กับ FBI เพื่อที่จะชดเชยความ

ผิด ซึ่งตลอดเวลา25ปี Frank ได้ทำงานให้กับ FBI และ ออกแบบเช็คทางการของ IPS ซึ่งใช้โดยสถาบันการเงินหลายหมื่นแห่ง แทนที่แคชเชียร์เช็ค เขายังออกแบบและพัฒนาโปรแกรม

SAFEChecks™ และ Check Plus™ ซึ่งเป็นการทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง มีเช็คที่ปลอดภัยใช้โดยไม่ต้องจ่ายแพง ความเชี่ยวชาญของเขา เป็นที่ไว้วางใจของผู้พิมพ์เอกสาร

สำคัญ และผู้ผลิตเครดิตการ์ดสามแห่ง นอกจากนี้ เขายังเป็นที่ปรึกษา ให้กับบริษัทตรวจสอบบัญชี ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศด้วย นั่นทำให้ Frank ได้รับเงินตอบแทนในแต่ละปีหลายล้าน ดอล

ล่า นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับสถาบันการเงินต่างๆทั่วโลก และยังเป็นผู้ฝึกสอนให้กับ FBI และบรรยายให้ความรู้กับองค์กรต่างๆทั่วโลก แม้กระทั่งการบินไทยของประเทศเราก็ยังเคยเชิญ Frank มาให้ความรู้กับพนักงานด้วย

ในส่วนของภาพยนต์ถูกกับกำโดย พ่อมดแห่งวงการ Hollywood   steven spielberg  และได้นักแสดงนำ คือ  Leonardo DiCaprio และ Tom Hanks มารับบทเป็นคู่กัดระหว่าง นัก

ต้มตุ๋นและFBI มากฝีมือ ซึ่งหลังจากภาพยนต์เรื่องนี้ออกฉาย ก็ทำให้ Leonardo ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในหลายๆสาขา  การดำเนินเรื่องในภาพยนต์เริ่มต้นขึ้นจากชีวิตในวัยเด็กของ

Frank และค่อยๆ สอดแทรกเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเริ่มที่จะหลอกลวงสังคม โดยในภาพยนต์ได้ให้ทั้งเหตุและผล รวมถึงวิธีการซึ่งแฝงไปด้วยแง่คิดในการกระทำของ Frank ใครจะคิดว่าการ

จะปลอมเป็นนักบิน จะต้องไปสัมภาษณ์กัปตันที่เกษียนอายุแลว  การจะปลอมเช็คต้องลงทุนไปจีบพนักงานธนาคารสาวสวย ซึ่งในภาพยนต์ได้แสดงให้เห็นถึงไหวพริบ และการแก้ปัญหาของ

Frank ในสถานการณ์ที่คับขันต่างๆ   ไม่เพียงแต่ความฉลาดของ Frank  ในส่วนของFBI คู่รักคู่แค้น  โอเรียลรี่ย์  ก็สามารถติดตาม Frank ไปได้ทุกๆครั้ง นั่นทำให้การไล่ล่า และการหลบหนีในแต่ละครั้ง เต็มไปด้วยความน่าสนใจ

เรื่องย่อของภาพยนต์คร่าวๆ หลังจากที่ Frank ได้เริ่มต้นตุ๋นครั้งแรกโดยการปลอมเช็คและนำไปขึ้นเงินเพื่อที่จะใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  Frank เริ่มที่จะปลอมแปลงตนเองเป็นนักบิน และ

บินไปในที่ต่างๆทั่วโลกไม่เพียงแต่โกงค่าเครื่องบิน แต่ Frank ยังสร้างเช็คเพื่อที่จะรับเงินเดือนในฐานะของนักบินด้วย  หลังจากนั้น Frank เริ่มถูกไล่ล่าโดย FBI จึงตัดสินใจที่จะย้ายที่อยู่นั่น

ทำให้ Frank ได้พบกับพยาบาลสาวและได้ตัดสินใจเป็นแพทย์ในโรงพยาบาล  ซึ่งเธอคนนี้เองทำให้ Frank ตัดสินใจที่จะแต่งงาน เขาเดินทางไปที่บ้านของฝ่ายหญิงซึ่งพ่อเป็นทนาย นั่น

ทำให้ Frank ตัดสินใจปลอมแปลงตนเองเป็นทนาย และตั้งใจจะใช้ชีิวิตที่เหลืออยู่อย่างสุขสงบ  แต่ FBI ไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น เข้าบุกจับ Frank ในคืินวันแต่งงาน Frank จำเป็นต้องหนี

และได้รู้ว่า หญิงสาวที่เขาหลงรัก ไม่ได้เชื่อใจเขา  Frank จึงเริ่มหลบหนีอีกครั้งในฐานะนักบินและปลอมแปลงเช็คไปทั่วโลก หลังจากนั้น 5 ปี Frank โดนจับที่ฝรั่งเศสดังที่กล่าวข้างต้น ส่วนตอนจบนั้นอยากให้ไปลองรับชมด้วยตนเอง

ภาพยนต์เรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอความเก่งของ Frank เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถ และความพยายามในการทำสิ่งต่างๆ อย่างจริงจัง รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงความ

สามารถในด้านต่างๆ ของ Frank ที่เราสามารถนำมาปรับปรุงใช้ในชีวิตได้ เช่น ความช่างสังเกตุ  การจำ  ซึ่งตลอดชีวิตของ Frank นั้น ทำงานคนเดียว ไม่มีพรรคพวก ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ไม่เคยฆ่าหรือทำร้ายใคร ไม่เคยข่มเหงหรือทำร้ายเพศตรงข้าม เขาใช้เพียงแค่ ความสามารถและความกะล่อนไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ หากท่านได้ลองชมภาพยนต์เรื่องนี้ ผมเชื่อว่าจะได้รับ

แรงบันดาลใจในหลายๆด้าน   ภาพยนต์เรื่องนี้จะสะท้อนมุมมองของคนที่เคยอยู่ดีสุขีมีความสุขจนกระทั่งวันนึงเกิดถังแตกขึ้นมาภาระตกมาอยู่ที่ ลูก ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นทั้งหมด หากท่านได้มี

โอกาสชมภาพยนต์เรื่องนี้ผมอยากให้ลองสังเกตุพฤติกรรมและความพยายามของ Frank ในการโกง ท่านจะพบว่าการที่คนเราจะเก่งในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแค่พรสวรรค์อย่างเดียวคงไม่เพียง

พอ ต้องประกอบกับความพยายามและความขยันหมั่นเพียรและที่สำคัญที่สุดคือความกล้า ภาพยนต์เรื่องนี้่เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าคนทุกคนเป็นคนเก่งได้แต่จะเก่งในแง่มุมไหนนั้นขึ้นอยู่ที่เราเป็นคนกำหนดเอง

คลิก ดูหนังออนไลน์

Shaft : เเชฟท์ เลือด​ตำรวจพันธุ์​ดิบ​ หนังดี Netflix

Shaft มือปราบผิวเข้มผู้ไม่เกรงกลัวอิทธิผลใดๆ

Shaft มือปราบผิวเข้มผู้ไม่เกรงกลัวอิทธิผลใดๆ

Shaft มือปราบผิวเข้มผู้ไม่เกรงกลัวอิทธิผลใดๆ และเป็นที่เกรงขามของเหล่าอาชญากร ได้กลับมาอีกครั้งโดยยังคงได้นักแสดงรุ่นใหญ่ Samuel L. Jackson (ซามูเอล แอล. แจ็กสัน) กลับมารับบทนักสืบ John Shaft เช่นเดิม ภายใต้การกำกับของ Tim Story (ทิม สตอรี) ที่เคยมีผลงานแอคชันอย่าง Taxi (2004), Fantastic Four (2005) และ Ride Along (2014)

Shaft เป็น ภาพยนตร์ แอ คชั นที่ บรรลุความสำเร็จ อย่างยิ่ง เมือ ปี 1971 ซึ่ง เป็น ภาพยนตร์เรื่อง แรก ๆ ของ ฮอลลีวูด ที่ มีตัวครหลัก ฉาย เดียว เป็น ดาราหนัง ผิวต่ำา นั่น คือ RichardRoundtree (ริชาร์ด ราว ด์ทรี ) โดยมี บุคลิกลักษณะ เป็น แต่งตัว ดี เป็นที่ชอบใจของ ผู้หญิงท่าทางน่าเกรงขาม พูดจา โผงผาง ไม่สนใจ อิทธิพล หน้า ไหน รวมทั้ง ขยัน ปล่อย ศคม โก้เก๋อยู่ หลายครั้ง

และ ที่ เป็นการกลับมา อย่างน่าชม แล้วก็ ประสบผลสำเร็จ เอามา กๆ คือ Shaft (2000) ที่เป็นการรีบุตเรื่องราว เสีย ใหม่ โดย ให้ Samuel L. Jackson (ซามูเอ ล แอล. แจ็กสัน) เล่นบท เปิ่น หลานชาย ของ Shaft ที่ มีฝีมือดุเดือด ไม่ แพ้ กัน ภายใต้การควบคุมของ JohnSingleton (จอห์น ซิงเกิล ตัน) ที่เคยส่งผลงาน ที่ น่า จำอย่าง Boy n the Hood (1991)รวมถึง ภาพยนตร์ ใน สมัย หลังๆ อย่าง 2 Fast 2 Furious (2003) รวมทั้ง Four Brothers(2005)

สำหรับ Shaft (2019) นั้น เป็นเรื่องราว ของ John Shaft r. (สวมบท โดย เจสซี อัชเชอร์)เจ้าหน้าที่ วิเคราะห์ ต้าน ไซ เบอร์ ของ เอฟบ๊เอ ที่นพบว่า เพื่อนซี้ ของตัวเอง ใน วัยเด็ก ได้ ถูกฆ่าตาย อย่างน่าสงสัย แต่ว่า เนื่องจาก กระบวนกรยุติธรรม ไม่เอื้อ ให้เขา พิสูจน์ ความจริง ได้ขา ก็เลย จะต้อง หันไป พึ่งจะ พา บิดา ของ เขา John Shaft ( สวมบท โดย ซามูเอล แอล.แจ็กสัน ) นั่นเอง ซึ่ง เป็น บุคคล ที Maya แม่ ของ เขา ( สวมบท โดย เร จินา ฮอล) ไม่ต้องการให้ พบเจอมากที่สุด

เดินเรื่องดี แต่บทจืดไปหน่อย
เนื่องจาก Shaft (2019) ห่างหายจากภาคก่อนไปนานถึง 19 ปี จึงได้มีการเปิดเรื่องย้อนหลังไปในปี 1989 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Maya เห็นแล้วว่าการมีชีวิตอยู่ในโลกของ Shaft นั้นอันตรายมาก จึงได้ตัดสินใจแยกออกมาเลี้ยงลูกตามลำพังโดย Shaft ยังคงส่งของขวัญแสดงความคิดถึงต่อลูกของเขาในทุกๆ ปี จากนั้นก็ตัดสลับภาพไปอย่างรวดเร็วมาจนถึงยุคปัจจุบัน

ต้อง สารภาพ ว่า ผู้กำกับ ทิม สตอรี สามารถ เต็นเรื่อง Shaft (2019) ได้อย่างลั่นไหล ให้น้ำหนักตัว ละครได้ติบได้ดี แลก็มีฉาก โชว์ ความเก๋ แล้วก็ ความสามารถ ของ Shaft อยู่บ่อย เพื่อย้ำเตือน ให้ผู้ชมรู้ดีว่า …นี่ เป็น Shaft นะ!

ส็ง ที่ ยัง คือปัญหา แจ่มแจ้ง เป็น บทภาพยนตร์ ที่ พยายาม ใส่ความ เป็น คู่คิด ระหว่าง บิดา ลูกลงไป ซึ่งไม่มี ใจความสำคัญ อะไร ให้ผู้ชมได้มี อารมณ์ ร่วม มากเท่าไรนัก นอกเหนือจากการบ่งบอกถึง ค้าง แรก เตอ ร์ ที่ ต่างกันของ นักแสดงจาก 2 สมัย ซึ่ง ไม่มี อะไร ใหม่ สำหรับ ยุคนี้

ปมการสืบสวนต่างๆ ในภาพยนตร์ทำได้พอประมาณ มีการหยิบยกประเด็นความชัดแย้งด้านเชื้อชาติมาใช้ แต่ก็มิได้ลงลึกในรายละเอียด เนื่องจากต้องการไปโฟกัสที่ตัวละครพ่อลูกมากกว่า

ในส่วนของมุขตลกนั้น ทิม สตอรี สามารถคุมโทนในส่วนนี้ได้ดี ไม่มีมากจนเลอะ แต่ในขณะเดียวกันกลับไปลดทอนความน่าเชื่อถือของตัวละครลงไป

ฉากที่น่าประทับใจ ซึ่งแสดงให้เห็นทั้งปัญหาระหว่าง Shaft ผู้พ่อ และ Maya ไปจนถึงการที่ Shaft Jr. พยายามเผยความในใจกับ Sasha (รับบทโดย อเล็กซานดร้า ชิปป์) หญิงสาวคนสนิทที่ตนเองหลงรัก คือ การดวลปืนในร้านอาหาร ที่ค่อนข้างจะโกลาหล แต่การตัดต่อและดนตรีประกอบนั้นช่วยยกระดับความบันเทิงขึ้นมาได้มากทีเดียว

อีกสิ่งที่น่าจดจำคือ ดนตรีประกอบในสไตล์ Classic, Soul และ R&B จากฝีมือการประพันธ์ของ Chris Lennertz (คริสโตเฟอร์ เลนเนิร์ตซ) ผู้ชนะรางวัล Grammy ก็ช่วยประคองอารมณ์ของภาพยนตร์ให้มีกลิ่นอายย้อนไปถึง Shaft ภาคก่อนๆ ได้อย่างน่าชื่นชม

Samuel L. Jackson คือ Shaft แห่งยุคนี้
สำหรับนักแสดงนั้น ถึงแม้ว่าบทส่วนใหญ่จะเทมาทาง Jessie T. Usher (เจสซี่ อัชเชอร์) ผู้รับบท John Shaft Jr. ค่อนข้างมาก เพื่อให้สานต่อตำนานของ Shaft ในอนาคต แต่ด้วยฝืมือการแสดงระดับสุดยอดของ Samuel L. Jackson (ซามูเอล แอล. แจ็กสัน) ก็แทบจะทำให้เขากลายเป็นแกนหลักของเรื่อง มีสีสัน และมีความน่าสนใจมากกว่า

เขาทำให้ Shaft กลายเป็นตัวละครของเขาได้อย่างสมบูรณ์

อีกทั้งผู้ชมจะได้เห็น Richard Roundtree (ริชาร์ด ราวด์ทรี) ผู้รับบท Shaft ในตำนานกลับมาปรากฏตัวบนหน้าจออีกครั้ง

ในขณะที่ Regina Hall (เรจินา ฮอล) ที่เคยรับบทคอเมดีมาอย่างมากมายในอดีต เธอก็ดูนิ่งขึ้นตามอายุของตัวละคร ดูมีเสน่ห์มากขึ้น แต่ก็ยังขัดแย้งกับบุคลิกของ Maya ที่ไม่ชัดเจนว่าจะเป็นแม่แบบจริงจัง หรือเป็นคุณแม่วีนแตกกันแน่

สรุป
ถ้าเปรียบเทียบกับเวอร์ชันปี 2000 แล้วนั้น Shaft (2019) ดูจะมีดีกรีความระห่ำน้อยลง เน้นหยอดมุขตลกมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามสมัยนิยม แต่นั่นกลับไปลดทอนอารมณ์แอคชันแบบดั้งเดิมลงไป

หรืออาจเปรียบได้ว่า Shaft เมื่อปี 2000 เป็นเหมือนกับกาแฟดำรสเข้มที่แฟนๆ คุ้นเคยกันดี ส่วน Shaft เวอร์ชันล่าสุดนี้เป็นเหมือนคาปูชิโนที่เพิ่มนมลงไป ทำให้มีรสหวานมากขึ้น ทานง่ายขึ้น ซึ่งทำให้เกิดความไม่คุ้นชิน และขาดเอกลักษณ์ดั้งเดิมไป

แต่ด้วยองค์ประกอบโดยรวม ทั้งนักแสดง ผู้กำกับ สไตล์เท่ของตัวละครหลัก และดนตรีประกอบ ยังคงทำให้ผู้ชมได้นึกถึงความเป็น Shaft ได้อยู่

ดูหนังออนไลน์

12 Strong หนังน่าดู Netflix

12 STRONG  อีกหนึ่งวีรกรรมของทหารอเมริกันที่เป็นผลพวงจากเหตุการณ์ 9/11 ที่เครื่องบินโดยสาร 2 ลำพุ่งเข้าชนตึกเวิร์ลด์เทรด เซนเตอร์และเพนตากอน ทำให้มีการส่งทหารกรีน เบเรท์ 12 นายไปในอัฟกานิสถานเพื่อช่วยเหลือพันธมิตรทางเหนือที่นำโดยนายพลอับดุล

โดสตุม ยึดเมืองสำคัญคืนจากฝ่ายตาลีบัน ซึ่งเป็นหนังอีกเรื่องที่สร้างจากเหตุการณ์จริง ที่ด้วยพล็อตอาจทำให้นึกถึงหนังอย่าง Lone Survivor ของปีเตอร์ เบิร์ก ที่นำแสดงโดย มาร์ค วอห์ลเบิร์ก ซึ่งว่าด้วยการรบของทหารหน่วยเล็กๆ ในอัฟกานิสถานเหมือนกัน

แต่ที่แตกต่างก็คือ ภารกิจของทหารหน่วยนี้เป็นเรื่องลับ และเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 911 ไม่นาน แล้วพวกเขายังทำการรบบนหลังม้า ไม่ต่างไปจากเหล่าพันธมิตรทางเหนือ ซึ่งทำให้ฉากรบมีความแตกต่างไปจาก Lone Survivor หรือว่าหนังสงครามยุคใหม่หลายๆ เรื่อง

12 Strong เป็นงานสร้างของ เจอร์รี บรัคไฮเมอร์ ผู้อำนวยการสร้างเจ้าของผลงานติดอันดับสูงๆ บนบ็อกซ์ ออฟฟิศมากมาย อาทิ Top Gun, Bad Boys, The Rock, Coyote Ugly, Con Air, Armageddon หรือหนังชุด Pirates of the Caribbean ที่แม้หนังจะหลากหลายสไตล์ ยุคสมัยแตกต่าง แต่ก็มีส่วนคล้ายคลึงกัน

ในแบบหนังของบรัคไฮเมอร์ ถึงเขาจะเป็นผู้อำนวยการสร้าง ไม่ใช่ผู้กำกับหรือคนเขียนบทก็ตามที เช่น การเป็นงานที่เข้าถึงได้ง่าย ดูสนุก มีโปรดัคชันที่เป็นสูตรสำเร็จ ดนตรีประกอบรุกเร้า เพลงในหนังที่ฟังแล้วฮิตไม่ยาก มีนักแสดงระดับแม่เหล็กที่มักจะประกบกับนักแสดงขายฝีมือ รวมไปถึงใช้ผู้กำกับที่กำลังพุ่งขึ้นมารับงาน

12 STRONG

และเรื่องนี้บรัคไฮเมอร์เลือกใช้บริการของเนโกไล ฟูก์ลซี ผู้กำกับและช่างภาพข่าว เจ้าของรางวัลถ่ายภาพข่าวมากมาย และกำกับหนังสารคดีความยาว 15 นาทีเรื่อง Return of the Exiled ซึ่งเกี่ยวกับสงครามโคโซโว แล้วยังเป็นเจ้าของรางวัลอีกมากมายจากงานโฆษณา ซึ่ง 12 Strong ก็คือหนังใหญ่ในฮอลลีวูดเรื่องแรกของเขา

ที่แม้จะเป็นมือใหม่ แต่งานของฟูก์ลซีก็ถือว่าดูพอเพลิน มีองค์ประกอบแบบงานบรัคไฮเมอร์ครบ มีฉากแอ็คชันให้ชมเป็นระยะตลอดทั้งเรื่องในแบบที่ค่อยๆ ทวีความเข้มข้นมากขึ้น มีความขัดแย้งของตัวละคร เงื่อนไข อุปสรรค

ที่ตัวละครต้องเอาชนะและแก้ไข แต่หนังก็นำเสนอทุกอย่างโดยผิวเผิน ไม่มีการลงลึกไปในแง่มุมต่างๆ มากนัก ทั้งแผนการรบ, ความสัมพันธ์ของตัวละครโดยเฉพาะ มิทช์ เนลสัน หัวหน้าทหารหน่วยนี้กับนายพลโดสตุม ผู้นำพันธมิตรฝ่ายเหนือที่ต้องร่วมรบด้วยกัน ตลอดจนปมความขัดแย้งของเหล่าผู้นำทหารอัฟกันฯ

12 Strong เลยเป็นเหมือนบันทึกภารกิจของทหารกรีน เบเรท์หน่วยนี้ ที่เล่าเรื่องตามสูตรสำเร็จหนังสงครามทั่วๆ ไป ไม่มีการบีบคั้นอารมณ์ ฉากรบอาจจะดูตื่นเต้น แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ถึงกับลุ้นระทึก ส่วนฉากรบบนหลังม้าถึงแปลกตาแต่ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษที่หวือหวา ที่ได้การแสดงในระดับมาตรฐานมาอุ้มเอาไว้ โดยเฉพาะไมเคิล แชนนอน ที่ให้อะไรๆ กับหนังมากเหลือเกิน ขณะที่คริส เฮมสเวิร์ธ ก็ไม่ได้ดูเป็นธอร์ แต่เป็นผู้นำหน่วยที่มุ่งมั่น ฉลาด และมีครบทั้งบุ๋น-บู๊ในตัว ซึ่งเล่นรับ-ส่งกับแชนนอนได้อย่างลงตัว

หากอย่างน้อยการพูดถึงปัญหาต่างๆ และสิ่งที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินอัฟกานิสถานก่อนหน้านี้ ที่เป็นพื้นที่ที่ใครๆ ก็ต้องการยึดครองไม่ว่าจะเป็น เจงกิสข่าน หรือพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ มหาราช การแปรเปลี่ยนจากเพื่อนร่วมรบกลายเป็นศัตรูของชนชาติต่างๆ

ที่เข้ามา ก็ทำให้พอมองเห็นความทุกข์ยากที่ผู้คนบนผืนแผ่นดินนี้ได้รับ ที่มักจะถูกลากถูลู่ถูกังไปตามการรุกรานหรือการครอบครองของผู้ที่มีอำนาจ ถือว่าเป็นบางส่วนเสี้ยวที่แสดงถึงความเจ็บปวดที่พวกเขาได้รับ และวันหนึ่งทหารอเมริกันที่เป็นมิตรก็อาจจะกลายเป็นศัตรูเช่นกัน

ท้ายที่สุดคนที่จะทำให้พวกเขาอยู่บนแผ่นดินของตัวเองได้มั่นคง ประสบชัยชนะในการศึกก็คือพวกเขาเองไม่ใช่ใครที่ไหน แต่พวกเขาก็ต้องวางข้อกินแหนงแคลงใจ การหวังเป็นผู้มีอำนาจทิ้งไป แล้วร่วมรบกันอย่างจริงๆ จังๆ แต่ที่แสบที่สุดก็คือ ขณะที่เหล่าทหารหาญอเมริกันต่างอาสาไปรบ เพื่อทำลายตาลีบัน อัลเคดา หรืออะไรก็แล้วแต่ให้สิ้นซาก หวังยุติเหตุการณ์แบบ 9/11 ไม่ให้เกิดขึ้นอีก มาถึงวันนี้แม้จะยึดอัฟกานิสถานได้เรียบร้อย โอซามา บิน ลาเดนถูกสังหาร จากที่เห็นในรายงานข่าวต่างๆ คงตอบได้ดีว่าทุกอย่างนั้นจบลงอย่างที่พวกเขาคิด หรือที่ถูกนายทหารระดับสูง หรือชนชั้นปกครองบอกไหม?

ในหนังเชิดชูวีรกรรมธรรมดาๆ เล่าเรื่องแบบไม่ได้หวือหวา ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแง่มุม ประเด็นบางอย่างที่น่าขบคิดขึ้นมาได้ กลายเป็นความคมคาย ที่ไม่ได้ถูกบอกเล่าในเรื่องราวของหนัง ซึ่งหากเป็นชาวอเมริกันผู้สูญเสียญาติพี่น้องไปในสงครามนี้ และได้คิดถึงสิ่งที่ผู้นำทั้งหลายบอกไว้ บางทีพวกเขาอาจเจ็บปวดยิ่งกว่าชาวอัฟกันฯ เพราะที่สุดแล้วก็ยากตัดสินเหมือนกันว่าจุดเริ่มต้นของสงครามนั้นเกิดจากใคร? และนี่คือสงครามของพวกเขาจริงไหม?

ดูหนังออนไลน์ฟรี

The X-Files: Fight the Future หนังที่มีซีรีส์ติดต่อกันมาอย่างยาวนาน

The X Files (แฟ้มลับคดีพิศวง)

The X Files (แฟ้มลับคดีพิศวง)

The X Files (แฟ้มลับคดีพิศวง) ซีรีส์สุดฮิตของยุค 90 ที่นำเรื่องราวจากข่าวแปลกๆ ที่เกิดขึ้นตามหน้าข่าวต่างๆ ทั่วโลก หรือจากเอกสารลับที่ว่ากันว่าเป็นข้อมูลที่ทางรัฐบาลสหรัฐปกปิดเอาไว้ เช่น เรื่องของการพบเห็นจานบิน, การทดสอบอาวุธยุทโธปกรณ์ที่พัฒนาจากเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาว, เรื่องของบุคคลที่คาดกันว่าเป็นผู้เดินทางข้ามเวลา, เรื่องวิญญาณ หรือสัตว์ประหลาดต่างๆ เป็นต้น มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว โดยดำเนินเรื่องผ่านเจ้าหน้าพิเศษ FBI ที่เป็นตัวละครหลัก 2 ตัวคือ Agent Fox Mulder (รับบทโดย David Duchovny) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา และ Agent Dana Scully (รับบทโดย Gillian Anderson) ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และฟิสิกส์

เรื่องย่อ/เนื้อเรื่อง
ในวัยเด็ก โมลเดอร์ ได้พบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตไปต่อหน้าต่อตา นั่นคือ น้องสาวของเขา ซาแมนธ่า ได้ถูกลักพาตัวไปอย่างลึกลับ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นเอง ที่ทำให้เขาเชื่อมาตลอดว่า น้องสาวของเขาถูกลักพาตัวไปโดยมนุษย์ต่างดาว จึงทำให้เขามีความเชื่อในเรื่องของสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกและหมกมุ่นอยู่กับการตามหาปริศนาในครั้งนี้

และจากความหมกมุ่นนั่นเอง ทำให้เขาได้เข้ามาทำงานเป็น FBI ในแผนกที่เกี่ยวกับคดีแปลกๆ ที่ยังไม่สามารถปิดคดีลงได้ หรือคดีปิดลงแบบไม่ชัดเจน  และจากบุคลิกนิสัยที่ชอบขุดคุ้ยเรื่องราวในคดีต่างๆ ทำให้เบื้องบน ได้ส่งเจ้าหน้าพิเศษ เดน่า สกัลลี่ มาคอยจับตาดูและรายงายการทำงานของ โมลเดอร์

คร่าวๆ ก็ประมาณนี้ ซึ่ง “ธีม” ของเรื่อง จะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ

  • เส้นเรื่องหลัก ที่จะเกี่ยวกับการสืบสวนถึงกลุ่มองค์กรลับที่มีส่วนพัวพันกับการสบคบคิดกับมนุษย์ต่างดาว ในการตั้งอานานิคมบนโลก
  • แบบจบในตอน ที่มีเนื้อหาหลากหลายเกี่ยวกับเเหตุการณ์แปลกๆ ที่ดัดแปลงจากเนื้อหาตามหน้าข่าว หรือตามความเชื่อของชาวพื้นถิ่นของเมืองต่างๆ

ส่วน “โทน” ของเรื่อง ก็จะมีทั้งตลก ดราม่า และแอ็คชั่น ผสมผสานกันไปในแต่ละตอน โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเนื้อเรื่องหลัก ดำเนินเรื่องได้เข้มข้นและน่าติดตามอย่างมาก

ความคิดเห็นหลังจากดูจบ
สนุกมากฮะ มีหลากหลายอารมณ์ ทั้งดราม่า ตลก และซีเรียสจริงจัง ซึ่ง คริส คาร์เตอร์ สามารถบาลานซ์มันออกมาได้อย่างกลมกล่อมมากๆ รวมถึงการถ่ายทอดเนื้อหาต่างๆ ออกมาได้อย่างสมจริง จนบางตอนเรายังอดคิดไม่ได้เลยว่าเรื่องนี้ต้องเอามาจากเรื่องจริงแน่ๆ

เสน่ห์ของซีรีส์ชุดนี้ คือการที่เอาคน 2 คนที่มีความคิด ความเชื่อ การศึกษาและประสบการณ์ชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ให้มาทำงานร่วมกัน เพื่อไขคดีต่างๆ โดยที่ โมลเดอร์ นั้น จะเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาว และเชื่อในทุกความเป็นไปได้ต่างๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะขัดกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ก็ตาม แต่กลับเป็นคนที่ไม่มีศรัทธาในพระเจ้า ไม่เชื่อในเรื่องปาฏิหารย์ที่เกี่ยวกับศาสนา

ในขณะที่ สกัลลี่ เป็นคนที่ยึดถือในสิ่งที่สามารถพิสูจน์ทางหลักวิทยาศาสตร์ได้ เนื่องจากเป็นคนที่มีพื้นฐานมาจากการเป็นนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ จึงมักจะต้องหาทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หลักการและเหตุผล มาถกเถียงหักล้างความเชื่อของ โมลเดอร์

และด้วยความโด่งดังอย่างมากของซีรีส์ จึงได้มีการสร้างเป็นฉบับภาพยนตร์ขึ้นมาอีก 2 ภาค คือ

  • Fight The Future ออกฉายในปี 1998 เป็นเรื่องราวที่เป็นรอยต่อระหว่าง Season 5 กับ 6
  • I Want To Believe ออกฉายในปี 2008 เป็นเรื่องราวที่พูดถึงหลังจากจบ Season 9 แต่เป็นลักษณะจบในตอน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องหลัก

ใครยังไม่เคยดู แนะนำให้ลองหามาดูเลยครับ สนุกมากตลอดทุกซีซั่น

มนุษย์ต่างดาว ทฤษฎีสมคบคิด สิ่งเร้นลับ เรื่องเหนือธรรมชาติ หลักการทางวิทยาศาสตร์ และความเชื่อต่างๆ” คุณสามารถพบสิ่งเหล่านี้ได้ทั้ง 9 Season

ดูหนังออนไลน์

หนังเรื่อง “The Platform”คุกนรกปริศนา สะท้อนพฤติกรรมความเป็นคน

The Platform

The Platform 

The Platform เป็นเรื่องราว โกเรง (รับบทโดย Ivan Massagué) เมื่อเขาตื่นขึ้นมาในคุกแนวตั้งชั้นที่ 48 (แต่ในตัวหนังเรียกว่าหลุมผมจึงขอเรียกว่าหลุมด้วยเช่นกัน) ในหลุมชั้นที่ 48 โกเรงตื่นขึ้นมาก็พบเพื่อนร่วมห้องคนนึงเป็นตาลุงแก่ๆ ชื่อว่าธิมากาสิ (รับบทโดย Zorion Eguileor) The Platform เต็มเรื่อง ทั้งคู่ก็ได้ทำความรู้จักกันโดยมีโกเรงเป็นคนเข้าไปทักก่อน
จากที่พูดคุยกับธิมากาสิ โกเรงก็ได้ความว่าเขาติดอยู่ในหลุมเพราะฆ่าคนตายเลยโดนลงโทษ ส่วนโกเรงอาสาเข้ามาอยู่ในหลุมเพื่อเอาใบรับรองเลิกบุหรี่ (จุดนี้ของหนังเป็นการสื่อว่าคนเรามักยอมลำบากเพื่อได้สิ่งยืนยันตัวตนเพื่อให้ได้รับการยอมรับ) และในหลุมนี้จะมีช่องว่างขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางเพื่อเป็นช่องเดินทางของแท่นส่งอาหาร แต่อาหารที่พวกเขาจะได้กินจะถูกคนจากชั้นบนกินมาก่อน กว่าจะถึงชั้นที่ 48 คนทั้ง 47 ชั้นก็กินอาหารจนเหลือแต่เศษซากที่น่าขยะแขยง และไม่ต้องสืบเลยว่าคนที่อยู่ชั้นล่างลงไปอีกจะต้องเจอกับอะไร
ในวันแรก ในชั้น 48 โกเรงก็แทบจะกินอะไรไม่ลงแล้ว แต่ผ่านไปไม่กี่วันเขาก็ทนหิวไม่ไหวจนต้องยอมกินอยู่ดีและหนึ่งเดือนผ่านไปก็ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนชั้นที่จะต้องอยู่ แต่การเปลี่ยนชั้นของหลุมจะเป็นการสุ่มเลือก ถ้าได้อยู่ชั้นบนๆ ก็โชดดีไป แต่ถ้าลงไปชั้นหลักร้อยแล้วเดือดร้อนแน่ แต่โกเรงของเราก็โดนสุ่มโดนชั้นที่เป็นหลักร้อยเข้าจนได้ และอย่างที่คาดไว้ เมื่อแท่นอาหารมาส่งลงมาในแต่ละวันก็ไม่เหลืออาหารให้เขากินเหลืออยู่เลย ถ้าเป็นแบบนี้โกเรงจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรในสภาวะที่ต้องอดอาหาร ก็ลองไปเอาใจช่วยในหนังเต็มๆ ทางเน็ตฟลิกซ์นะครับ

หนังน่าดู Netflix เรื่อง Don’t Breathe ลมหายใจสั่งตาย

Don’t Breathe

Don’t Breathe

Don’t Breathe ผลงานของ Fede Alvarez (ผู้กำกับ Evil Dead) ก็เป็นหนัง horror thriller ขึ้นหิ้งอีกเรื่องที่เราอยากแนะนำ

เรื่องราวเกิดในเมืองใกล้ตายอย่างเมือง Detroit วัยรุ่นสามคน Rocky (Jane Levy จาก Evil Dead), Alex (Dylan Minnette จาก Goosebumps), และ Money (Daniel Zovatto จาก It Follows) ไปปล้นบ้านชายแก่ตาบอดคนหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตทหารผ่านศึก (Stephen Lang จาก Avatar)

ฟังดูพล็อตเรื่องเหมือนจะง่าย ๆ ทั้งเรื่องก็ไม่มีอะไรเลยนะ เล่นซ่อนหาและไล่ล่ากันในบ้านปิดตายนั้นนั่นแหละ แต่เอาจริง คอนเซ็ปต์เขาดีนะ แล้วลูกเล่นก็แพรวพราว ใช้ได้ทุกเม็ด ถึงแม้บางจุดอาจจะโอเว่อร์หรือไม่เมคเซนส์ไปบ้าง แต่ความสนุกทำให้เรามองข้ามมันได้อย่างไม่ติดใจเลยสักนิด

โดยรวมคือเป็นหนังความยาว 1 ชั่วโมง 28 นาที ที่ไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่วินาทีเดียว การเปิดเรื่องและดำเนินเรื่องก็รวดเร็ว ระทึกมาก ไม่พูดพร่ำทำเพลงเยอะ คือหนังเขาเน้นพูดน้อยต่อยหนัก ว่างั้นเถอะ ที่สำคัญ ช่วงครึ่งหลังนี่มีเซอร์ไพรส์หลายตลบเหลือเกิน ไม่จบไม่สิ้น คนดูหัวใจจะวาย

ความน่ากลัวของหนังนี่ให้เลย 10! 10! 10! แล้วไม่ใช่น่ากลัวสไตล์ตุ้งแช่แบบหนังสยองขวัญเกรดบีเขาชอบทำกันด้วยนะ แต่เป็นตัวตาแก่ตาบอดนี่แหละที่น่ากลัวยิ่งกว่าผีห่าซาตานในหนังหลายเรื่องที่เคยดูมา โหดบ้านบึ้ม อาจจะไม่ใช่โหดเลือดสาดหรือฉีกเนื้อฉีกหนังแบบเปรตกินคน แต่ความรุนแรงและความจิตของลุงแกนี่แหละที่ทำเอาต้องดูไปปิดตาไปอยู่หลายซีน ชนิดที่หนังผีบางเรื่องยังทำกับฉันขนาดนี้ไม่ได้เลย ให้ตายสิ

คือตาแก่ไม่เห็นอะไรเลย ไม่รู้ด้วยว่าเด็กโจรมากันกี่คน แต่ข้อได้เปรียบคือเป็นทหารเก่า รู้จักทุกซอกมุมในบ้านเป็นอย่างดี (แถมบ้านแกก็ลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่าเซฟเฮ้าส์ ซัดดัม ฮุสเซน) และถึงแม้จะตาบอดมอง แต่ประสาทสัมผัสอื่น ๆ ดีกว่าคนปกตินะ เช่น จมูกดี หูดี ดังนั้นเวลาปะทะตาแก่ เด็ก ๆ ก็ต้องยืนแข็งทื่อ ไม่ส่งเสียง แม้แต่เสียงลมหายใจก็ห้ามพ่น เดี๋ยวตาแก่ได้กลิ่นได้ยิน ตามชื่อเรื่องเลยจ้า “DON’T BREATHE” คือตอนเขากลั้นหายใจนะ นี่ก็เผลอลืมหายใจตาม ลุ้นจิกเบาะจริง ๆ

จะว่าไปแล้ว คนในเรื่องนี้มันก็ตาบอดกันทุกคนเลยนะ คนแรกก็คือตาแก่ ชัดเจนว่าตาบอดทางกายภาพจากสะเก็ดระเบิดครั้งสงครามอิรัก ส่วนเด็ก ๆ ทั้งสามคน ซึ่งถึงแม้ตาจะมองเห็น แต่ก็หาทางออกจากบ้านไม่เจอ โดยเฉพาะตอนตาแก่ปิดไฟทั้งบ้าน มันก็เห็นอะไรไม่ต่างจากคนตาบอด (“NOW YOU SEE WHAT I SEE.”) หรือถ้าพูดตรง ๆ ก็คงต้องบอกว่า เด็กพวกนี้ มันหูหนวกตาบอดตั้งแต่คิดจะปล้นบ้านคนอื่นแล้ว กิเลสตัณหาบังตาให้มืดมนกันทั้งนั้น

แต่หากถามว่า ตอนดูเนี่ย เอาใจช่วยให้มันรอดมั้ย ก็แอบเชียร์นะ ส่วนหนึ่งก็เพราะพระเอก (น้อง Dylan Minnette) มันหน้าตาน่ารักกรุ้มกริ่ม แถมดูเป็นโจรดีมีการศึกษา และนางเอก (Jane Levy) มันก็ดูรักน้องรักนุ่ง และแสดงดีงามตามท้องเรื่อง อีกส่วนหนึ่งก็เพราะว่า ผู้กำกับเขาเองก็ดูตั้งใจให้เราเชียร์นังเด็กพวกนี้แต่แรกแล้วด้วย

กล่าวคือ เขานำเสนอให้คนดูได้เห็นมุมอ่อนโยนและความจำเป็นในการปล้นของพวกนาง ในทางกลับกันก็พยายามนำเสนอด้านโหดร้ายทารุณของตาแก่ตาบอดในฐานะผู้ล่ามากกว่าผู้เป็นเหยื่อ เออ ดูไปคนเรามันก็ชั่วและมันก็ดีด้วยกันหมดแหละ จะมีอะไรมากกว่าน้อยกว่าก็ว่ากันไป

โอเค พูดมากไปกว่านี้ เดี๋ยวจะเผลอสปอยล์ เอาเป็นว่า ขอจบรีวิวดื้อ ๆ แต่เพียงเท่านี้ เอาเป็นว่า สรุปสั้น ๆ เลยว่า Don’t Breathe เป็นหนึ่งในหนัง horror thriller ที่ดีที่สุด น่ากลัวที่สุด และสนุกที่สุดเรื่องหนึ่งที่คอหนังควรดูก่อนตาย คะแนนตามความชอบส่วนตัว 8.5/10

ดูหนังออนไลน์

The Martian กู้ตาย 140 ล้านไมล์

The Martian เดอะมาร์เชี่ยนกู้ตาย 140 ล้านไมล์

The Martian เดอะมาร์เชี่ยนกู้ตาย 140 ล้านไมล์ เรื่องราวการเอาชีวิตรอดบนดาวอังคารเพียงลำพังของนักบินอวกาศหนุ่มท่ามกลางความเวิ้งว้างในห้วงอวกาศที่แสนห่างไกลจากผู้คน ดัดแปลงมาจากนวนิยายแนววิทยาศาสตร์ขายดี (ในชื่อเดียวกัน) โดยผลงานการเขียนของ Andy Weir นักเขียนชาวอเมริกัน ตั้งแต่ปี 2011 สู่ภาพยนตร์แอคชั่นผจญภัยแนววิทยาศาสตร์ กำกับการแสดงโดย Ridley Scott ที่หลายคนรอคอย จนอาจเข้าใจว่าเป็นภาคต่อของ Interstellar หรือเปล่า? แต่บอกเลยว่า งานนี้ไม่เกี่ยวกันนะจ๊ะ!!!

The Martian เดอะมาร์เชี่ยนกู้ตาย 140 ล้านไมล์

เรื่องย่อ

เรื่องราวการเอาชีวิตรอดของ มาร์ค วัทนีย์ นักบินอวกาศนาซ่า ผุู้เป็นทั้งนักพฤษศาสตร์ วิศวกรเครื่องกล และอดีตนักโบราณคดีที่ติดค้างอยู่บนดาวอังคารเพียงลำพัง ภายหลังคำสั่งยกเลิกภารกิจและอพยพทีมสำรวจทั้ง 5 ของน่าซ่ากลับสู่โลก เนื่องจากเกิดพายุครั้งใหญ่ขึ้น แต่มาร์คกลับเป็นสมาชิกเพียงคนเดียวของทีมที่ไม่สามารถกลับสู่ยานลำเรียงได้สำเร็จ จนถูกสันนิฐานว่าเขาอาจไม่รอดชีวิต

มาร์คได้รับบาดเจ็บ แต่ก็รอดชีวิตมาจากความรุนแรงของพายุที่เกิดขึ้นได้ แต่นั่นไม่รวมไปถึงเครื่องมือติดต่อสื่อสารที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด จนทำให้เขาไม่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือกลับมายังโลกได้ มาร์คจึงจำเป็นจะต้องใช้ทุกทักษะประสบการณ์ที่มีมาผสมผสานไปกับทุกองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อคิดหาหนทางขอช่วยเหลือ ขณะเดียวกันกับที่ก็ต้องหาวิธีดำรงชีวิตให้อยู่รอดไปได้ถึงตอนนั้น กับความพยายามปลูกมันฝรั่งในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยให้สำเร็จ

แล้วในที่สุดความพยายามของมาร์คก็ประสบความสำเร็จ เมื่อนาซ่าตรวจพบข้อความของมาร์คบนพื้นผิวดาวอังคาร จนนำมาซึ่งความยินดีต่อเพื่อนร่วมทีมที่เหลือ แต่นั่นก็ไม่หมายความว่าโครงการช่วยเหลือมาร์คจะได้รับการอนุมัติจากน่าซ่า เพราะทุกขั้นตอนล้วนเต็มไปด้วยอุปรรคและเสี่ยงต่อความปลอดภัยของทุกคน

ชะตากรรมของ “มาร์ค วัทนีย์” บนดาวเคราะห์สีแดงที่เต็มไปว่างเปล่าจะเป็นไปในทิศทางไหน? ทักษะความรู้ของเขาจะสามารถประยุกต์สิ่งที่เหลืออยู่สู่กลวิธีเอาชีวิตรอดที่แสนชาญฉลาด ระหว่างรอคอยการช่วยเหลือที่มีเรือนรางอย่างไร? ติดตามเรื่องราวของภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีเรื่องนี้กันได้ใน “The Martian เดอะ มาร์เชี่ยน กู้ตาย 140 ล้านไมล์” 26 พฤศจิกายน 2015 นี้ ในโรงภาพยนตร์

เนื้อเรื่องหนัง ทริปเปิ้ลเอ็กซ์ พยัคฆ์ร้ายพันธุ์ดุ

ภาพยนตร์เรื่อง ทริปเปิ้ลเอ็กซ์  พยัคฆ์ร้ายพันธุ์ดุ

ภาพยนตร์เรื่อง ทริปเปิ้ลเอ็กซ์  พยัคฆ์ร้ายพันธุ์ดุ ออกฉายทั่วโลก และทำรายได้ 277.4 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้มีภาคต่อคือ ทริปเปิ้ลเอ็กซ์ 2 พยัคฆ์ร้ายพันธุ์ดุ (2005) และ ทริปเปิ้ลเอ็กซ์ ทลายแผนยึดโลก (2017)

xXx ทริปเปิ้ลเอ็กซ์ 1 พยัคฆ์ร้ายพันธุ์ดุ (2002) | ดูหนังออนไลน์ หนังใหม่  2021 ดูหนังฟรี HD | NungFor.Me

แซนเดอร์ เคจ คือ ทริปเปิ้ลเอ็กซ์ หนุ่มระห่ำที่ดำรงชีวิตอย่างสุดเหลือเชื่อ ด้วยการขายเวบวิดีโอบันทึกภาพการผจญภัยท้ามฤตยูของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเหินด้วยชูชีพออกจากรถที่ขโมยมา ขณะมันกำลังพุ่งทะยานลงจากสะพานสูง 700 ฟุต หรือกิจกรรมพิสดารอื่นใดที่ทั้งกระตุ้นต่อมอดรีนาลีนอย่างหนักหน่วง และเสี่ยงต่อการกลายเป็นศพในหลุมได้เพียงชั่วพริบตา พฤติกรรมท้ามรณะของ แซนเดอร์ เป็นที่คลั่งไคล้ของเหล่ามิตรและสาวกร่วมแก๊ง แต่หลังจากเข้าไปพัวพันกับกฎหมายโดยไม่เต็มใจ โลกของหนุ่มห้าวผู้นี้ก็เพิ่งจะได้รู้จักกับความสุดขั้วยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดที่เคยพบเคยเจอ

แซนเดอร์ หารู้ไม่ว่าเขาถูกลอบสอดแนม โดย ออกัสตัส กิบบอนส์ เจ้าหน้าที่ระดับเก๋าประจำสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ เจ้าของมาดดิบเถื่อนและหน้าบากที่แม้ไม่ชวนมอง แต่ก็ทำให้เขาเป็นนักรบผู้มุ่งมั่นแห่งอเมริกา กิบบอนส์ กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ร้ายแรงในกรุงปรากอันห่างไกล เมื่อหน่วยปฏิบัติการนอกเครื่องแบบของเขาถูกเก็บอย่างโหดเหี้ยม ด้วยฝีมือแก๊งอาชญากรแสบที่เรียกตัวเองว่า แอนาคี 99 ซึ่งนำโดย ยอร์กี้ อดีตนายทหารรัสเซีย กับ เยเลน่า แฟนสาวผู้แข็งกร้าว กิบบอนส์ ต้องการสายลับเลือดใหม่ เพื่อมุ่งหน้าสู่ปฏิบัติการนอกเครื่องแบบในปราก และหาทางแฝงตัวเข้าสู่แก๊งแอนาคี 99 เพื่อหยุดยั้งพวกมันจากการทำลายล้างโลก และค้นหาว่าแผนการของพวกมันอันตรายร้ายแรงแค่ไหน แน่นอน แซนเดอร์ เคจ เจ้าของเรือนร่างน่าทึ่งและทีท่าไม่เหมือนใครย่อมเหมาะที่สุดต่อภารกิจนี้ กิบบอนส์ จึงต้องใช้สารพัดวิธีเข้ามาช่วยหาคำตอบว่า แซนเดอร์ ใช่คนที่เขากำลังค้นหาหรือไม่ แม้ว่านั่นจะหมายรวมไปถึงการส่งตัวหนุ่มห้าวเข้ารับการทดสอบอันสุดหฤโหดครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม ด้วยความเชื่อมั่นของ กิบบอนส์ ที่ว่ามนุษย์นั้นเปลี่ยนแปลงตนเองได้ ต่อให้เป็นใครที่ดูเหมือนจะไร้ความหวังอย่าง เอ็กซ์ ก็ตาม ด้วยเหตุนั้น แซนเดอร์จึงถูกผลักดันเข้าสู่เส้นทางใหม่ และด้วยตัวตนใหม่เพื่อภารกิจครั้งนี้โดยเฉพาะ เขากลายเป็น เจ้าหน้าที่แซนเดอร์ เคจ รหัส XXX

ดูหนังออนไลน์