SEO ประเภทต่างๆ

ประเภทของ SEO

ประเภทของ SEO

ประเภทของ SEO SEO เป็น การทำให้เว็บเข้าใจง่าย ขึ้น โดย อุปกรณ์ ค้นหา รวมทั้งเป็นมิตรต่อ

ผู้ใช้ จุดมุ่งหมาย โดยรวม ของ SEO เป็น การเพิ่ม การ เข้าชมจากเครื่องไม้เครื่องมือ ค้นหา โดย

การปรับปรุงแก่ไข ตำแหน่ง ที่ เว็บไซต์ปรากฏ ใน SERPS สำหรับ คำค้นหา ต่างๆ

ใน ช่วงแรก (คิดว่าต้นปี 2000) SEO นั้นเรียบง่าย แต่ว่า ในตอน หลายปีก่อน วิธีการ SEO ทั้ง

ผองมี ความ ซับซ้อน

เมื่อ ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เว็บ สำหรับ เครื่องมือ ค้นหา คุณ จำต้อง พินิจ กฎ หลาย

ร้อย ข้อ ที่จะตอบสนอง เหตุ การจัด อันดับต่างๆ ของเครื่องไม้เครื่องมือ ค้นหา แล้วก็ ในขณะ

เดียวกัน ก็ทำให้ผู้ใช้ ของคุณพอใจ

เพื่อ ไม่ยุ่งยากต่อการ จัดการ อุตสาหกรรม SEO จึงมี SEO ชนิด ต่างๆแต่ละ ชนิด รับผิดชอบ

กฎ SEO หลาย ข้อ สิ่งจำเป็นที่ จะต้องรู้เรื่องก็คือ ส่วนย่อย ของ SEO กลุ่มนี้ ไม่ใช่ กรรมวิธีการ

ที่ แตกต่าง แต่ว่า เป็นเพียงแต่ แนวทางหนึ่ง สำหรับเพื่อการทำลาย ขั้นตอนการ ที่ สลับซับซ้อน

ใน กระบวนการขนาดเล็ก หลายๆ กระบวนการ ที่ ง่ายต่อการ จัดการ

ดังนั้น SEO ประเภทต่างๆ ได้แก่ :

เทคนิค SEO
On-Page SEO
SEO เนื้อหา
Off-Page SEO
SEO ท้องถิ่น
SEO บนมือถือ
SEO อีคอมเมิร์ซ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ SEO ในหน้าและนอกเพจตามที่แสดงในแผนภาพด้านล่าง

ประเภท SEO ที่สำคัญที่สุด

การ อ่าน ที่แนะนำ : ายการตรวจสอบ SEO ของ เรา ครอบคลุม SEO ทุกจำพวก สำหรับแต่ละ

ชนิด คุณ จะ ได้รับ รายการ ตรวจทาน ปัจจัยที่สำคัญ ที่สุด ที่ คุณ ควรจะ ทราบ

เทคนิค SEO

SEO ทางเทคนิคคือ สิ่ง ที่ ชื่อ สื่อความหมาย อาทิเช่น พารามิเตอร์ ทางด้านเทคนิค ที่ ส่งผล

ต่อ การแสดง ผล ของ เว็บ ใน เครื่องมือ ค้นหา

เป้าหมายหลักของ SEO ทางเทคนิคคือเพื่อให้แน่ใจว่าโปรแกรมรวบรวมข้อมูลของเครื่องมือค้นหาสามารถรวบรวมข้อมูลและจัดทำดัชนีเว็บไซต์ได้โดยไม่มีปัญหาใด ๆ

แนวทางการทำ SEO ทางเทคนิคที่สำคัญที่สุดคือ:

ตรวจตรา และก็ เพิ่มประสิทธิภาพ robots.txt ของคุณเพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ ค้นหา สามารถ

เข้าถึง เว็บ ของ คุณ ได้ อย่างแม่นยำเพิ่ม และก็รับรอง เว็บ ของคุณ ด้วย Google Search

Console และกำหนด โด เมน ที่ ปรารถนาใช้รายงาน ความ ครอบคลุม สำหรับการ ค้นหา รวม

ทั้ง ปรับแก้ จุดบกพร่อง สำหรับในการ สะสม ข้อมูลสร้าง แผนผังไซต์ XMLแล้วก็ส่งไป ยัง

เครื่องไม้เครื่องมือ ค้นหาที่สำคัญ ทั้งผองปรับเปลี่ยนโครงสร้างไซต์ รวมทั้ง องค์ประกอบ URL

ของคุณให้สมควรติดตามการออกแบบเว็บ SEO Friendlyสร้าง เว็บ ที่โหลดเร็วอีกทั้งบนเดสก์

ท็อป แล้วก็ เครื่องใช้ไม้สอยเขยื้อน

On-Page SEO

On Page SEO เกี่ยว กับ ตัว เพจ และก็ วิธีการทำ ให้ เป็นมิตร กับ เครื่อง

ไม่เครื่องมือ ค้นหา และก็ ผู้ใช้ เยอะขึ้นเรื่อยๆ

ควรสังเกตว่าในขณะที่เครื่องมือค้นหาดูเว็บไซต์โดยรวมการจัดอันดับจะดำเนินการตามระดับหน้าเว็บ

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพของแต่ละหน้าในเว็บไซต์ของคุณ

แนวทาง SEO บนหน้าที่สำคัญที่สุดคือ:

ปรับ ชื่อ เพจ ของคุณ ให้เหมาะสม นี่ เป็น สิ่งสำคัญ ของ SEO ชื่อ หน้าจะ แสดงใน ผลของการ

ค้นหา และก็น่าดึงดูด สำหรับ ผู้ใช้สำหรับเพื่อการคลิก ชื่อของเพจควรจะให้บอท ของ เครื่องไม้

เครื่องมือค้นหา พอเพียงว่ารายละเอียด ของเพจ นั้น เกี่ยวกับ อะไร

เพิ่มประสิทธิภาพของคุณ แท็ก H1 ในขณะที่ชื่อเพจแสดงใน SERPS แท็ก H1 คือสิ่งที่แสดง

เป็นส่วนหัวบนสุดของเพจ หน้าที่ปรับให้เหมาะสมแล้วจะมีแท็ก H1 เพียงแท็กเดียวและโดย

ปกติจะมีค่าเดียวกับชื่อหน้า

ปรับหัวเรื่องของคุณให้เหมาะสม นอกจากแท็ก H1 แล้วเพจยังต้องมีหัวข้อย่อย (H2, H3)

สำหรับส่วนต่างๆ ในกรณีที่มีเนื้อหาแบบยาวหัวเรื่องย่อยจะทำให้ผู้ใช้อ่านหน้าเว็บได้ง่ายขึ้นและ

สแกนโดยโปรแกรมรวบรวมข้อมูล

SEO สำหรับแสดงสินค้า รูปภาพใด ๆ ที่ใช้บนเพจควรได้รับการปรับให้เหมาะสมไม่เช่นนั้น

เครื่องมือค้นหาจะไม่เข้าใจสิ่งที่เป็นตัวแทน สิ่งต่างๆเช่นการปรับชื่อไฟล์ขนาดไฟล์และข้อความ

ALT ให้เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ SEO รูปภาพ

การจัดรูปแบบหน้า การเผยแพร่เพจที่มีข้อความและรูปภาพโดยไม่ต้องเสียเวลาเพื่อตกแต่ง

เนื้อหาให้สวยงามไม่ใช่แนวทางปฏิบัติ SEO ที่ดี แม้ว่า Google จะไม่สามารถ ‘มองเห็น’ เพจ

ได้เหมือนมนุษย์ แต่ก็มีวิธีที่จะทำความเข้าใจว่าหน้านั้นมีลักษณะอย่างไรหรือว่าเต็มไปด้วย

โฆษณาและป๊อปอัปและจะนำมาพิจารณาในระหว่างกระบวนการจัดอันดับ

SEO เนื้อหา

Content SEOคือส่วนย่อยของ SEO บนหน้า Content SEO เป็นข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพของ

เนื้อหาและวิธีทำให้ดีขึ้น

เนื่องจากนี่เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของ SEO ที่สำคัญมากจึงถือว่าหลายคนเป็นหนึ่งใน

ประเภทของ SEO ในหลาย ๆ กรณีคุณสามารถค้นหาหลักเกณฑ์ด้านเนื้อหาภายใต้ SEO บน

หน้าซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องเช่นกัน

การเผยแพร่เนื้อหาที่ยอดเยี่ยมที่ผู้ใช้ชื่นชอบและเครื่องมือค้นหาสามารถเข้าใจได้เป็นการผสม

ผสานที่ชนะเลิศ

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้คุณสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้:

เริ่มกระบวนการสร้างเนื้อหาของคุณด้วยการวิจัยคำหลัก ค้นหาคำหลัก SEOที่สำคัญสำหรับ

เว็บไซต์ของคุณและรวมไว้ในเนื้อหาของคุณ

ก้าวไปอีกขั้นแล้วมองหาคีย์เวิร์ดหางยาวและคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับความหมาย (หรือ LSI) จาก

นั้นเพิ่มลงในชื่อหัวข้อและเนื้อหาหลักของคุณ

เผยแพร่เนื้อหาที่ละเอียดถี่ถ้วนและยาวเพียงพอเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับสิ่งที่ต้องการและเครื่องมือ

ค้นหามีเบาะแสเพียงพอที่จะเข้าใจบริบทของเนื้อหาของคุณ

เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์คุณภาพสูงอื่น ๆ (หากเหมาะสม) และไปยังหน้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์ของ

คุณเพื่อช่วยให้ผู้ใช้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อ

ใช้ประโยชน์จากสคีมาและข้อมูลที่มีโครงสร้างเพื่อระบุส่วนสำคัญของเนื้อหาของเครื่องมือ

ค้นหา

ปิดหน้า SEO

Off-page SEOเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการส่งเสริมการขาย ในขณะที่ประเภท SEO ก่อนหน้านี้เน้น

ไปที่โครงสร้างพื้นฐานและเนื้อหาของเว็บไซต์มากขึ้น แต่ SEO แบบปิดหน้าจะเกี่ยวข้องกับ

เทคนิคที่คุณสามารถใช้เพื่อโปรโมตเว็บไซต์ของคุณบนอินเทอร์เน็ต

เว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมมักจะมีอันดับสูงกว่าใน Google มากกว่าเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม

น้อยกว่า

วิธี SEO นอกเพจที่สำคัญที่สุด ได้แก่ :

อาคารลิงค์. การสร้างลิงก์เป็นกระบวนการรับลิงก์ย้อนกลับ SEOจากเว็บไซต์อื่น ๆ

ลิงก์ย้อนกลับเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น ‘คะแนนโหวตแห่งความไว้วางใจ’ และเพิ่มอำนาจให้กับ

เว็บไซต์เป้าหมาย (หากไม่มีแอตทริบิวต์nofollowแนบมากับลิงก์)

โปรโมชั่นแบรนด์ Google ชอบที่จะจัดอันดับแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักให้สูงในผลลัพธ์เนื่องจากผู้คน

ไว้วางใจพวกเขา

นอกจากการโปรโมตเว็บไซต์ของคุณเพื่อรับลิงก์ย้อนกลับแล้วคุณยังควรส่งเสริมแบรนด์ของ

คุณและสนับสนุนให้มีการสนทนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในเครือข่ายโซเชียลมีเดียและฟอรัมต่างๆ

Google สามารถรับสัญญาณเหล่านี้และให้รางวัลแก่เว็บไซต์ที่ผู้คนพูดถึง

SEO ท้องถิ่น

Local SEO คือ SEO ประเภทหนึ่งที่เหมาะสำหรับธุรกิจในพื้นที่เท่านั้น

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือหากคุณมีเว็บไซต์และเป้าหมายของคุณคือให้ลูกค้ามาเยี่ยมชมร้านค้าใน

พื้นที่ของคุณคุณควรเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณสำหรับ SEO ในท้องถิ่น

ทุกสิ่งที่กล่าวถึงข้างต้นใช้ได้กับ Local SEO โดยมีหลักเกณฑ์เพิ่มเติมดังต่อไปนี้:

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีชื่อธุรกิจที่อยู่รายละเอียดการติดต่อในทุกหน้าของเว็บไซต์ของคุณ

เพิ่มสคีมาธุรกิจท้องถิ่นในหน้าแรกของคุณ

สร้างบัญชี Google My Business

ลงทะเบียนธุรกิจของคุณด้วยไดเรกทอรีที่เชื่อถือได้เช่น Yelp, Yahoo small business,

Foursquare และอื่น ๆ

โปรโมตเว็บไซต์ของคุณบนไดเรกทอรีท้องถิ่นและเว็บไซต์ (เช่นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นออนไลน์)

แนะนำให้อ่าน: รายการตรวจสอบ SEO ในพื้นที่ของเราครอบคลุมรายละเอียดทุกอย่างที่คุณ

จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพ SEO ในพื้นที่

SEO บนมือถือ

SEO บนมือถือไม่ใช่ประเภทอื่นในตัวมันเอง แต่เป็นส่วนย่อยของ SEO ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับ

อุปกรณ์มือถือ

เป็นความจริงที่ว่าขณะนี้การค้นหาใน Google มากกว่า 60% ดำเนินการบนอุปกรณ์เคลื่อนที่

นี่เป็นจำนวนมากและเป็นข้อบ่งชี้ที่ดีว่าอินเทอร์เน็ตกำลังเคลื่อนตัวออกจากเดสก์ท็อปแบบเดิม

และไปที่อุปกรณ์พกพา

นี่เป็นเหตุผลที่ Google ตัดสินใจสร้างดัชนีสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นอันดับแรกและเริ่มสร้าง

ดัชนีเว็บไซต์เวอร์ชันที่เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่แทนเวอร์ชันเดสก์ท็อป

เมื่อทำงานกับ Mobile SEO คุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า:

เว็บไซต์ของคุณเหมาะกับมือถือ การดำเนินการทดสอบความเหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นจุด

เริ่มต้นที่ดี

เว็บไซต์โหลดเร็วบนมือถือ

เว็บไซต์ใช้งานง่ายบนมือถือ

ประสบการณ์ของผู้ใช้บนอุปกรณ์เคลื่อนที่จะไม่ถูกรบกวนโดยแบนเนอร์คั่นระหว่างหน้าวิธีการ

อื่น ๆ ในการโฆษณาเชิงรุกหรือป๊อปอัป

SEO อีคอมเมิร์ซ

อีคอมเมิร์ซเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เมื่อพูดถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือค้นหาการ

เพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซนั้นซับซ้อนกว่าการทำงานบนบล็อกหรือเว็บไซต์ของ

องค์กร

คุณมีวิธีเพิ่มประสิทธิภาพหน้าเว็บมากขึ้นและการโปรโมตเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซทำได้ยากกว่ามาก

ปัจจัย SEO อีคอมเมิร์ซที่สำคัญที่สุด ได้แก่ :

การเพิ่มประสิทธิภาพของร้านค้าออนไลน์เริ่มต้นด้วยหน้าแรกและหมวดหมู่หน้า ประเภทหน้าทั้ง

สองนี้ต้องได้รับการปรับให้เหมาะสมก่อนที่คุณจะเริ่มทำงานในหน้าผลิตภัณฑ์ของคุณ

เพิ่มประสิทธิภาพหน้าผลิตภัณฑ์ของคุณโดยพิจารณาจากผลการวิจัยคำหลักของคุณ

ปรับองค์ประกอบภาพทั้งหมดของร้านค้าของคุณให้เหมาะสม (รูปภาพวิดีโอ)

เพิ่มสคีมาที่จำเป็น (ผลิตภัณฑ์ข้อเสนอและอื่น ๆ )

โปรโมตร้านค้าของคุณบนเครือข่ายโซเชียลมีเดีย

คิดหาวิธีที่สร้างสรรค์เพื่อให้ผู้คนเชื่อมโยงไปยังหน้าผลิตภัณฑ์ของคุณ

เริ่มบล็อกและเผยแพร่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของคุณและวิธีที่พวกเขาสามารถช่วย

ผู้คนแก้ปัญหาได้

การอ่านที่แนะนำ : ตรวจสอบรายการตรวจสอบ SEO อีคอมเมิร์ซของเราเพื่อดูวิธีเพิ่ม

ประสิทธิภาพเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของคุณอย่างเต็มที่

White Hat SEO กับ Black Hat SEO

Black Hat SEO เป็น SEO ประเภทหนึ่งหรือไม่?

บางคนมองว่า ‘SEO หมวกดำ’ เป็น SEO ประเภทหนึ่งซึ่งสร้างความสับสนให้กับผู้เริ่มต้น

Black hat SEO เป็นเพียงคำที่ใช้อธิบายการกระทำใด ๆ ที่ทำเพื่อหลอกลวงอัลกอริทึมของ

เครื่องมือค้นหา

ในบางครั้งผู้คนจำนวนมากมักคิดวิธีสร้างลิงก์เทียมเพื่อปรับปรุงการจัดอันดับของเว็บไซต์บน

Google วิธีการเหล่านี้ขัดต่อหลักเกณฑ์ของ Google และควรหลีกเลี่ยง

ผลลัพธ์เดียวจากการทำตามเทคนิคหมวกดำคือการสูญเสียการจัดอันดับและความไว้วางใจใน

Google ของคุณถูก Google ลงโทษและลดโอกาสในการได้รับการจัดอันดับใด ๆ ใน Google

อีกต่อไป

วิธีการทั้งหมดที่อธิบายไว้ในบทความเป็นเทคนิค ‘White Hat SEO’ และหากคุณปฏิบัติตาม

อย่างถูกต้องในที่สุดคุณจะสามารถติดอันดับสูงในเครื่องมือค้นหาและได้รับส่วนหนึ่งของการ

เข้าชมจากเครื่องมือค้นหา

การเรียนรู้ที่สำคัญ

SEO เป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดดิจิทัลที่ทรงพลังที่สุดสำหรับเว็บไซต์ทุกประเภท เว็บไซต์ที่

ปรับให้เหมาะสม SEO มีการแสดงผลสูงในเครื่องมือค้นหาและปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้

เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการกระบวนการ SEO แบ่งออกเป็นกระบวนการย่อยหรือประเภท

ต่างๆ ประเภทที่สำคัญที่สุด ได้แก่ Technical SEO, On-Page SEO และ Off-Page SEO

รับทำ SEO 

องค์ประกอบหลักๆในการทำ seo ให้ติดอันดับของ Google

ทำ SEO ยังไงให้ติดหน้าแรก?

SEO คืออะไร? | ข่าวสารด้านไอทีและเทคโนโลยีใกล้ตัว เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น -  Dailytech

ทำ SEO ยังไงให้ติดหน้าแรก?  คนจำนวนไม่น้อยอาจสงสัยเมื่อเวลาพวกเรา พิมพ์ Search ใดๆก็ตามใน Google, อะไรเป็นตัวชี้วัดว่าจะให้เว็บไซต์ไหน ขึ้นมาอันดับแรก หรือ อันดับสอง. หากจะให้ตอบแบบง่ายๆ ก็คงจะไม่พ้น ‘Google

Google นี่แหละคือตัวที่จะตัดสินทุกอย่างเมื่อ users ทำการ search บน Google

แต่อันที่จริงแล้ว Search Engine ชั้นแนวหน้าอย่าง Google จะมีระบบระเบียบ ประเมินผล หรือ AI ที่ เป็นตัวคอยคัดกรองหน้าด่างๆเป็น หมื่นๆ แสน ๆ หน้าแล้วก็เลือกที่จะเอามาแสดงผลลัพธ์ เพื่อสอดคล้องกับคำค้นหา (หรือ keyword) ที่ usersใช้พิมพ์ searchนั่นเอง ซึ่งผมขอเรียกชื่อเล่น ของ Al ตัวนี้ว่า Google Bots แล้วกันถัดจากนี้

Google Bots นั้นจะมี Algorithm ที่ซับซ้อน(และไม่เคยเปิดเผยอย่างชัดเจน) ในการเลือกหรือจัดอันดับเว็บไซต์ที่จะนำมาแสดงผลบน SERP แต่ถ้าอ้างอิงจาก Algorithm ล่าสุดที่ชื่อว่า Broad Core Algorithm(หรือ ชื่อเล่นว่า May 2020 Core Update) นั้น จะเห็นว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อการจัดอันดับโดยรวม คือ Page Experience กล่าวคือ

หน้านั้นจะต้องทำให้ตอบโจทย์ users มากที่สุด(user friendly)
ไม่มีอะไรมากวนใจ users เช่น โฆษณา popup ต่าง ๆ
ความเร็วในการโหลดหน้า (Page Speed)

ซึ่งวันนี้ผมจะมาพูดถึง องค์ประกอบสำคัญพื้นฐานที่จะทำให้หน้าของเรามีโอกาสที่จะไปอยู่บน Google Search Result หน้า

1. ตั้งเป้าหมายของหน้า (Page Objective)

เป้าหมาย(Objective) เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดและเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างหน้าหน้าหนึ่งบนเว็บไซต์ เราต้องสามารถบอกได้ว่าเราต้องการให้ User เข้ามาเพื่อทำอะไร โดยเป้าหมายในที่นี้ถ้าแยกแบบเข้าใจง่ายๆจะมีดังนี้

ให้ Users เข้ามาเพื่ออ่าน(Informative)

ส่วนใหญ่ก็จะเป็น Content ที่เกี่ยวข้องกับบทความซึ่งจุดประสงค์หลักของมันก็คือเพื่อให้ User เข้ามาเพื่อและหาความรู้เพิ่มเติม โดยสิ่งที่ Users จะได้นั้นคือความรู้และความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นจากบทความของเรา

ให้ Users เข้ามาเพื่อ Engage

ยกตัวอย่างง่ายๆอย่างเช่นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับประกัน ซึ่งจุดประสงค์หลักคือต้องการให้ users เข้ามากรอกรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวเพื่อส่งไปให้ทาง Sales Lead ต่อไป โดยหน้า Page เหล่านี้หากสังเกตุง่าย ๆ จะมีฟอร์มให้กรอกเสมอ

นอกจากนี้ยังมีหน้าเพจอีกหลายประเภทที่สามารถใช้เพื่อต้องการให้ User เข้ามา Engage ยกตัวอย่างเช่น YouTube พี่จุดประสงค์หลักคือต้องการให้ User เข้ามารับชมวีดีโอซึ่งการรับชมนั้นก็ถือเป็น Engagement อย่างหนึ่งเช่นกัน

2. กำหนด Keyword ในหน้านั้น (Keyword Targeting)

การกำหนด Keyword จะช่วยให้เราสามารถดึง Users ที่ใช้ Keyword คำที่เกี่ยวข้องกับหน้าของเรา และสามารถดึง Users เข้ามาในหน้าของเราได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือก Keyword นั้น คงไม่ใช่ Search Volume อีกต่อไปแล้วหากอ้างอิงจาก Algorithm ล่าสุดจาก Google แต่เป็น ความเกี่ยวข้องระหว่าง Keyword กับเนื้อหาหลักของหน้าของเรานั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น

หน้า Homepage www.predictive.co.th ควรคู่กับ Keyword ‘Digital Analytics Consultants’

หน้า Contact Us https://predictive.co.th/contact-us/ ก็ควรคู่กับ Keyword ‘ติดต่อ Predictive’ เป็นต้

โดยสรุปแล้ว ปัจจัยหลักในการเลือก Keyword ในหน้าหนึ่ง คือ ความเกี่ยวข้องของ Keyword, Search Volume และ Data ด้านอื่น ๆ จาก Google Search Console(Click, Impression และ Click Through Rate) นั่นเอง นอกจากนี้แล้วในหน้าๆหนึ่ง อาจมีการกำหนด Keyword หลายคำก็เป็นได้ ไม่มีการกำหนดตายตัว

3. การใส่ Keyword ลงในองค์ประกอบต่างๆ ของ SEO อย่างเหมาะสม

หลังจากกำหนด Keyword ของหน้าหน้าหนึ่งแล้ว เรายังต้องพิจารณาใส่ Keyword ลงใน ‘องค์กระกอบของ SEO’ (SEO Elements) อย่างเหมาะสมด้วย ซึ่ง SEO Elements พื้นฐานนั้นมีอะไรบ้าง เรามาดูกัน

Title Tags

Meta Description

Heading Tags

Contents

Alt Tags

โดยรวมเราคงยังไม่เจาะเข้าไปในแต่ละ Element ในบทความนี้ แต่อย่างไรก็ตาม เราจะขอยกตัวอย่างแบบเข้าใจง่าย ๆ ให้ก็แล้วกัน

จากรูปข้างบน จะเห็นว่า ถ้าหากเรา Focus กลุ่มลูกค้าไปที่คนต่างชาติ เว็บนี้จะมี Page Title ที่ค่อนข้างเคลียร์ ซึ่งจะทำให้ชาวต่างชาติเข้าใจได้เนื่องจากเป็นภาษาอังกฤษ และมี Keyword อยู่ถึงสองคำ ได้แก่ Digital Analytics และ Strategy Consulting ซึ่งถ้าหากเราเข้าไปดู Search Volume จะพบว่า Keyword สองคำนี้มี Search Volume อยู่จำนวนหนึ่ง(เนื่องจาก Keyword อยู่ในหมวดที่ออกไปด้านเฉพาะทาง จึงทำให้ Search Volume ไม่เยอะมากเป็นปกติ)

แต่หากเราต้องการให้คนไทยเข้ามาดูเว็บไซต์นี้เป็นหลัก Page Title นี้จะแพ้คู่แข่งโดยทันที เนื่องจากว่า Page Title นี้ไม่ได้มีการใช้ภาษาไทย รวมถึงหน้า Content ต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษหมด ซึ่งจะส่งผลให้เว็บ Predictive.co.th ไม่อยู่ใน Search Result ในกรณีที่ Users ใช้ Keyword ภาษาไทยในการค้นหาทันที

4. ความเร็วในการโหลดหน้า(Page Speed)

Page Speed คืออะไร มีผลต่อ SEO อย่างไร?

Pagespeed คือ ความเร็วในการโหลดหน้า ยิ่งโหลดไวยิ่งดีต่อ User Experience ของ users ยิ่ง User Experience ดียิ่งส่งผลกระทบที่ดีต่อ SEO ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อความเร็วในการโหลดหน้าเว็บมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน เช่น ขนาดรูปภาพ, JavaScript, HTML และความเร็วของ Hosting เป็นต้น

Tool สำคัญที่ใช้ในการวัด Page Speed ของหน้าเว็บที่ขาดไม่ได้คือ Google Page Speed Insight.

Page Speed Insight คือ Tool ที่ถูกสร้างขึ้นโดย Google ใช้สำหรับกับวัด Page Speed และแสดงผลลัพท์ออกมาในรูปแบบของคะแนนเต็ม 100 โดย 0 คือแย่สุด 100 คือดีสุด ทีนี้เรามาดูกันว่าเว็บของเรานั้น มี Page Speed Performance เป็นอย่างไรบ้าง

Predictive ได้คะแนน 17/100 สำหรับ Page Speed บนมือถือ

ในกรณีนี้ Predictive.co.th ยังไม่ได้มีการ Optimize ตัว Pagespeed สำหรับมือถือ ซึ่งสามารถทำได้โดยเริ่มจากการปรับความใหญ่ของรูป การปรับ JavaScript และอื่น ๆ อีกมากมาย

5. เนื้อหาของหน้า (Optimized Content)

นอกจากการเลือกคำค้นหาที่มีความเกี่ยวข้องกับบทความของหน้าแล้ว คุณภาพของหน้าก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ Google จัดอันดับให้ขึ้นไปอยู่หน้าแรก. ถึงแม้การใส่ Keyword ลงใน Content นั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ไม่ควรใส่ Keyword มากเกินไป เพราะหน้าที่มี Keyword น้อย แต่บทความมีเนื้อหาที่แน่นและมีคุณภาพ ก็สามารถชนะหน้าที่มี Targeted Keywords หลาย ๆ คำแต่บทความสั้นนิดเดียวได้

ปัจจัยที่บ่งบอกคุณภาพของ Content มีดังนี้

เนื้อหาสอดคล้องกับหัวข้อ
มีทั้ง Keywords และ Long-tail keywords (เพื่อให้ support ไปกับ Google Voice Search )
กระชับ ไม่สั้น(Thin Content) หรือ ยาวจนเกินไป
มีการทำ Canonical URL ไว้ชัดเจนเพื่อป้องกัน Duplicate Content
อ่านง่าย มีการเว้นวรรค การใช้ Bullet และการใช้ย่อหน้าอย่างเหมาะสม เพื่อให้ Users อยากที่จะอ่าน Content ของเราจนจบ

หาก Content มีคุณภาพ จะทำให้ Dwell Time สูงขึ้น ซึ่ง Dwell Time คือ ระยะเวลาตั้งแต่เมื่อ users คลิกที่หน้าเว็บบน Search Result ไปจนถึงตอนที่ users กดคลิกย้อนกลับไปยังหน้า Search Result

6. Backlinks (Off-Page)

Backlinks คืออะไร? สำคัญกับ SEO อย่างไร

Backlink คือ ลิงค์ที่เชื่อมจากเว็บอื่นที่ไม่ใช่ Domain เดียวกับกับเรา ซึ่งจุดประสงค์ในการสร้าง Backlink นั้น คือเพื่อเป็นการสร้าง Reference จากเว็บไซต์พันธมิตรต่าง ๆ เพื่อให้ Google รู้จักเรา และให้คะแนนเรามากขึ้นนั่นเอง

โดยทั่วไปคำว่า “คะแนน” นั้น Google ไม่ได้ระบุมาว่าแต่ละเว็บมี Backlinks เท่าไร และมีคะแนนเท่าไร เพื่อป้องกันไม่ให้ webmaster สนใจแต่จะเพิ่มปริมาณ backlinks โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของมัน. จึงทำให้ Third party tool ชั้นนำต่างๆ ได้ผลิต Off-Page Performance tool ขึ้นมาโดยอิงจาก Algorithm ของ Google เป็นหลักเพื่อกำหนดออกมาเป็นคะแนนให้ SEO Specialist เข้าใจง่าย ๆ. ยกตัวอย่างจาก Dashboard ของ Ahrefs ดังนี้

จากตัวอย่างจะเห็นว่าเว็บ Predictive นั้น ยังไม่มีการทำ SEO Off-Page อย่างจริงจัง เนื่องจากว่าปัจจุบันเว็บ Predictive มี Backlinks เพียงแค่ 29 URLs เท่านั้น

ปัจจัยในการทำ Backlinks ที่มีคุณภาพ

การสร้าง Backlinks สำหรับ SEO นั้น ไม่สามารถที่จะเน้นจำนวนได้เหมือนสมัยหลายปีก่อน เนื่องจากว่า Google จะไม่ได้ตรวจสอบแค่จำนวนของ Backlinks อีกต่อไป การสร้าง Backlinks อย่างมีคุณภาพจึงจำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการเพิ่มจำนวน Backlinks ปัจจัยในการสร้าง Backlink อย่างมีคุณภาพ มีดังนี้

ความเกี่ยวข้องของ Referring Domain

การจะใส Backlinks บนเว็บไซต์อื่นนั้น ต้องคำนึงถึงความเกี่ยวข้องของ Content และ URL ปลายทางของเราเป็นหลักด้วย

คุณภาพของ Referring Domains

Backlinks ที่ดี ควรอยู่บนเว็บไซต์ที่มี DR Score ที่ดีด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการบอกถึงคุณภาพของ Reference Site ซึ่งจะทำให้เราสามารถได้รับความเชื่อถือเพิ่มขึ้นไปอีก

การจัดประเภทของ Backlinks ที่เหมาะสม

ตัว Backlinks นั้นมีหลายประเภท เช่น Anchor Text, Image Link และ Full URL. เราควรที่จะมีการจัดสรรประเภทของ Backlinks ด้วยความเหมาะสม เช่น 60% ควรจะเป้น Anchor Text (แนะนำให้ใช้ Keyword หลักมาย้อมเป็น Clickable Text) 20% ควรจะเป็น Image Link และ อีก 20% ควรจะเป็น Full URL Backlinks เป็นต้น

7. ติดตาม Google Algorithm Update อย่างสม่ำเสมอ

หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดที่มีผลต่อการจัดอันดับผลการค้นหาบน Google นั้นก็คือ Google Algorithm. Google Algorithm คือกระบวนการสำคัญที่ใช้ในการประมวลผล หรือ พูดง่าย ๆ ว่าคือ AI ของ Google นั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น การนำ Page Speed มาใช้เป็นปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับ หรือ การดู User Experience ของหน้านั้น ๆ เป็นต้น

โดยปกติ Google จะมีการอัพเดท Algorithm อยู่เรื่อย ๆ ฉะนั้นจึงขอแนะนำให้ติดตาม Google ผ่าน platform ต่าง ๆ ตลอดเวลา เพื่อที่เราจะสามารถปรับหน้าเว็บให้ align ไปกับ Update ของ Google ได้ก่อนใคร โดยช่องทางหลัก ๆ มีดังนี้

Algoroo Dashboard ใช้ดูการอัพเดท Algorithm อย่างง่าย จุดเด่นคือ Visialization ที่ดูเรียบง่าย

Google SearchLiaison Twitter account – รวดเร็วทันใจ เหมาะสำหรับ SEO Specialist ที่ต้องการรับข่าวทันที

Google Blog Website – เหมาะสำหรับรายละเอียดเชิงลึก อธิบายการทำงานของ Search Algorithm เชิงลึก

8. Mobile Friendly หรือ Mobile Usability

Mobile Friendly คือการปรับหน้าเว็บไซต์ของเราให้รองรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่าง ๆ ทั้งสมาร์ทโฟน และแทปเล็ต เพื่อให้ users ได้รับ user experience ที่ดีเวลาที่มีการเข้าเว็บไซต์ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่.

เนื่องจากสัดส่วนจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนและแท็ปเลตเพิ่มขึ้นทุกปี Google จึงได้มีการเปลี่ยน Algorithm ให้ไปสนับสนุน Mobile Friendly มากขึ้น นั้นหมายความว่า ยิ่งเว็บไซต์โหลดไวบนมือถือมากเท่าใด โอกาสที่ Google จะให้คะแนนก็มากขึ้นตามนั่นเอง

หลายคนอาจสงสัยว่า เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเว็บไซต์ของเรามี Mobile Friendly ดีแค่ไหน นอกจากใช้ความรู้สึกแล้ว Google ได้ทำการสร้าง Tool ที่ใช้สำหรับการเช็ค Google Mobile Friendly Tester ขึ้นมา

9. การเข้าถึงเว็บไซต์ (Website Accessibility)

เว็บไซต์ที่ดีนอกจากมีการ optimize ที่ดีทั้ง on-page และ off-page แล้ว ควรจะมีการปรับเว็บเพื่อรองรับให้ Google Bots เข้ามาดูอีกด้วย การเตรียม Website Accessiblity ที่ดี ควรมีดังนี้

มีการทำ Sitemaps ทั้งบนเว็บไซต์ และ Sitemap.xml

Sitemap หรือ แผนผังเว็บไซต์ คือ โครงสร้างของเว็บไซต์ เป็นเหมือนกับสารบัญของเว็บที่มีการรวม link ต่าง ๆ ของเว็บไว้ในหน้าเดียว โดยจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ Search Engine เข้ามา Crawl ดูเพื่อรู้ว่าเว็บของเราประกอบด้วย content อะไรบ้างนั้นเอง

หลักๆ แล้ว Sitemap จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

Sitemap ในรูปแบบเว็บไซต์ – เน้นสำหรับ users
Sitemap ในรูปแบบของไฟล์ XML – เน้นสำหรับ Google Bots

10. SSL Certificate (การทำให้เว็บไซต์เป็น HTTPS)

SSL Certificate คือ มาตรฐานหรือใบรับรองความปลอดภัยทางอินเตอร์เน็ต มีเพื่อยืนยันความปลอดภัยระหว่างการส่งข้อมูลบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต สำหรับ Users ทั่วไปจะสามารถสังเกตุง่าย ๆ คือ URL ของเว็บไซต์จะขึ้นต้นด้วย https

เพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล – โดยข้อมูลจะผ่านการเข้ารหัสไว้จึงทำให้เหล่า Hacker ไม่สามารถอ่านข้อมูลได้
ทำให้เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือ – ในเชิง Users ที่คุ้นเคยกับการทำธุรกรรมออนไลน์จะคุ้นเคยและมีแนวโน้มที่จะคลิกเข้าเว็บที่มีสัญลักษณ์ SSL certificated มากกว่าเว็บที่ไม่มี
เพิ่มอันดับใน SEO Ranking – ปัจจุบัน Algorithm ของ Google เริ่มหันมาโฟกัส SSL Certificate บน Chrome มากขึ้น จึงทำให้ Google เลือกที่จะให้ Authority เว็บไซต์ที่มี SSL Certificate มากกว่า
และนี่คือ 10 องค์ประกอบหลัก ๆ ที่ทำให้เว็บไซต์ มีโอกาสที่จะทำให้มีโอกาสติดหน้าแรก ทั้งนี้ทั้งนั้นองค์ประกอบเหล่านี้อาจไม่สามารถการันตีได้ 100% ว่าจะทำให้ติดทันทีเมื่อ implement เสร็จ เนื่องจากว่าเราต้องดูความเข้มข้นของการแข่งขันบน Search Result ด้วย

ทำ SEO ยังไงให้ติดหน้าแรก?

หากท่านใดอยากรู้เพิ่มเกี่ยวกับ SEO ปรึกษา Blackcat รับทำ SEO ได้เลยครับ