หนังแนวกีฬา Moneyball

เรื่อง Moneyball หนังแนว กีฬา Sport

เรื่อง Moneyball

เรื่อง Moneyball หนังแนว กีฬา Sport วันนี้เราเลือกดูหนังเรื่องหนึ่งใน ดูหนังออนไลน์ฟรี ที่ สร้างมาจาก นิยาย

เรื่อง หนึ่ง เกี่ยวกับ ประวัติ ผู้จัดการทีมเบสบอล ที่นำ กลุ่มดาราหนัง โดย ดารา มากมาย ความสามารถ อย่าง

กางรด พิตต์ผู้ฝาก ผลงาน ไว้ มากไม่น้อยเลยที่เดียว และตลอดทั้งเรื่องมี รายละเอียด ที่น่าระทึกใจ จากผู้ที่

มอง กีฬา เบสบอลไม่ เป็น อย่างพวกเรา ก็เอาใจช่วย ให้ กลุ่ม ชนะ ทุก การแข่งขันชิงชัย และก็ รู้สึก อัศจรรย์

ใจ กับแนวทางการ บริหาร กลุ่ม ของ เขา

ที่หลายคน พูดถึง และ ถูกใจ แฟนคลับ หนัง แนว นี้ รวมถึงผู้ที่ ถูกใจ กีฬาเบสบอล โดย หนัง หัวข้อนี้ สร้างมา

จาก เรื่องจริง ของ ใบเสร็จรับเงิน ลี่ บีน โค้ชเบสบอล Oakland Athletics ใน ปี 2002 ซึ่ง กลุ่มกำลังพบกับ

วิกฤตหนัก นักกีฬาตัวหลัก ใน กลุ่ม ทยอย ออกมาจาก กลุ่ม ด้วย ผลงาน กลุ่ม ที่อยู่ รั้งท้าย การประลอง แต่ว่า

ด้วย ต้นสายปลายเหตุต่างๆ ที่ มีอย่างจำกัดกีทำให้เขาเลือก การแก่ไขปัญหา แบบ สุดโด่งที่ ผู้คนจำนวนมาก

จับตามอง

เปิดเรื่อง มาด้วย ทีม Oakland Athletics ที่มีผู้จัดการทีม อย่างใบเสร็จรับเงิน ลี่ 0 น สมัยก่อน นักกีฬาเบสบอล

ดาวรุ่ง ที่ ทิ้ง การศึกษาเพื่อ มา เป็น นักกีฬาเบสบอล ภายหลัง ทีม Athletics พ่ายแพ้ ให้แก่กลุ่ม New York

Yankees นักกีฬาตัวหลัก ใน กลุ่ม ก็ ทยอย ออกไปอยู่ กับ กลุ่ม ที่ มีเงิน ทุน มากยิ่งกว่า ใบเสร็จรับเงิน ลี่ จึง

ต้องหา แนวทางซื้อ นักกีฬคนใหม่ มา ลงกลุ่ม ด้วยจำนวนเงิน ที่ น้อยนิด ระหว่างที่ เขาเดินทางไปตกลงซื้อ

เพศผู้เล่น จาก กลุ่มอื่น เขา ก็ได้ พบ กับ ปีเตอร์แบรนด์ นักเศรษฐศาสตร์ ชายหนุ่ม จบ ใหม่ ที่ เป็น ที่ปรึกษา

ให้ กับ กลุ่มนั้น ใบเสร็จรับเงิน ลี่ ประหลาดใจ ที่ แบรนด์ สามารถ ทำให้ ผู้จัดการทีมฟุตบอล นั้น เชื่อ ให้สิ่งที่

เขา บอก การซื้อ ตัวผู้เล่น จึงไม่สำเร็จ แม้กระนั้น บิล ลี กลับ สนใจ แบรนด์ โดยแบรนด์ ปฏิบัติหน้าที่ สำหรับ

เพื่อการเสนอ แนวทางการ หา ผู้เล่นที่สมควรเข้าท่าเข้าทาง ม ซึ่ง เขามี แนวทาง ที่ ด่างจาก คนอื่น ต่อจากนั้น

แบรนด์ ก็ตกลงเข้ามาเป็น ผู้ช่วย ใน กลุ่ม Oakland Athletics ใบเสร็จรับเงิน ลี่ ตระเตรียม ผู้เล่น ใน กลุ่ม ใน

แทนที่จะ เลือก ซื้อผู้เล่น ที่ มี รูปร่างดี เลื่องลือ ร่างกาย ล่ำสัน แม้กระนั้นเขา กลับใช้วิธีดูจากสถิติแนวทางการ

ทำ คะแนน ผู้เล่น นั้นๆ แล้ว เลือก ผู้เล่นจากสิ่งที่ กลุ่มอยากได้ จาก ผู้คนเหล่านั้น จริงๆ จากที่ แบรนด์ เสนอ

โดย ผู้เล่น ที่เขาเลือกมา ด่างมี จุดเสีย อย่าง อายุ ที่มาก ท่าเล่น ที่ แปลก

ผู้เล่นที่มีปัญหาเกี่ยวกับขา ซึ่งแมวมองในทีมบิลลี่ต่างไม่เห็นด้วยเป็นส่วนมากจนลาออกไป แต่บิลลี่ก็ยังเดินหน้า

บริหารทีมแบบนี้ต่อไป จนถึงวันลงแข่งก็เกิดข้อพลาดขึ้นจนได้ ด้วยนิสัยของบิลลี่ที่จะไม่ไปดูการแข่งขันของทีม

เขาจะฟังการแข่งขันทางวิทยุ  ไม่ไปคลุกคลีกับคนในทีมเพราะจะทำให้ทำใจยากเมื่อต้องตัดใครออก ระหว่าง

การแข่งขันนั้นผู้ดูแลทีมดันไม่จัดผู้เล่นตามที่บิลลี่วางแผนไว้จนทำให้ทีมแพ้เหมือนเดิม บิลลี่จึงแก้ปัญหาด้วย

การตัดผู้เล่นที่เขาไม่ต้องการออกและล็อคในตำแหน่งที่วางไว้

หลังจากนั้นทีมก็เริ่มประสบความสำเร็จ กองเชียร์ทีม Oakland Athletics เริ่มกลับมา หลายคนจับตามองผู้เล่นที่

ไม่เคยมีคนสนใจจนตอนนี้กลับเป็นดาวเด่นและสามารถทำทีมชนะ 19 เกมติด จนในการแข่งขันครั้งต่อมาบิลลี่

ตัดสินใจไปดูทีมเล่น แต่อยู่ดี ๆ เกมก็พลิกจากที่ทีม Oakland Athletics นำลิ่ว ทีมคู่แข่งก็ตีตื้นขึ้นมา จนคะแนน

เสมอที่ 13:13 ผู้ดูแลทีมข้างสนามจึงตัดสินใจส่งแฮตทีเบิร์กลงไปตี แล้วชัยชนะก็กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ทีม

สามารถชนะได้ 20 ครั้งรวดก็ได้สร้างความฮือฮาทั้งวงการ บิลลี่ บีนถูกเชื้อเชิญให้ไปเป็นผู้จัดการให้ทีม Boston

Red Sox ด้วยค่าจ้าง 12.5 ล้านเหรียญต่อปี ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงที่สุดในวงการเบสบอล แต่บิลลี่ก็ปฏิเสธข้อ

เสนอ และเลือกเป็นผู้จัดการทีม Oakland Athletics ต่อไป

ความสำเร็จของบิลลี่ บีน ที่มีวิธีคิดที่สุดโต่งบวกกับหลักการเลือกผู้เล่นที่มีเหตุผลจากผู้ช่วยอย่าง แบรนด์ ทำให้

พวกเขาประสบความสำเร็จ จนอาจสร้างแรงบันดาลใจให้กันหลายคนที่ดูเรื่องนี้ที่กำลังเจอปัญหาใหญ่หลวงโดย

เฉพาะเรื่องเงิน การลงทุนต่าง ๆ ก็อาจนำวิธีจาก Moneyball เข้าไปปรับใช้ได้เช่นกัน หนังกีฬาแบบนี้ยังมีให้

เลือกสรรได้อีกมากมายใน หนังใหม่ออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทใดก็ตาม

การพยายามมีชีวิตรอด ของเด็กหนุ่ม กับเสือ Life of Pi 

Life of Pi

Life of Pi 

Life of Pi นั้นไม่ได้เพียงแต่เล่าเรื่องราว การพยายามมีชีวิตรอด ของเด็กหนุ่ม กับเสือ เพียงเท่านั้น มัน ยัง กล่าว

ถึง เรื่องราว ของ ชีวิต แล้วก็ความเชื่อถือด้วย ภาพ ที่ อลังการ ทั้งยัง ยัง ทิ้งท้าย ด้วย การนำ เสนอ ประเด็น ที่

แจ่มแจ้ง ไม่อ้อมค้อม แต่สื่อความหมาย ที่ ลึกซึ้งและ นุ่มนวล ที่ สะท้อน ในเรื่อง ของ ความเชื่อ ทาง ด้าน

ศาสนา และ พระเจ้า

ตั้งแต่แรก เราได้ เห็นภาพ ของ พาย หรือ พิส ชิน ชายหนุ่ม ประเทศอินเดีย ที่มีเรื่องมีราวราว มากมายก่ายกอง

ใน ชีวิต ของตนเอง ไม่ว่า จะเป็น ชื่อ ของ เขา ครอบครัว แล้วก็จุด แปลง สำคัญ ใน ชีวิต พายเป็นผู้ที่นับถือ

ศาสนา หากแม้ผู้เป็น บิดา จะ ชี้แจง อยู่ตลอด ในแง่ คิด ที่ ตรงกันข้าม แม้กระนั้น พาย เอง ก็เชื่อถือถึงสาม

ศาสนา กระนั้นเขา ก็เชื่อถืออย่าง มี ปริศนา รวมทั้ง ใฝ่รู้ ถึงแม้ว่า การ ปฏิบัติ นี้ จะ เป็น เหมือน ข้อครหาว่าที่

จริง แล้ว เขา ไม่ได้ เชื่อ อะไร ซัก อย่างเดียว ก็ตาม

ถัดมา พาย ก็ได้ รับ การทดสอบ ครั้ง ใหญ่ ใน ชีวิต เรือโดยสารที่ เขา เดินทาง กับ ครอบครัวเพื่อ ายที่อยู่ ฐาน

จาก ประเทศอินเดีย ไป ที่อื่น ได้ จมลง เขา เป็น มนุษย์ ผู้เดียว ที่ รอดตาย ใน เรือ ช่วย ไม่ นับ สัตว์ อื่นๆ ที่

รอดชีวิตมาด้วย ส่วนใดส่วนหนึ่ง ก่อน ตัวสุดท้าย ที่จะ อยู่ เหลือ รอด กับ เขาก็คือ เสือ เบงกอล ที่ มีชื่อ ว่า ริ

ชาร์ด พาร์กเกอร์

ริชาร์ด พาร์กเกอร์ เป็นเสือเบงกอลในสวนสัตว์ที่ครอบครัวของพายดูแลอยู่ พายเคยอยากที่จะผูกมิตรกับมัน แต่

ก็ได้รับคำสอนว่า สัตว์มีความนึกคิดที่แตกต่างจากเรา ไม่อาจจะเชื่อใจมันได้ และเพราะริชาร์ด พาร์กเกอร์นั้นเอง

ทำให้พายได้รู้จักด้านมืดของขีวิตและสัจธรรมโลกอย่างชัดเจน

Life of Pi ให้ความสำคัญในการเล่าเรื่องตั้งแต่แรกเริ่ม เรารู้จักชีวิตของพายจากปากคำของเขาเอง ตั้งแต่ที่มา

ของชื่อ เรื่องราวต่าง ๆ แม้มันจะดูเหมือนยืดยาวจนไม่น่าสนใจ แต่มันก็เป็นการปูพื้นในเรื่องราวของตัวละครที่

หนักแน่นและชัดเจน และเมื่อถึงสุดท้าย เราก็ได้รู้ว่าเรื่องราวเหล่านั้นไม่สามารถตัดทอนไปได้เลย มันทำให้เรา

เข้าใจในเรื่องราวอย่างกระชับได้ในช่วงที่สำคัญที่สุดของเรื่อง เหมือนกับว่าเรื่องราวมันย้อนเข้ามาในหัวของเรา

ได้อย่างง่ายดาย

เมื่อเนื้อเรื่องเดินเข้ามาถึงช่วงการเอาตัวรอดกลางทะเลก็ต้องเรียกได้ว่า มันปูเรื่องราวและนำเสนอได้อย่าง

สมจริง ทุกอย่างไม่ง่ายดาย การกระทำและแนวความคิดของตัวละครต่างก็เป็นขั้นเป็นตอน กล่าวได้ว่าด้วยราย

ละเอียดที่สมจริงทำให้เรื่องราวเดินไปได้อย่างน่าสนใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่ว่าใครก็คงจินตนาการไม่ออก

หรอกว่า การที่จะอยู่ร่วมกับเสือบนเรือกลางมหาสมุทรนี่มันจะเป็นอย่างไรกัน

ถึงกระนั้น Life of Pi ไม่ได้นำเสนอภาพในแง่มุมของความเป็นจริงอย่างสุดกู่ มันยังมีเรื่องราวของเหนือจริงแทรก

เข้ามาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้หลุดรูปแบบมากจนเกินไป ส่วนหนึ่งสิ่งที่เป็นการรวมทั้งเรื่องเล่าที่เหนือจริงกับภาพของ

ความเป็นจริงได้ก็คงจะเป็นการนำเสนอภาพที่สวยงามตระการตา ที่ทำให้ฉากพื้นมหาสมุทรนั้นเป็นเวทีที่สวยงาม

ที่สะท้อนออกมาได้ทั้งเรื่องราวและภาพศิลป์ที่สวยงาม

มหาสมุทรอันเวิ้งว้าง ผิวน้ำที่ไกลสุดลูกหูลูกตาก็เหมือนกับกระจกไปใหญ่ มันไม่ได้สะท้อนภาพของโลกใบนี้แต่

มันยังสะท้อนถึงชีวิต หากใช่แต่ชีวิตพายหรือริชาร์ด พาร์กเกอร์เพียงเท่านั้น แต่มันยังสะท้อนภาพของสิ่งมีชีวิต

อื่น ๆ ที่เวียนว่ายตายเกิดบนโลกนี้

บททดสอบครั้งใหญ่ที่พายนั้นต้องเผชิญ นอกจากการเอาตัวรอดแล้วยังมีเรื่องราวความศรัทธาของพระเจ้าและ

ศาสนาอีกด้วย อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้เล่าอย่างโจมตี ใส่ความ เพียงแต่ไถ่ถามอย่างสงสัยเพื่อหวังจะได้รับคำ

ตอบ แม้คำตอบที่ได้มานั้นจะไม่ได้มาให้เราได้เราเห็นชัด แต่ทุกคำตอบของคำถามค่อย ๆ เล่าผ่านเรื่องราวและ

เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เราต้องเผชิญ

ในช่วงท้ายของเรื่อง หนังได้เปิดเผยเนื้อหาที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อมุมมองของผู้ชม เหมือนกลายเป็นว่า เมื่อ

พายรอดชีวิตมาแล้ว เขาได้เล่าเรื่องให้ผู้ตรวจสอบชาวญี่ปุ่นฟัง เมื่อวิเคราะห์พิจารณาดูดี ๆ แล้ว เรื่องเล่าของ

พายมันเป็นเรื่องที่ยากเกินจะเชื่อ เป็นเรื่องเล่าที่เหมือนเป็นเรื่องแต่งที่ไม่น่าเชื่อถือ บุรุษอีกคนที่นั่งฟังเรื่องเล่า

อยู่เอ่ยปากถาม แล้วคุณทำอย่างไร พายตอบกลับด้วยสีหน้านิ่งเฉยว่า เขาเล่าเรื่องอีกเรื่องหนึ่งไป

อีกเรื่องหนึ่งนั้นสมจริงอย่างน่ากลัว เต็มไปด้วยความทนทุกข์ทรมานและปวดร้าว แม้เขาจะทำเหมือนกับว่า เรื่อง

เล่าที่เล่าใหม่เป็นเรื่องแต่งที่เพื่อให้ผู้ตรวจสอบเชื่อ แต่น้ำตาที่ไหลออกมาจากตามันก็เหมือนกับเป็นสัญญานที่

บอกว่าทุกอย่างนั้น เกิดขึ้นจริง

เมื่อเปรียบเรื่องราวทั้งสองที่เล่ามา บางอย่างก็กระจ่างชัดขึ้น เหล่าสัตว์ในเรื่องนั้นมีความหมายแทนบุคคลต่าง ๆ

รวมถึงเสือเบงกอลอย่างริชาร์ด ปาร์กเดอร์นั้นก็สามารถแทนที่ได้ด้วยตัวของพายเอง

มนุษย์ทุกคนล้วนมีสัญชาติญานดิบเถื่อนอยู่ในตัว ความโหดร้ายและการพยายามเอาตัวรอด สิ่งที่พายต้องต่อสู้

นั้นไม่ได้มีเพียงแค่ธรรมชาติและชะตากรรม แต่ยังรวมถึงตัวเขาอีกคนที่ในที่นี้แทนที่ด้วยริชาร์ด พาร์กเกอร์ สัตว์

ป่าผู้ที่ทำให้เขารู้จักด้านมืดของชีวิต กล่าวกันว่าสัตว์ป่านั้นไม่เคยเป็นมิตรกับเรา และจากที่เราเห็นในเรื่องก็เป็น

ความจริง แม้จนสุดท้ายแล้ว พาย กับ ริชาร์ด พาร์กเกอร์ ก็สามารถก้าวไปได้แค่ผู้พึ่งพาอาศัยกันเพียงเท่านั้น

เมื่อเรื่องราวจบลงแล้วริชาร์ด พาร์กเกอร์ก็เดินเข้าป่าไปโดยที่ไม่เหลียวหลังกลับ

บุรุษผู้ฟังถาม หากเช่นนั้นแล้วเรื่องไหนคือเรื่องจริง คำตอบนั้นก็คือคำถาม ทั้งสองเรื่องเราไม่รู้สาเหตุที่เรือจม

พายต้องทนทุกข์ทรมาน และรอดชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้ แล้วคุณชอบเรื่องไหน บุรุษผู้ฟังใช้เวลาไม่นานก่อนจะ

ตอบว่า ผมชอบเรื่องที่มีเสือมากกว่า มันน่าสนใจดี แล้วคำว่าขอบคุณก็ออกมาจากพาย

ทำไมดอกบัวต้องอยู่ในป่า ทำไมจักรวาลอยู่ในพระโอษฐ์ ทำไมพระเจ้าต้องส่งลูกชายผู้บริสุทธิ์มาไถ่บาปให้

เหล่ามนุษย์ แม้จะไม่มีใครรู้ว่าสรุปแล้วเรื่องของพายกับริชาร์ด พาร์กเกอร์เป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ใจความสำคัญ

ของมันนั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนไป นั่นทำให้เรื่องบางเรื่องไม่ได้สำคัญแค่ว่ามันน่าเชื่อถือแค่ไหน

ความนุ่มลึกของเรื่องราวที่ไม่ว่าจะดูเพื่อค้นหาความหมายหรือเพื่อความบันเทิงก็สามารถทำได้ทั้งนั้น ยิ่งประกอบ

กับความงดงามของงานภาพ เสน่ห์ของการเล่าเรื่อง ที่แม้จะนิ่งเงียบ แต่ก็เดินเรื่องได้อย่างเพลิดเพลิน ประกอบ

ทั้งงานภาพสามมิติที่ตื้นลึกช่วยให้ขับภาพงานให้สมบูรณ์มากขึ้นไปอีก

ดูหนังใหม่ออนไลน์ฟรี

หนัง The Wolf of Wall Street คนจะรวยช่วยไม่ได้

หนังเรื่องนี้มีการนำเสนอประเด็นลามก

หนังเรื่องนี้มีการนำเสนอประเด็นลามก

หนังเรื่องนี้มีการนำเสนอประเด็นลามก การใช้ยาเสพติดและการใช้คำพูดที่หยาบคาย พบกับ ไทยแฟรนไชส์ส

ปอย การสปอยหนังที่ไม่อยากให้คุณรอคอย! หนังเรื่อง The wolf of wall street นั้น เป็นหนังที่สร้างจากหนังสือ

อัตชีวประวัติตามชื่อหนังเลยก็คือ “The Wolf Of Wall Street ซึ่งเขียนโดย จอร์แดน เบลฟอร์ท หนังสือเล่มนี้มี

การตีพิมพ์ เมื่อปี 2007 จอร์แดน เบลฟอร์ท เป็นอดีตนายหน้าค้าหุ้นและก่อตั้งบริษัทโบรกเกอร์เถื่อนที่สามารถ

ทำเงินได้กว่าร้อยล้านดอลลาร์ด้วยกัน แต่เงินที่ได้มานั้นล้วนแล้วมาจากการฉ้อโกงและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปั่น

หุ้น โดยปัจจุบันเขาเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ แต่เรื่องราวในอดีตที่ผ่านมานั้น เขาได้สร้างวีรกรรมเจ็บแสบ

เอาไว้มากมาย จะมีอะไรบ้างนั้น เราลองไล่ดูกันเลย

เปิด ประเด็นนั้น จอร์แดนได้โฆษณา บริษัท ของตัวเองชื่อ สแตร์ตัน โอ็คมอนท์ ซึ่ง เป็น บริษัท นายหน้าซื้อ

ขายหลักทรัพย์สมบัติ โดยเขา ได้ อธิบาย ถึงความเป็นไป มา ใน ช่วงที่ เขา ได้เริ่ม ไปสู่ ถนนหนทาง วอลสตรีท

พร้อมทั้งฉาย ภาพ ไลฟ์สไตล์การใช้ ชีวิต อัน เหลวไหล ของเขา ไม่ว่า จะ ได้แก่การใช้สารเสพติดรวมถึงเล่น

แผลงท์ อาทิเช่น เล่น ยาบน เฮลิคอปเตอร์ทั้งยังเขา ยังคุยโว อีกด้วย ว่า เขา เล่น ยา จำนวน พอๆกับ ประชากร

ชาวนิวยอร์ก แล้วก็เขา ก็ กล่าว อีก ว่า เงิน เป็น สิ่งเสพติดที่เขารักมันเยอะที่สุด

เรื่องราวย้อนกลับไปเมื่อจอร์แดนอายุได้ 22 ปี เขาได้เริ่มงานเป็นนายหน้าค้าหุ้นและได้คุยกับนายใหญ่ที่มีน้ำ

เสียงดีและเรียบง่ายอย่าง มาร์ค ฮันน่า พร้อมกับหัวหน้าอีกคนที่มีบุคลิกแตกต่างไปจากมาร์คโดยสิ้นเชิงก็คือ ปี

เตอร์ เดบลาสิโอ โดยจอร์แดนได้ใช้เวลาวิเคราะห์และสังเกตว่า พนักงานแต่ละคนมีการคุยและทำงานกัน

อย่างไร ในช่วงที่จอร์แดนกินข้าวกลางวันกับมาร์คนั้น มาร์คได้ถ่ายทอดวิชาแห่งวอลสตรีทให้กับจอร์แดนหลาย

อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการชักชวนลูกค้าเข้ามาซื้อขายหุ้นไม่ว่าจะด้วยวิธีการไหนก็ตามเพื่อให้ลูกค้าซื้อหุ้น รวมไปถึง

วิธีการแปลก ๆ เช่น ทำการขัดจรวดวันละ 2 ครั้งเช้า-กลางวัน และต้องเสพโคเคนที่เขาเชื่อว่า จะทำให้นิ้วกด

โทรศัพท์เรียกลูกค้าเร็วขึ้น

6 เดือนต่อมา จอร์แดนเริ่มทำการศึกษาวอลสตรีทอย่างจริงจัง และเริ่มทำการสอบใบอนุญาตการเป็นโบรกเกอร์

โดยเขาได้เริ่มงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 1987 แต่โชคไม่ข้างเขาเมื่อตลาดหุ้นมีการปรับตัวดลงอ

ย่างหนัก หรือเรียกเหตุการณ์นั้นว่า Black Monday บริษัทนายหน้าที่จอร์แดนทำอยู่ประสบปัญหาอย่างหนักจน

ปิดตัวลง แน่นอนจอร์แดนต้องเตะฝุ่นกลับบ้าน เมื่อภรรยาจอร์แดนรู้เรื่องดังกล่าว เธอได้เสนอจำนำแหวน

แต่งงานในช่วงที่เขาหางานใหม่ในหนังสือพิมพ์ และแล้วเขาก็ไปสะดุดตากับงานใน ลอง ไอแลนด์ชื่อ ศูนย์การ

ลงทุน (Investor Center)

การใช้ยาเสพติดและการใช้คำพูดที่หยาบคาย

เมื่อจอร์แดนได้มาถึงศูนย์การลงทุน จอร์แดนพบว่ามันเป็นสถานที่ดูแล้วไม่มีความเป็นมืออาชีพเอาเสียเลย

จอร์แดนได้พบกับ ดเวน ซึ่งเป็นผู้ดูแลศูนย์การลงทุน ดเวนได้มอบหมายให้จอร์แดนเสนอขายหุ้นบริษัทแอโร

ไทน์ และเขาจะได้รับค่านายหน้าถึง 50 % จอร์แดนจึงเห็นโอกาสทองตรงนี้แล้ว เขาจึงใช้ทักษะทางวาทศิลป์ได้

โทรหาลูกค้าเพื่อเสนอขายหุ้น ด้วยทักษะการโน้มน้าวลูกค้าอย่างเหนือชั้น ทำให้ทุก ๆ คนในบริษัททั้งหมดต่าง

มองเขาด้วยความประหลาดใจ และสุดท้ายจอร์แดนก็หลอกขายหุ้นเน่าให้กับลูกค้าคนนั้นได้สำเร็จจนทำให้ทุก

คนในที่ทำงานถึงกับทึ่งในความสามารถของเขา ไม่กี่เดือนต่อมาจอร์แดนได้พบกับชายที่ชื่อดอนนี่ อาโซอฟฟ์

เขาได้กล่าวว่า เขาอยู่ตึกเดียวกับจอร์แดนและตอนนี้เขาทำงานขายเฟอร์นิเจอร์ให้กับเด็ก เขาถามจอร์แดนว่า

เขาได้เงินเท่าไร จอร์แดนกล่าวไปว่าก่อนหน้านี้ได้เงินมา 7 หมื่นกว่า ๆ แต่ดอนนี่ไม่เชื่อ ดอนนี่จึงขอหลักฐาน

ยืนยัน จอร์แดนเลยให้ดูหลักฐานดังกล่าว เพียงดอนนี่เห็นหลักฐานปั๊บ ดอนนี่รีบดิ่งโทรไปบอกเจ้านายของเขา

ทันทีเลยว่า ขอลาออก

ทั้งสองพบโรงรถเก่า ๆ พวกเขาวางแผนว่า จะตั้งกิจการกันที่นี่ จอร์แดนได้ระดมเพื่อน ๆ มาเข้าร่วมงาน ประกอบ

ด้วย ร็อบบี้ เฟรนเบิร์ด (ชื่อเล่น : พินเฮด”) , อัลเดน คัพเฟอร์เบิร์ก (ชื่อเล่น : ซี ออเตอร์) , เชตเตอร์ มิงค์ , นิกกี้

คอร์ฟออฟ (ชื่อเล่น : รู-กราด) และแบรด โดยเฉพาะแบรดนั้น ถือเป็นนักขายที่มีความสามารถสูง โดยจอร์แดนได้

ให้แบรดพิสูจน์ขายปากกาให้เขา แบรดก็บอกว่า ช่วยเขียนอะไรลงไปหน่อย จอร์แดนบอกว่า เขาไม่มีปากกา และ

แบรนดก็บอกว่า “ก็ซื้อปากกานี่ไปสิ” ซึ่งทำให้ทุก ๆ คนเริ่มเข้าใจในวิถีในการทำธุรกิจมากขึ้น

จากนั้นจอร์แดนได้ก่อตั้งบริษัทชื่อ บริษัทสแตร์ตัน โอ็คมอนท์ โดยเริ่มแรกจอร์แดนวางแผนที่จะเสนอขายหุ้น

ขนาดใหญ่อย่าง หุ้นดิสนี่ย์, หุ้น AT & T และหุ้นไอบีเอ็มเพื่อเป็นการดึงดูดลูกค้าก่อน แล้วจากนั้นเริ่มเสนอหุ้นเน่า

ให้กับลูกค้าหลังจากนั้น โดยทุก ๆ คนจะต้องประจำตำแหน่งบนโต๊ะ พูดตามที่จอร์แดนได้เขียนเอาไว้ โดย

จอร์แดนได้ทดสอบหลักปฏิบัติจริงโดยเสนอขายหุ้นโกดักส์ให้กับเหยื่อลูกค้าผู้โชคร้ายรายหนึ่งเพื่อให้เห็นเป็น

ตัวอย่าง

จากนั้นไม่นานบริษัทสแตร์ตันเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นบริษัทนายหน้าค้าหุ้นแถวหน้าและประสบความ

สำเร็จอย่างก้าวกระโดด บริษัทจึงได้จัดปาร์ตี้สุดเหวี่ยงและสุดพิเรนท์ไม่ว่าจะเป็นการให้ผู้ช่วยสาวคนหนึ่งโกน

หัวแลกกับเงิน $10,000 เพื่อไปเสริมหน้าอก รวมไปถึงจัดกลุ่มโสเภณีเข้ามาร่วมงานปาร์ตี้ของบริษัท

บริษัทสแตร์ตัน โอ็คมอนท์ประสบความสำเร็จสุดขีดเมื่อหนังสือพิมพ์ Forde ได้นำเรื่องราวของบริษัทมาเล่น จน

ทำให้เจ้าหน้าที่ FBI ที่มีความเที่ยงตรงสูงอย่างแพททริค เดนแฮม เริ่มติดตามพฤติกรรมของจอร์แดน โดย

Forde ได้ให้ฉายยาจอร์แดนว่า “โรบินฮู๊ดขี้โกง” และให้ฉายยาว่า “หมาป่าแห่งวอลสตรีท” เมื่อจอร์แดนเห็นตอน

แรกก็รู้สึกโกรธ แต่ภรรยาของเขาก็ปลอบใจว่า มันไม่ได้เป็นฉายยาที่เลวร้ายอะไร

จอร์แดนได้จัดปาร์ตี้สุดเหวี่ยงอีกครั้งที่บ้านพักตากอากาศ แล้วเขาได้รู้จักนาโอมิครั้งแรกจากเพื่อนสาวคนหนึ่ง

เขาได้แนะนำตัวเองพร้อมกับชักชวนไปเล่นสกี แล้วคืนหนึ่งจอร์แดนได้พานาโอมิกินข้าวเย็น ตอนแรกจอร์แดน

จะพาเธอขึ้นบ้าน แต่เธอกลับเชิญให้เขามาที่อพาร์ทเมนท์ของเธอเพื่อดื่มชา จอร์แดนรู้สึกสับสนหนักที่กำลังคิด

นอกใจภรรยา

ซึ่งขณะเดียวกันภรรยาส่งข้อความทางเพจเจอร์ของจอร์แดนเพื่อให้กลับบ้าน จากนั้นจอร์แดนเห็นนาโอมิแล้วจึง

ทนแรงยั่วยุไม่ไหว แล้วทั้งสองต่างก็แอบคบกันจนกระทั่งภรรยาของจอร์แดนจับได้ และจากนั้นจอร์แดนได้หย่า

ขาดกับภรรยาอีก 3 วันต่อมา จอร์แดนเริ่มหาแนวทางในการฟอกเงิน

เนื่องจากเขารู้ดีว่าเงินพวกนี้เป็นเงินผิดกฎหมาย เขาจึงทำการวางจ้างทนายความอย่างแมนนี่ ริสคิน เพื่อทำให้

เงินพวกนี้เป็นเงินสะอาด สิ่งที่จอร์แดนให้ความสำคัญตอนนี้ก็คือ เขาต้องการทำเงินให้ได้มากขึ้นกว่าเดิมที่เป็น

อยู่

จอร์แดนได้ขอนาโอมิแต่งงานและจัดงานแต่งแบบใหญ่โต แต่ก่อนที่จอร์แดนจะแต่งงานนั้น จอร์แดนได้จัดงาน

ปาร์ตี้สละโสดสุดเหวี่ยง ไม่ว่าจะจัดงานปาร์ตี้บนเครื่องบิน ซึ่งเต็มไปด้วยโสเภณีกับโคเคนเต็มเครื่อง จนกระทั่ง

ผ่านไป 18 เดือน ทั้งสองต่างมีลูกสาวให้กัน

จอร์แดนได้พบกับสตีฟ แมดเดนในวันประชุมหุ้น IPO โดยทางสตีฟได้เสนอผลิตภัณฑ์รองเท้ารุ่นล่าสุด จอร์แดน

อยากให้สตีฟร่วมธุรกิจกับเขา ซึ่งเขาก็ตอบตกลง แล้วจากนั้นจอร์แดนได้กล่าวบทพูดโดยใช้ความร่ำรวยเป็น

เครื่องมือปลุกใจในการให้พนักงานทำงานให้กับบริษัทของเขาเดินหน้าต่อไป

ต่อมาทางด้าน FBI ได้ส่งหมายศาลไปยังบริษัทเพื่อขอดูวิดีโองานแต่งของจอร์แดน จอร์แดนไม่ได้หวั่นไหวต่อ

เรื่องนี้ เขาได้ให้รายชื่อทุก ๆ คนที่เข้าร่วมงานแต่งให้กับเจ้าหน้าที่เดนแฮม ในขณะที่ทั้งสองพูดคุยกัน จอร์แดน

พยายามใช้วาทศิลป์โน้มน้าวทางเจ้าหน้าที่เดนแฮม โดยยกกรณีตัวอย่างของพนักงานรายหนึ่งที่ได้ใช้เงินผ่าตัด

รักษาแม่ของเขาหลังจากที่ได้ทำงานร่วมกับจอร์แดน แต่เดนแฮมอ่านเกมออกว่า จอร์แดนพยายามติดสินบนกับ

เขา จอร์แดนหัวเราะกลบเกลื่อนพร้อมกับไล่เจ้าหน้าที่ลงเรือไป พร้อมกับเขวี้ยงเงินประชดใส่เจ้าหน้าที่

จอร์แดนตัดสินใจเก็บเงินในบัญชีเอาไว้ในต่างประเทศโดยเดินทางไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์แต่ระหว่างขึ้น

เครื่อง จอร์แดนเสียสติจากการเสพยาเกินขนาด เมื่อเสร็จธุระจากสวิตเซอร์แลนด์แล้ว จอร์แดนได้เดินทางไปยัง

ประเทศอังกฤษเพื่อโน้มน้าวให้ป้าของนาโอมิเก็บเงินบางส่วนเอาไว้ แต่เนื่องจากเงินของจอร์แดนมีจำนวนมาก

เกินกว่าที่ป้าของนาโอมิจะรับไหว จอร์แดนตัดสินใจให้แบรดช่วย

โดยแบรดได้ใช้ภรรยาของเขาทำการลักลอบเงิน โดยร่วมมือกับครอบครัวของภรรยาของแบรดอีกที ในขณะที่แบ

รดกับดอนนี่กำลังทำงานกันอยู่นั้น ทั้งสองต่างมีปากเสียงจนเรื่องโป๊ะแตกขึ้นมาเมื่อแบรดได้สะดุดกระเป๋าที่บรรจุ

เงินอยู่ ทำให้แบรดโดนจับกุมไป หลายวันต่อมา จอร์แดนได้กลับมาที่บริษัทอีกครั้ง พร้อมกับประกาศว่า จะลง

จากตำแหน่งลงไป เขาได้ปลุกใจโบรกเกอร์พร้อมกับสั่งลา ซึ่งทำให้โบกรเกอร์หลายคนแสดงอาการเสียใจออก

มา แต่สุดท้ายเขาเปลี่ยนใจกลับมายืนอยู่ในตำแหน่งต่อ เสียงเชียร์ของโบรกเกอร์ดังสนั่นกลับมาอีกครั้ง

ดูหนังซับไทย

 

ภาพยนต์เรื่อง Up in The Air อิสระที่มาพร้อมกับความโดดเดี่ยว

Up in The Air เป็นเรื่องราวของไรอัน

Up in the Air' Review: Movie (2009) – The Hollywood Reporter

Up in The Air เป็นเรื่องราวของไรอัน (George Clooney) ชายหนุ่ม ใหญ่ ที่ ยัง โสด ขึ้นเครื่องบิน เดินทางไป

ทำงาน เป็นว่าเล่นพูดได้ว่า ดำเนินชีวิต บน อากาศ มากยิ่งกว่า พื้นดิน ซะ อีก หน้าที่ ของเขาเป็น การ ไล่ คน

จาก บริษัทจำนวนมาก ออก เปรียบเสมือน ตัวกลางระหว่าง บริษัท กับ ผู้รับจ้าง สำหรับ บริษัท ไหน ที่ ไม่กล้า ไล่

ผู้รับจ้างออก เอง ก็จะมา ใช้บริการบริษัท ที่ ไร อัน สั่งกัด และ ใน ตอน ที่เศรษฐกิจไม่ดี แบบนี้ บริษัท ก็จำเป็น

ต้อง ลดบุคลากร ไร อันกับ บริษัทของ เขา ก็เลย เดินทาง ทั่ว สหรัฐอเมริกา เพื่อ ไล่ คน ออกเป็นว่าเล่น

ในค่ำคืนหนึ่ง เขาได้เจอกับ อเล็กซ์ (Vera Farmiga) สาว ใหญ่ ที่เดินทางเนื่องจากว่า งาน เช่นเดียวกัน พวกเขา

คุย กันถูกคอ และก็จบลงด้วย One Night Stand ความเกี่ยวพัน ของ พวกเขา เปรียบได้เสมือนดั่งผู้ที่ ผ่าน มา

พบกัน ประทับใจ กัน ก็เลย นัดพบ กันครั้งต่อๆไปพบ กบิน ไป ใน พื้นที่ ที่ ใกล้เคียง กัน จะ บอกว่า พวกเขา

เปรียบได้กับที่พึ่งพิงกันและกัน ระหว่างการเดินทางดำเนินการก็ ว่าได้

กลับมาที่บริษัทของไรอัน อยู่มาวันหนึ่งก็มีพนักงานสาวคนใหม่ นามว่า นาตาลี (Anna Kendrick) เข้ามาร่วมทีม

นาตาลีได้เสนอตัวเลือกว่าแทนที่จะให้พนักงานบินไปไล่คนออก ทำไมไม่ทำผ่านวิดีโอคอลล์ จะได้ประหยัดค่า

ใช้จ่าย หัวหน้าของไรอันก็เริ่มสนใจ แต่ไรอันต่อต้านสุดๆ เพราะเขาไม่เชื่อว่าการเจรจาแบบไม่เจอหน้าจะเป็น

เรื่องดี เขาไม่เชื่อว่านาตาลีเข้าใจงานประเภทนี้ หัวหน้าจึงบอกให้ไรอันช่วยฝึกนาตาลีหน่อย ไรอันจึงพานาตาลี

สังเกตการณ์การทำงานของเขาในทริปครั้งต่อๆ ไป

นี่เป็นหนังแนวดราม่า-คอมเมดี้ที่ดูได้อย่างสนุกเพลิดเพลิน

จังหวะของหนังไม่เร็วไม่ช้าไป ระหว่างดูก็รู้สึกติดตามและอินไปกับตัวละคร แค่เห็นชื่อรัฐต่างๆ ที่ไรอันต้องบินไป

ก็รู้สึกเหนื่อยแทนแล้ว เพราะเดินทางบ่อยเหลือเกิ๊น บทสนทนาของตัวละครก็มีลูกเล่นแพรวพราว มีการตบมุกกัน

แบบเนียนๆ เหมือนบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้ตั้งใจทำมาให้ตลก แต่มันตลกในตัวของมันเอง พระเอก

อย่างไรอันก็มีพัฒนาการด้านจิตใจ ซึ่งเราจะได้เห็นความรู้สึกและมุมมองของเขาเปลี่ยนไปทีละนิดๆ

ความอิสระที่ซ่อนความเหงา

ตอนแรกที่เรารู้จักไรอัน เราจะเห็นได้ว่าเขาเป็นคนที่รักอิสระ ไม่ยึดติด ทำแต่งานอย่างเดียว เหมือนกับคำ

ปราศรัยของเขาที่เอ่ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่องที่ว่า ชีวิตคุณเปรียบเสมือนเป้ใบหนึ่ง หากคุณนำสิ่งของต่างๆ ในชีวิตมา

ใส่ เป้ก็หนักขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งหากคุณนำความสัมพันธ์ใดๆ เข้าไปใส่ มันก็ยิ่งถ่วงคุณขึ้นไปอีก ฉะนั้นทางเดียวที่จะ

ทำให้ชีวิตโปร่งโล่งสบาย ง่ายต่อการเคลื่อนไหวคือการไม่ผูกมัด ไม่ยึดติดกับอะไรทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ ไรอันจึงไม่

คิดจะแต่งงาน เพราะมองว่ามันเป็นภาระ อย่าว่าแต่เรื่องแต่งงานเลย แค่คนในครอบครัวไรอันยังไม่ค่อยได้ไปพบ

หน้าเลย วันๆ เขาอยู่แต่กับงานอย่างเดียว

จริงๆ มุมมองการใช้ชีวิตของไรอันก็สะท้อนออกมาจากบทสนทนาที่เขาพูดคุยกับนาตาลี เรื่องการเก็บแต้มไมลส์

ไรอันมองว่าการเก็บแต้มนั้นเปรียบเสมือนการอัปเลเวลให้ตัวเองเรื่อยๆ เขาภูมิใจที่ตัวเลขมันเพิ่มขึ้น โดยเป้า

หมายของเขาคือสิบล้านไมลส์ เลเวลที่เขาจะได้อัปสถานะสมาชิกและได้เจอกับกัปตันขับเครื่องบิน ก็คงพอจะ

บอกได้ว่าไรอันให้ความสำคัญกับการทำงาน และเงินก็คงเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้วัดความสำเร็จในชีวิต ในทางตรงกัน

ข้าม นาตาลีมองว่าหากเธอได้ไมลส์เยอะขนาดนั้น เธอคงไปที่สนามบิน ยืนดูป้ายไฟลท์บิน แล้วเลือกบินไป

ที่ไหนสักที่ นาตาลีเลือกที่จะแลกไมลส์เหล่านั้นเป็นประสบการณ์ในชีวิตจริงมากกว่า

แต่เมื่อไรอันได้พบกับอเล็กซ์ ดูเหมือนจิตใจที่แข็งกร้าวของเขาจะค่อยๆ อ่อนยวบลง ช่วงแรกๆ เขาก็ยังหลงใหล

เธอ เป็นความสัมพันธ์แบบโรแมนติกทั่วไปที่อยากเจอหน้า พูดคุย ใกล้ชิด แต่ไม่ได้อยากผูกมัด ทว่าพอนานๆ

เข้า เขาก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความเหงา เมื่อน้องสาวก็แต่งงาน เมื่อได้รวมญาติกับครอบครัว เมื่อได้ใกล้ชิดกับอเล็กซ์

เรื่อยๆ พอกลับมาที่คอนโดอันเงียบเหงาไรอันก็รู้สึกแล้วว่าชีวิตเขาช่างเปล่าเปลี่ยวเหลือเกิน ไรอันรู้แล้วว่าเขา

อยากมีความสัมพันธ์จริงๆ จังๆ ถึงขั้นว่าไม่สามารถพูดคำปราศรัยได้จนจบ เขารีบถ่อไปหาอเล็กซ์ เพียงเพื่อจะ

พบว่าอเล็กซ์มีครอบครัวอยู่แล้ว และเห็นไรอันเป็นเพียงที่พักพิงจากความจริงก็เท่านั้น

โอ้โห เจ็บมาก… ปรมาจารย์ด้านความอิสระเสรีเจอการโดนเทแบบนี้ซะเอง เราแอบรู้สึกว่าไรอันน่าจะเข็ดกับ

ความสัมพันธ์เชิงรักๆ ใคร่ๆ ไปอีกนาน คงแบนการแต่งงานไปแล้วเรียบร้อย แน่นอนว่าเมื่อคนที่เรารู้สึก

ว่า “ใช่” ไม่ได้มองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา ใครๆ ก็จุกกันทั้งนั้น ความจี๊ดคือบทแบบนี้ปกติจะสลับเพศกัน

ฝ่ายชายมักเป็นฝ่ายมีครอบครัว แต่เบื่อหน่ายชีวิตปกติจึงออกมาหาเศษหาเลยกับหญิงอื่น แต่เรื่องนี้คนที่โดน

กลับเป็นผู้ชายรุ่นใหญ่ซะเอง

สุดท้ายแล้ว ไรอันก็ตัดสินใจที่จะร่อนเดี่ยว โดยฉากสุดท้ายคือฉากที่ไรอันไปสนามบิน ยืนดูป้ายไฟลท์บินเหมือน

ที่นาตาลีบอกว่าอยากทำ แล้วเขาก็ตัดสินใจทิ้งกระเป๋าแล้วขึ้นเครื่องบินไป เราไม่รู้ว่าไปที่ไหน แต่รู้สึกได้ว่าเส้น

ทางข้างหน้าของเขาก็ยังโดดเดี่ยวเหมือนเดิมแม้ว่าเขาจะบรรลุเป้าหมายที่เขาวางไว้แล้วก็ตาม

เมสเสจนี้สะท้อนให้เห็นความจริงหลายอย่างอยู่นะ หลายๆ คนมุ่งมั่นตั้งใจทำงานหาเงิน แต่กลับหลงลืมที่จะให้

ความสำคัญกับคนรอบกาย สุดท้ายแล้วแม้จะประสบความสำเร็จแต่ก็ต้องโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่มีความสุขแบบ

เต็มที่ ก็เหมือนที่ประโยคหนึ่งของไรอันที่บอกไว้ตอนท้ายๆ ว่า “ช่วงเวลาที่ประทับใจที่สุด ที่จำได้ดีสุด มีช่วง

ไหนไหมที่เราอยู่ตัวคนเดียว?”

การเดินทางที่ขาดสีสัน ก็ยังดีกว่าการไม่ได้เดินทาง?

ตลอดทั้งเรื่องเราจะเห็นไรอันบินไปนู่นไปนี่ ไปรัฐนู้นรัฐนี้ แต่เราแทบไม่เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์

ของแต่ละที่เลย… สิ่งที่เจอมีเพียงตึกรามบ้านช่องที่น่าเบื่อ ออฟฟิศบริษัทต่างๆ ที่ไรอันต้องไปเยี่ยม และห้อง

เล็กๆ ในโรงแรมเท่านั้น จึงจะบอกว่าชีวิตการทำงานของไรอันนั้นน่าอิจฉาที่ได้ไปเที่ยวแต่ละที่ ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว

เพราะเราแทบไม่เห็นเขาไปเที่ยวเลย ก็แน่ละนะ เขาไปทำงานนี่นา

แต่อย่างน้อย ไรอันก็โชคดีกว่าจูลี่ (Melanie Lynskey) และจิม (Danny McBride) ที่อย่างน้อยเขาก็ได้ไปเยือน

ในที่ต่างๆ แม้ว่าจะเป็นแค่เพราะงาน เพราะจูลี่และจิม น้องสาวและน้องเขยของเขา ไม่มีเงินมากพอที่จะไปฮันนี

มูนได้ จึงต้องรบกวนไรอันและเพื่อนๆ ให้ช่วยนำรูปภาพของพวกเขาไปถ่ายคู่กับทิวทัศน์เมืองต่างๆ ให้แทน

หน่อย ฟังดูเป็นไอเดียที่ขบขัน แต่พอนึกถึงความจริงที่ว่าพวกเขาไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนสถานที่ต่างๆ ด้วย

ตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้า

แต่ถึงอย่างนั้น หากดูในแง่ของความสุของค์รวมแล้ว เรากลับรู้สึกว่าจูลี่และจิมมีความสุขมากกว่าไรอันเยอะ นั่น

อาจเพราะพวกเขามีกันและกัน แม้ว่าจะขัดสนเรื่องเงิน แต่พวกเขาก็พร้อมจะอยู่เคียงข้างกัน พวกเขาดูมีความสุข

กับการเที่ยวปลอมๆ มากกว่าที่ไรอันมีความสุขกับการได้เดินทางจริงเสียอีก

การมาเยือนของเทคโนโลยี

ในเรื่องเราจะได้เห็นการเริ่มประยุกต์ใช้วิดีโอคอลล์แทนการไปพบปะหน้า ซึ่งเอาจริงๆ กว่าจะได้ติดตั้งก็ท้ายเรื่อง

แล้ว หนึ่งในผู้ที่ไม่เห็นด้วยตอนต้นๆ ก็คือไรอัน โดยเขาอ้างว่าการเจรจานั้นทำได้ไม่ดีหากไม่เจอกันซึ่งๆ หน้า อัน

ที่จริงไรอันก็แค่ไม่อยากอยู่กับที่เฉยๆ เขาอยากเดินทางไปเรื่อยๆ เพื่อบรรเทาความโดดเดี่ยวของตัวเองต่างหาก

ไรอันนั้นอาจจะเปรียบเสมือนคนรุ่นก่อนที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี เพราะมันกำลังจะทำให้วิถีชีวิต

ของเขาเปลี่ยนไป ซึ่งสุดท้ายแล้วการจะอยู่รอดในสังคมการทำงาน ก็คือต้องปรับตัวไปพร้อมๆ กับมันนั่นเอง ใน

ขณะที่นาตาลีนั้นก็เป็นตัวแทนของเด็กรุ่นใหม่ที่มองว่าอะไรที่ใช้เทคโนโลยีช่วยประหยัดงบได้ก็ควรทำ โดยที่ตัว

เธอเองก็ยังไม่เข้าใจศิลปะของงานชนิดนี้อย่างถ่องแท้เสียทีเดียว

คุณก็แค่คนคนหนึ่งที่ไม่มีคุณค่าต่อเราแล้ว…?

ความกระอักกระอ่วนจุดหนึ่งของหนังคือการที่เราได้เห็นปฏิกิริยาของคนมากมายที่ถูกไล่ออก บ้างก็เสียใจ บ้างก็

โวยวาย บ้างก็รับฟังอย่างเข้าใจ (ส่วนน้อย) แต่โดยรวมแล้วการไล่ออกก็คือข่าวร้ายของทุกคนในยามเศรษฐกิจ

ย่ำแย่แบบนี้ งานของไรอันตอนแรกฟังดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ แล้วไม่ง่ายเลย เพราะต้องใช้ทักษะการเจรจาระดับ

สูง ต้องแสดงความเข้าอกเข้าใจ ขณะเดียวกันก็ต้องเด็ดขาดด้วย

สิ่งหนึ่งที่หนังแสดงให้เห็นซ้ำๆ ก็คือ การที่คนถูกไล่ออกแต่ละคนนั้นดูเหมือนๆ กันหมด ครั้นเมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่ง

ฆ่าตัวตายเพราะโดนนาตาลีไล่ออก ไรอันเองยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคนไหน โดยเขาอ้างว่า ทุกๆ คนก็เหมือนกัน

หมด ไม่มีใครโดดเด่นออกมา ฟังดูแล้วก็เจ็บจี๊ดดีเหมือนกัน ในระบบทุนนิยมที่พนักงานเป็นเพียงฟันเฟืองขับ

เคลื่อนองค์กร เมื่อองค์กรต้องลดค่าใช้จ่ายเพื่อเอาตัวรอด สิ่งแรกที่มันกำจัดก็คือคนที่มันมองว่า “หมด

คุณค่า” แล้ว หรือไม่ก็ไม่คุ้มค่าพอที่จะรักษาไว้ต่อไป มันไม่ได้มองว่าใครเป็นใคร แต่มองว่าคนนี้คุ้มที่จะให้อยู่ต่อ

ไหม นี่คือความจริงอันยากที่จะรับได้ เพราะฉะนั้นไรอันจึงต้องปั้นคำพูดสวยหรูเพื่อให้คนเหล่านั้นมองการถูกไล่

ออกในมุมกลับออกไป เช่น นี่คือโอกาสที่คุณจะได้ทำตามความฝันนะ หรือไม่ก็ เรากำลังจะมาคุยกันเรื่องทาง

เลือกอื่นๆ ของคุณ ก็ว่ากันไป

โดยรวมแล้ว Up in The Air เปรียบเสมือนคนเหงาที่พยายามทำตัวให้ยุ่งตลอดเวลา

ในขณะที่ตัวเอกอย่างไรอันต้องทำงานงกๆ ไปนู่นมานี่ ดูเหมือนจะไม่มีเวลาให้คิดเรื่องอะไร แต่ความโดดเดี่ยวก็

ค่อยๆ ฉายชัดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และทำให้เราในฐานะคนดูรู้สึกว่า แม้ว่าการโดดเดี่ยวบ้างจะเป็นเรื่องดี แต่การมี

ความสัมพันธ์ดีๆ กับคนรอบข้างนั้นก็มีค่าเช่นกัน ช่วงเวลาดีๆ มักเกิดขึ้นเมื่อเราได้อยู่ด้วยกันกับคนที่เรารัก ฉะนั้น

อย่าผลักไสใครก็ตามในชีวิตออกไปด้วยเหตุผลเพียงเพราะต้องการทำให้เป้ชีวิตของตัวเองเบาลงเลย

เพราะเป้ที่ดีที่สุด ไม่ใช่เป้ที่ว่างเปล่า แต่คือเป้ที่มีของจำเป็นต่อชีวิตเราต่างหา ดูหนังใหม่ออนไลน์

เรื่อง 6 Underground ความละเมอเพ้อพกของเศรษฐี

6 Underground  ผลงานแอ็คชั่นมันส์หยด สดจาก Michael Bay

6 Underground 

6 Underground  ผลงานแอ็คชั่นมันส์หยด สดจาก Michael Bay คนชอบดูหนัง แอ็คชั่น หลายๆคน คง ชอบใจ

และ คุ้นเคย กับ ความมันส์ระดับ ฮอลลีวู้ด จากฝีมือ การควบคุมของ Michael Bay ผู้ที่ สร้างความระห่ำ แบบ

ระเบิดเทือกเขาเผา กระท่อม ในหนัง เรื่องดัง หลากหลายเรื่องเป็นต้นว่า Bad Boy 1-2, Transformers

Series, 13 Hours: TheSecret Soldiers of Benghazi แล้วก็ครั่งนี้ชาว Netflix จะได้มันสะใจ แบบ พิเศษ สุดๆ

กับ ผลงาน ปัจจุบัน ของเขา กับ 6 Undergroundหรือ ชื่อ ไทย ว่า “6 ลับ ดับ ชั่วร้าย”

เรื่องย่อ

มหาเศรษฐี หนุ่ม ผู้ทน กับความอยุติธรรม ที่เกิด ขึ้น บน โลก นี้ ไม่ไหวกับ สิ่ง ที่ กฎหมาย ไม่อาจจะจัดแจง

อะไร กับเหล่า คนชั่วได้ เขา จึง จำต้องรวบรวม เหล่า ผู้ มีฝีมือ อีกทั้ง 5 โดย จะต้องละทิ้งตัวตน ทั้งชื่อนามสกุล

พื้นเพ หรือ แม้กระทั้ง ประวัติความเป็นมา ของตนเอง รวมทั้งมีแค่เพียง หมายเลข เป็น เหมือน ชื่อ เรียก แค่นั้น

สำหรับในการ ปฏิบัติภารกิจ จัดแจง เหล่า คนชั่ว ผู้ อยู่ เหนือ กฎหมาย และ นำ อิสรภาพ ความสงบสุข กลับ สู่

ประชาชน ให้ได้

พลอตเรื่องสุด เบ สิ คอุ ดม ไป ด้วย ความ แอ็คชั่น ที่ เกิน ร้อยใน เรื่อง ของ รายละเอียด มันก็คือ พล็อต หนัง ใน

แบบ ที่ หนัง แอ็คชั่นสไตล์เหล่า กลุ่ม กระทำการ พิเศษ ปราบ คนชั่ว ทั่วไป ที่ พวกเรา เคยชินกันดี ใน หลายๆ

เรื่องร่วมกัน ด้วยฉากหลังเกี่ยวกับ ประเทศ ที่ ถูก กดขี่ใน ระบอบเผด็จการจากนายพลสุด เหี้ยมโหด ซึ่งบางทีก็

อาจจะชอบใจ ผู้ชม ผู้คนจำนวนมาก จนถึง แอบ คิด ไป ว่า คนเขียนบท เค้าไปอ่าน หรือ ติดตาม เหตุ บ้าน

การบ้านการเมือง ในประเทศ แห่งหนึ่ง แถบทวีปเอเชีย หรือไม่? ทำให้ตัวหนัง มัน ค่อนจะ กับสถานการณ์ ร่วม

สมัย

และ ด้วย การสอด แทรก มุก ตลก ล้อเลียน หนัง และ เพลง สุด จะกวน ทีนที่ทำให้ตัวหนัง นั้น มีความตลกขบขัน

แทรก ทำให้ไม่มีเบื่อเกินไป และก็สิ่ง ที่ถูกใจ อย่างหนึ่งเป็น การออก แบบ ฉาก บู๊ที่ จัดเต็ม โดยไม่หวง

ทรัพยากร ทั้งระเบิด ลูกกระสุน ที่ ปลิด ปลิว ไปมา อย่างจัดเต็ม ไม่มีกั๊ก ฉากไล่ล่าที่โคตรหนำใจ ทุกฉากทุกตอน

ที่ Michael Bayประเคนให้แบบ สุด ลิ่ม มแทงประดู กัน เลยที่เดียว บวก กับ เพลงประกอบ ที่ สรรหา ทำ ออกมา

ให้เข้ากับ ฉาก แอ็คชั่น ทำให้ ดู เพลิดเพลินมากมายๆ

นอกจาก ผู้กำกับ จะเป็น ถึงขั้น ปรม จารย์ ด้าน แอ็คชั่น ระดับ พระ กาฬแล้ว ผู้แสดง ก็จำต้องเจ๋งและ กวน พอ

สมควร การหยิบ เอา RyanReynolds มาเล่น นับว่าเหมาะสมกัน อยู่ ด้วยหน้าที่ ที่ นึกออกดี จากDeadpool อีก

ทั้ง 2 ภาค ก็ค้ำประกัน ความเก๋า รวมทั้ง ฮา ได้ อย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งยังยังสมทบด้วยผู้แสดงอื่นๆ อย่าง Ben

Hardy ที่คิดออก ในฐานะคนดีกลองวง Queen จาก Bohemian Rhapsodyกับ หน้าที่มิจฉาชีพ ลอยฟ้า ผู้มี

ความรู้ความเข้าใจ สำหรับการวิ่งเหินแบบ Free Running ก็เล่นออกมาได้เท่และเจ๋งมากๆแถม ยังมีDave

Franco ที่มา ใน บท ของ Six นัก ขับ ตีนผี ที่ เปิดตัว ออกมาก้าวหน้ามากมายๆ อีกด้วย

ต่อให้แอ็คชั่น มันส์ หยุด โลก ขนาดไหน แต่ จุดเว้าแหว่ง และโหว่ ของเรื่องมี ให้มองเห็น แทบจะทุกจุดถ้าเกิด

ตัด ความ แอ็คชั่น สะใจ สนุก ทะลุ หน้าจอ หนัง หัวข้อนี้ มี จุดที่ตำหนิ ค่อนข้างจะมากพอควร เริ่ม จากการลำดับ

ภาพ ที่ สะเปะสะปะมอง ไม่ ค่อย เข้าใจ มากแค่ไหน มุม กล้องถ่ายรูป ที่ โฉบ เฉี่ยวตลอดทำให้เก็บเนื้อหาได้ไม่

ค่อย แจ่มกระจ่าง นัก การ ปู บท ของ นักแสดงทั้งยัง 6 ตัว ที่ ขาดๆ เกินๆ มิติ สำหรับเพื่อการ เล่า ของ ผู้แสดง

บาง ตัวที่ ยัง มองขัดใจ อยู่ ทำให้ ตัวหนัง มัน เลย ไม่ เด่นชัด ใน เรื่องของเนื้อหาเท่าที่ควร

สรุป

Michael Bay ก็คือ Michael Bay ไม่ว่าจะทำเรื่องไหน มา ความ แอ็คชั่น วาย ป่วง พินาศ พังทลาย ยังคง สะใจ

อยู่ เช่น เดิม และ นับ เป็น อีกหนึ่ง บทพิสูจน์ ที่ ให้เห็น แล้ว ว่า แพ ลท ฟอร์ม สตรี มมิ่ง หนัง แจ๋วๆอย่าง Netfix

ก็สามารถ สร้างภาพยนตร์ มันส์ๆ ระดับ บล็อก บัสเตอรได้ ซึ่ง Michael Bay ทำให้เห็นเป็นหลักฐานอย่างแจ่ม

แจ้ง แถมมีบรรยายไทย ให้ได้ มองสำหรับ ผู้ที่ ไม่ต้องการที่จะอยาก อ่าน ดูดซับให้ด้วย ซึ่งออกมา เจริญ มา

กมายๆ ถ้าเกิด ไม่สนใจ เนื้อหา รวมทั้งต้องการมอง แอ็คชั่น แบบ เน้นย้ำๆ เนื้อๆ 6 Underground คือหนังแอ็

คชั่น เกรดเอ ที่ ควรจะถือ มาดู ใน วันที่ สมอง โล่ง เป็น ที่สุด ครับ

หนัง hd

อีกหนึ่งภาพยนตร์อนิเมชั่นจากสตูดิโอจิบลิเจ้าเก่า

อีกหนึ่งภาพยนตร์อนิเมชั่นจากสตูดิโอจิบลิเจ้าเก่า

อีกหนึ่งภาพยนตร์อนิเมชั่นจากสตูดิโอจิบลิเจ้าเก่า ที่ บรรลุผลสำเร็จมา แล้วทั้งโลก ตั้งแต่ ปี 2004 โดย การก

ลับ มารับหน้าที่ดูแล อีกรอบ ของ ฮะ ยะโอะ มิ ยะ ซะ กิ ภายหลังเกษียณอายุงาน ตนเอง ออก ไป แต่ว่า ต้อง

กลับมา กระทำการ ควบคุม แทน การลาออก อย่างกระทันหุ้นของ มา โม รุ โฮโซดะ ผู้กำกับดิ จิ มอน ซะงั้นโดย

สำหรับ อนิเมชั่น เรื่องนี้ เป็นการปรับปรุงแก้ไขด้ดแปลงมาจาก เค้าเรื่อง ของ หนังสือ ชื่อ เดียวกัน ของ ไดอาน่า

ไวนน์ โจนส์ ซึ่งได้รังสรรค์ ออกมา อย่างงดงาม แล้วก็เต็มเปียม ไป ด้วยจินตนาการ ที่ประสมประสาน ไป กับ

เรื่องราว ความรัก ท่ามกลางไฟ การสู้รบ ที่ คงจะทำให้ทุกคน ติดอกติดใจ ได้ไม่ยาก การัน ตรี ด้วย การ ได้รับ

เสนอชื่อให้เข้า ชิง รางวัล ออสการ์ สาขา ภาพยนตร์ แอนิเมชัน เยี่ยมที่สุด ในงานประกาศ ผลรางวัล ออสการ์ ครั้ง ที่ 78 ในปี 2005 เลยนะ

เรื่องย่อ

เรื่องราว ใน สมัย ที่ บ้านเรือนกำลังตกอยู่ ภายใต้ไฟสงคราม จากกองทัพ “โซฟี” หญิงสาว วัย 18 ปี ซึ่งรับ

หน้าที่ สำหรับเพื่อการ สืบต่อ กิจการค้า ร้านค้าหมวก จาก พ่อ ได้รับ การเกื้อกูล จาก บิดา มด นามว่า “ฮาวล์”

กลางทาง ที่คุณไปพบน้องสาว รวมทั้ง ถูกทหาร ล่วงเกินจนกระทั่งเป็น จุดกำเนิดทำให้ คุณจะต้องเข้าไป

เกี่ยว กับ ความขัดแย้งระหว่าง ฮาวล์ แล้วก็แม่มด แห่ง ทุ่งร้าง

เมื่อคืนนี้ หนึ่ง แม่มด ร้าง เผยตัว ขึ้น พร้อมกับ สาป ให้ โซฟี เปลี่ยนเป็นหญิงสูงวัย วัย 90 ปี น่ามาซึ่งการทำให้

โซ จะต้อง แอบหนี ออกมาจาก บ้าน ของตนเอง แล้วก็เดินทางเพื่อ หาทาง แก้ คำสาป

ระหว่างนั้นเอง… เธอได้ช่วยเหลือหุ่นไล่กาปริศนาตัวหนึ่ง ซึ่งได้ตอบแทนเธอโดยการนำเธอเข้าไปพักใน

ปราสาทฮาวล์ ซึ่งภายในปราสาทเคลื่อนที่ได้นี้ เธอก็ได้พบกับ “มาร์เคิล” เด็กชายผู้ช่วยของฮาวล์และ “แคลซิ

เฟอร์” ปีศาจไฟผู้ทำสัญญาบางอย่างกับฮาวล์ และเป็นพลังในการขับเคลื่อนปราสาทแห่งนี้ให้มีชีวิต

แคลซิเฟอร์ยื่นข้อเสนอบางอย่างแก่โซฟี เพื่อบอกวิธีแก้คำสาปให้กับเธอ โดยจะต้องแลกกับการที่เธอจะต้อง

ช่วยปลดปล่อยเขาจากฮาวล์ แต่โซฟีก็รู้ทันและปฏิเสธ อย่างไรก็ตามในที่สุดโซฟีก็เข้ามาอาศัยในปราสาทได้ใน

ฐานะของแม่บ้านประจำปราสาทที่แสนรกแห่งนี้ในที่สุด

แต่แล้ววันหนึ่งคำเชิญจาก “มาดามซัลลิมาน” แม่มดประจำสำนักราชวังและเป็นอาจารย์ของฮาวล์ก็ถูกส่งเข้ามา

ถึงปราสาท เพื่อให้เขาเข้าร่วมรับใช้ชาติ โดยการใช้พลังอำนาจที่มีสนับสนุนกองทัพ โซฟีจึงต้องรับหน้าที่เป็นแม่

ของฮาวล์เพื่อปฏิเสธแทน แต่สุดท้ายก็ถูกจับได้ และนำมาสู่การไล่ล่าที่ทำให้ได้สมาชิกใหม่ในปราสาทเพิ่มมา

อีก 2 ชีวิต คือ “แม่มดแห่งทุ่งร้าง” ที่สิ้นฤทธิ์เดช และ “ฮีน” หมาแก่สายลับของมาดามซัลลิมานในพระราชวัง

ฮาวล์กลายร่างเป็นนกเพื่อใช้พลังปกป้องโซฟีและปราสาท ทั้งที่การทำเช่นนั้นจะทำให้เขากลับมาร่างเดิมได้

ยากขึ้น ดังนั้น ด้วยความเป็นห่วง… โซฟีจึงตัดสินใจกระทำการบางอย่างลงไป แต่ดูเหมือนจะยิ่งทำให้

สถานการณ์แย่ขึ้น อีกทั้งยังอาจทำให้เธอและฮาวล์อาจต้องจากกันตลอดกาล

เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป จุดจบของสงครามและความผูกพันครั้งนี้จะเป็นแบบไหน สุดท้าย…โซฟีจะแก้คำ

สาปได้มั้ย? ติดตามกันได้ใน “ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์ (Howl’s Moving Castle)” อนิเมชั่นจากสตูดิโอจิบลิ

ที่ประสบความสำเร็จเรื่องนี้!!!

ตัวละคร

ฮาวล์ (Howl) ให้เสียงโดย Takuya Kimura

พ่อมดหนุ่มเจ้เสน่ห์ที่ถูกเข้าใจผิดว่าทำฉีกหัวใจสาวๆ ทั้งที่ความจริงแล้วเขาเองคือผู้ถูกปฏิเสธ ฮาวล์เป็นพ่อมดที่

มีอำนาจพิเศษก่ายกองและสามารถแปลงร่างเป็นอะไรก็ได้ แต่ทุกครั้งที่เขาทำเช่นนั้นก็จะยิ่งทำให้ตัวเองกลับสู่

ร่างมนุษย์ยากขึ้นด้วย เขาอาศัยอยู่กับมาร์เคิล ภายในปราสาทที่ขับเคลื่อนพลังจากปีศาจไฟแคลซิเฟอร์

โซฟี (Sophie) ให้เสียงโดย Chieko Baishō

หญิงสาวอายุ 18 ปี มีอาชีพทำหมวกขายสานต่อกิจการของพ่อ ก่อนที่จะถูกคำสาปจากแม่มดแห่งทุ่งร้าง จนมีรูป

ลักษณ์เช่นคนแก่วัย 90 ปี เป็นสาวที่มีความกล้าหาญและถนัดงานบ้านสุดๆ

มาร์เคิล (Markl) ให้เสียงโดย Ryūnosuke Kamiki

เด็กชายผู้ช่วยของฮาวล์ รับหน้าที่พรางตาเป็นชายชราตัวแทนของฮาวล์ ทัง้จากในนามของ “เจนสกิ้น” และ

“เพนดราก้อน” ซึ่งก็ต่างเป็นนามแฝงสมมุติของฮาวล์ทั้งสิ้น

ปีศาจไฟแคลซิเฟอร์ (Calcifer) ให้เสียงโดย Tatsuya Gashūin

ปีศาจไฟที่ผูกสัญญาบางอย่างกับฮาวล์ เขาคือพลังขับเคลื่อนของปราสาทฮาวล์

แม่มดแห่งทุ่งร้าง (Witch of the Waste) ให้เสียงโดย Akihiro Miwa

แม่มดผู้ชั่วร้าย ในอดีตเคยเป็นแม่มดที่ดีมาก ก่อนที่จะทำสัญญากับปีศาจจนค่อยๆ ถูกกลืนกินทั้งร่างกายและ

จิตใจ อีกทั้งยังเคยคบหากับฮาวล์ก่อนที่เขาจะตีจาก เพราะกลัวเธอ

มาดามซัลลิมาน (Madame Suliman) ให้เสียงโดย Haruko Katō

แม่มดประจำราชสำนัก และเป็นอาจารย์ของฮาวล์

หุ่นไล่กา (หัวผักกาด) ให้เสียงโดย Yō Ōizumi

เจ้าชายจัสติน (Prince Justin) แห่งประเทศข้างเคียง ซึ่งต้องคำสาปจนต้องมาอยู่ในสภาพหุ่นไล่กา ก่อนที่โซฟี

จะมาพบและช่วยเขาให้รอดชีวิตและกลับสู่ร่างเดิมอีกครั้งด้วยจุมพิตจากเธอ

ยอมรับเลยว่าแอดมินรู้จักเรื่องนี้ครั้งแรกจากนิตยสาร TV Magazine ตอนสมัยประถม แต่ด้วยยุคนั้นคอมพิวเตอร์

ยังไม่แพร่หลายขนาดนี้เลยอดตามระเบียบ แต่แล้ววันหนึ่งจู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เลยเสิร์จหาในกูเกิ้ลแล้วดัน

เจอซะด้วย ไม่คิดว่าตัวเองจะจำชื่อพระเอกอย่างฮาวล์ได้ ซึ่งอาจจะเป็เพราะแรงรักล่ะมั้ง (ฮา)

อยากที่กล่าวไปข้างต้นคือฉบับอนิเมะกับตัวนิยายค่อนข้างแตกต่างกันมาก เพราะตัวอนิเมะจะสื่อถึงความรักของ

โซฟีและฮาวล์เป็นสำคัญ รองลงมาคือฉากสงครามระหว่างสองเมือง เล่นเอาแอดมินแอบมึนอยู่ไม่นานหลังอ่าน

ฉบับนิยายจบ เพราะการดำเนินเรื่องแตกต่างกว่าอนิเมะมาก โดยเฉพาะนิสัยของตัวละครเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะ

โซฟี ฮาวล์ ไมเคิล หรือแคลซิเฟอร์

แต่อนิเมะก็ทำออกมาได้ดี น่าติดตามว่าตัวโซฟีจะสามารถคืนร่างเดิมได้หรือไม่ รวมทั้งประเด็นของฮาวล์และ

แคลซิเฟอร์ซึ่งเป็นอีกปมหนึ่งของเรื่อง เนื่องจากหากแคลซิเฟอร์เป็นอะไรไป ตัวฮาวล์ก็จะเป็นไปด้วย ดังนั้นอนิ

เมะเรื่องนี้จึงไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือก็ได้ หนำซ้ำจะได้อีกอรรถรสอีกอารมณ์ด้วย เรียกว่าเรื่องเดียวสองอารมณ์

ก็ว่าได้

แล้วอีกเรื่องหนึ่งระหว่างดูข้อมูลรายชื่อนักพากย์แต่ละท่านที่เว็บ IMDB ก็ทำให้แอดมินเพิ่งรู้ว่า คริสเตียน เบล

หรือคนแสดงเป็นแบทแมนของโนแลนจะเป็นคนพากย์ฮาวล์ด้วย! ทำเอาอยากหารู้เวอร์ชั่นพากย์อังกฤษเลยทีนี้

TvT! ดูซีรีย์ญี่ปุ่น

เรื่องย่อ What dreams may come พลังรักข้ามขอบฟ้า ตามรักถึงสวรรค์

What dreams may come

What Dreams May Come (1998) - IMDb

What dreams may come เป็นหนังรักในดวงใจตลอดกาลของเรา เรื่องนี้ไม่ดังนัก และไม่ใช่หนังทำเงิน หาคนชื่นชอบที่จะมาแลก

เปลี่ยนพูดคุยกันค่อนข้างยาก ออกจะขัดใจกับชื่อภาษาไทยนิดหน่อย เพราะฟังแล้วเหมือนหนังจีนกำลังภายในยังไงไม่รู้ เลยสะดวก

ใจที่ขอเรียกทับศัพท์ดีกว่า

จำได้ว่าได้ดูหนังเรื่องนี้เมื่อ 7-8 ปีก่อนทางเคเบิลทีวี และจากนั้นก็กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ดูมากกว่า 1 รอบ และเป็นหนังที่ดูทุก

ครั้งก็ต้องร้องไห้กับมัน

ภาพยนตร์เรื่อง What Dreams May Come นี้ ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ของ Richard Matheson โดย Ronald Bassซึ่งเคยได้

รับรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์เรื่อง Rainman มาแล้ว (ได้ยังฝากฝีมือไว้ในภาพยนตร์แนวรักโรแมนติกอีกหลายต่อหลายเรื่อง

เช่น My Best Friend’s Wedding, When A Man Loves A Woman ฯลฯ)

เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะอบอุ่น สามีเป็นแพทย์(นพ.คริส นีลสัน) ภรรยา(แอนนี่ นีลสัน) เป็น

จิตรกร มีลูกชายลูกสาวในวัยรุ่น ชีวิตครอบครัวเหมือนจะดำเนินไปด้วยดี จนกระทั่งลูกชายและลูกสาวประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ใน

วันที่ผู้เป็นแม่ไม่สามารถไปส่งลูกไปโรงเรียนได้

ลูกชายและลูกสาวเสียชีวิตทั้งคู่

ด้วยความเสียใจบวกกับความรู้สึกบาปในใจ แอนนี่เจ็บปวดทางใจจนต้องเข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาลโรคจิต เธอไม่ยอมรับรู้เรื่อง

ราวใดๆ ทั้งสิ้น มิใยที่คริสจะพยายามปลุกปลอบและให้กำลังใจเพียงใดก็ตาม

ขณะนั้น แอนนี่อาจอยู่ในภาวะที่คิดว่า ตนเองเป็นคนป่วย (Hypochondriasis) อันเป็นกลไกทางจิตอย่างหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อ

เปลี่ยนสภาพการตำหนิติเตียน อันเนื่องมาจากการสูญเสียคนรัก ไปเป็นการตำหนิตนเอง และอาการทางร่างกายชนิดต่าง ๆ รวมทั้ง

ความเจ็บปวด ความหมดเรี่ยวแรง หมกมุ่นอยู่กับความเจ็บป่วยทางร่างกาย เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงและป้องกันตนเองจากความทุกข์ที่ได้

รับ

จนถึงวันสุดท้ายที่คริสต้องตัดสินใจ

คริสเข้าไปเยี่ยมแอนนี่เหมือนเดิม ในวันนี้คริสขอให้แอนนี่เลือกว่าจะจบความสัมพันธ์(หย่าร้างกัน) หรือจะลุกขึ้นสู้และกลับไปกับเขา

ประโยคที่คริสพูดกับแอนนี่ คือ ……

“ผมขอโทษที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมปล่อยคุณให้สู้เพียงลำพัง”

นี่น่าจะเป็นประโยคที่ทำให้แอนนี่หันกลับมาเผชิญความจริงอีกครั้ง

กระนั้นก็ตาม พระเจ้าก็ยังไม่หยุดที่จะทดสอบ ในวันที่แอนนี่เริ่มกลับมายืนได้อีกครั้ง หน้าที่การงานกำลังไปได้ด้วยดี คริสถูกรถชน

ตาย จากการที่ลงไปช่วยผู้ประสบอุบัติเหตุในรถอีกคันหนึ่ง

แน่นอนว่า คริสต้องได้ขึ้นสวรรค์

ในขณะที่แอนนี่ยิ่งทวีความเจ็บปวดขึ้นเป็นทวีคูณ เมื่อสูญเสียสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิต

แอนนี่กลายเป็นคนเก็บกด มีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง โทษตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คริสมีโอกาสได้กลับมาหาแอนนี่ภายหลังตายแล้ว (คงคล้ายกับความเชื่อในศาสนาพุทธ ที่ว่าเมื่อคนตายไปแล้ว 3 วันจะกลับมาที่

บ้านหรือกลับมาหาคนที่ตนรัก) คริสพยายามหาทางบอกแอนนี่ว่าเขาอยู่ข้าง ๆ เธอแล้ว แต่มันยิ่งกลับทำให้แอนนี่เจ็บปวด เพราะ

เสียงและสัมผัสที่คริสพยายามมีให้ภรรยายิ่งเป็นเหมือนภาพหลอนที่ทำให้เธอปวดร้าวและทรมาน นี่อาจเป็นภาพตรงข้ามกับคนบาง

กลุ่มที่เมื่อคนรักตายไปแล้ว พยายามหลอกตัวเองว่า เขากลับมาหา เขามาอยู่ใกล้ ๆ ตัว

เพราะดูเหมือนแอนนี่จะเป็นคนที่มีจิตใจค่อนข้างเปราะบาง จนไม่สามารถรับสิ่งที่เข้ามากระทบได้อย่างเข้มแข็งเหมือนคนทั่วไปนัก

คริสได้ไปอยู่ในสวรรค์ ในดินแดนที่สวยงาม เหมือนภาพที่ภรรยาของเขาวาดไว้ เขาได้พบกับคนที่จากเขาไปก่อนแล้ว รวมทั้งสุนัข

ของลูกสาว ที่ในตอนต้นของหนัง ได้ปูเรื่องให้รู้แล้วว่า สุนัขตัวนั้นป่วยตาย

น่าดีใจจัง ที่สัตว์ก็ได้ขึ้นสวรรค์กับเขาเหมือนกัน

บนสวรรค์ ใครสามารถจินตนาการอะไร อย่างไรก็ได้ตามต้องการ รวมทั้งตัวของเราเอง ก็สามารถเนรมิตตัวตนให้เป็นอย่างไรก็ได้ เรา

อาจไม่ได้อยู่ในร่างเดิมที่เคยเป็นของเราเมื่อครั้งยังอยู่

ทำให้กลับมานึกถึงหลักพุทธศาสนาเรื่อง ขันธ์ 5 ว่าด้วยนาม รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ..ร่างกายเราไม่ใช่ของเรา ยึดติดไป

ทำไมกัน มีเกิดขึ้น คงอยู่ และดับไป…เป็นธรรมดา

ไม่นานนัก แอนนี่ก็ฆ่าตัวตาย และแน่นอน คนฆ่าตัวตายต้องตกนรก (เหมือนหลักพุทธศาสนาอีกแล้ว) แอนนี่จมอยู่ในกองแห่งความ

ทุกข์กับสภาพบ้านหลังที่เธออยู่ก่อนตาย เธอจำอะไรไม่ได้เลย สิ่งที่จำได้อย่างเดียว คือ ความทุกข์ที่เธอได้รับก่อนตาย

หนังคงพยายามที่จะสอนคนว่า การฆ่าตัวตายเป็นบาป อย่าพยายามคิดฆ่าตัวตายเชียว เพราะตายไปแล้วจะทรมานอย่างนี้นี่เอง

คริสพยายามไปช่วยแอนนี่ในนรก แม้ว่าเขารู้ว่าจะมีความเสี่ยง เพราะคนที่เข้าไปในนรกจะไม่สามารถกลับออกมาได้ แต่เขาก็ยังขอ

เข้าไปหาภรรยา อย่างน้อยก็เพื่อจะไปบอกรักภรรยาเป็นครั้งสุดท้าย โดยคริสได้กำลังใจอย่างดีจากบุคคลที่เคยเป็นหมอฟันประจำ

ตัวของคริสเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่

แต่แล้วในที่สุด คริสก็ได้รู้ว่า คุณหมอฟันท่านนั้น ที่แท้แล้วคือ ลูกชายของเขานั่นเอง เช่นเดียวกับที่เขาได้รู้ว่า สาวสวยสัญชาติจีนที่

คริสได้เจอก่อนหน้านี้แล้วในสวรรค์ คือ ลูกสาวของเขา ที่ปรากฏตัวภายใต้ร่างสาวเอเซีย เพราะ

“พ่อเคยชมว่าแอร์โฮสเตสเอเชียเป็นคนสวย”

เช่นเดียวกับที่ลูกชาย ใช้ร่างของคุณหมอ ก็เพราะ

“เมื่อครั้งพ่อยังมีชีวิตอยู่ พ่อชอบและเชื่อฟังคุณหมอคนนี้มาก”

ทำให้คริสได้รับรู้ว่า ทั้งลูกชายและลูกสาวที่เคยไม่เชื่อฟัง และดื้อรั้นกับพ่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น รัก เทิดทูน และให้ความสำคัญกับ

พ่อเพียงใด

ทั้งคริสและเอียน (ลูกชาย) พยายามฝ่าฟันเข้าไปเพื่อไปหาแอนนี่ ในครั้งแรกที่เจอ แอนนี่จำคริสไม่ได้ ในขณะที่คริสพยายามจะ

บอกว่าเขาคือใคร แต่แอนนี่ก็ไม่รับรู้ใด ๆ จนเวลาที่กำหนดไว้เริ่มหมดลง

คริสตัดสินใจออกมาบอกลูกชายให้กลับขึ้นไปบนสวรรค์ และบอกว่า

“พ่อจะอยู่ดูแลแม่ แม้ว่าเขาจะจำพ่อไม่ได้ก็ตาม “

แต่ในที่สุด แอนนี่ก็จำคริสได้ ในขณะที่ความจำของคริสใกล้จะดับลง หนังไม่ได้ให้รายละเอียดว่า ทำไม แอนนี่ถึงสามารถจำคริสได้

แต่โยงเข้าบทสรุปว่า เขาทั้งสองคนสามารถกลับขึ้นมาใช้ชีวิตร่วมกันบนสวรรค์ได้อีกครั้ง

บทสรุปของเรื่องนี้ คงอยู่ที่ “ความรัก” และ “ความศรัทธา”

หลายมุมมองของเรื่อง แม้จะเป็นหนัง Hollywood แต่กลับมีหลายส่วนที่สะท้อนมาถึงหลักพุทธศาสนาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าจะ

เป็นเรื่องบุญบาป นรกสวรรค์

แม้จะดำเนินเรื่องเนิบนาบไปนิด แต่ด้วยฝีมือระดับเทพของ Robin Williams และ Cuba Gooding Jr. ก็ช่วยกลบความเนิบช้าของ

หนังไปได้ ประกอบกับองค์ประกอบฉากที่สวยและลงตัว ไม่ว่าจะด้านแสง สี หนังเรื่องนี้ เป็นหนังที่ภาพสวยเรื่องหนึ่ง และประโยคซึ้ง

ๆ หลายประโยคที่เรียกน้ำตาผู้ชมได้ไม่ยากนัก

สำหรับเรา ซาบซึ้งกับฉากที่คุณหมอฟัน พยายามพาคริสเข้าไปหาแอนนี่ในนรก คำพูดและการกระทำบางอย่างของคุณหมอ ทำให้ค

ริสหวนนึกถึงเหตุการณ์ครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และได้พูดคุยกับลูกชาย ในครั้งนั้น ลูกชายของคริสรู้สึกว่า ตนเองไม่เอาไหน เก่งสู้พ่อไม่ได้

เลยแม้แต่น้อย และคริสได้พยายามปลอบใจและให้กำลังใจลูกชาย

ภาพในอดีตตัดสลับกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน จนเมื่อคุณหมอเดินนำเข้าไปในนรก(ขุมที่ไม่น่าจะใช่นรกที่แอนนี่อยู่) คริสก็ตะโกนออก

มาว่า

“อย่าเข้าไป แม่ของลูกไม่ได้อยู่ในนั้น”

ภาพที่ลูกชาย (ในร่างคุณหมอฟัน) ชะงัก และหันกลับมามองพ่อของตนเองด้วยความซาบซึ้งและเต็มตื้น พร้อมกับโผเข้ากอดพ่อ

และร่ำไห้ ทำให้เราซึมไปหลายชั่วโมงหลังจากหนังจบ

แต่เหนืออื่นใด คือ คุณค่าทางจิตใจที่ได้รับจากหนังเรื่องนี้

ชีวิตที่อยู่ด้วยความรักและความศรัทธา….. เป็นชีวิตที่มีความหวัง

เว็บดูหนังฟรี

ภาพยนตร์ ระทึกขวัญ The Hunt for Red October

The Hunt for Red October เป็นภาพยนตร์ ระทึกขวัญ

The Hunt for Red October

The Hunt for Red October เป็นภาพยนตร์ ระทึกขวัญ ลำดับที่ 1 ใน ชุด แจ็ค ไร อัน ควบคุมโดยจอห์น แมค

เทียร์แนน เขียน บท โดย แลร์รี่ เฟอร์กูสัน และก็ โดนั ลด์. . สจวร์ต โดย อิง จากนิยาย ชื่อ เดียวกัน ของทอม

แคลนลาน ซี เกิดเรื่อง ราว ของ หัวหน้า เรือ ฝ่าย รัสเซีย ที่ ปรารถนา ทรยศ ไป อยู่ ฝ่ายสหรัฐ และก็นักวิเคราะห์

CA ที่จำเป็นต้องพิสูจน์ ทฤษฎี นี้ แก่ ทัพเรือสหรัฐ เพื่อหลบหลีก การทำศึกระหว่างสอง ชาติ แสดงนำ โดย ฌอน

คอน เนอรี่, อ เล็ก บอลด์วิน, สก็อตต์ เกล นน์, เจมส์ เอิร์ล โจนส์ รวมทั้งแซม นีล ออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 1990

The Hunt for Red October หรือชื่อไทย ล่าตุลาแดง เป็นหนังตื่นเต้น ตื่นเต้นลุ้น กัน ทั้งยังเรื่อง จน ฉาก ใน

ที่สุด … บท หนังดัดแปลงแก้ไข จากนิยายขายติบขายดียุคกลาง 1980 ของ Tom Clancy ในชื่อ เดียวกัน

The Hunt for Red October ออกฉาย ปี 1990 แล้วก็ทำรายได้122 ล้าน เหรียญ ใน ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็

อีก 200 ล้านดอลลาร์ จาก ทั่วทั้งโลก … แถม ด้วย รางวัล ออสการ์ สาขาลำดับ เสียงเยี่ยมในงาน ออสการ์ครั้งที่

63 ตอนกลางปี 1990 ด้วย

The Hunt for Red October เป็นหนัง แฟรนไชส์ เรื่อง แรก ใน ชุดJack Ryan กำกับการแสดง โดย John

McTiernan รวมทั้งได้บทภาพ ยนต์ จากสองคนเขียนบท ขั้นเทวดา อย่าง Larry Ferguson รวมทั้ง Donald E.

Stewart… แสดงนำโดย Sean Connery, AlecBaldwin, Scott Glenn, James Earl Jones, and Sam Neill.

Red October เป็นชื่อเรือดำน้ำชั้นไต้ฝุ่น หรือ Typhoon ของรัสเซีย ที่มีระวางบรรทุกมากกว่า 48,000 ตัน ซึ่ง

เป็นเรือดำน้ำติดตั้งขีปนาวุธ และขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ … Red October มีผู้บังคับการเรือชื่อ Marko

Ramius และนายทหารใกล้ชิด ที่ต้องการแปรพักตร์ไปสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางการไล่ล่าจากเรือดำน้ำโซเวียตที่

ต้องการจม Red October ในขณะที่เรือดำน้ำจากฝั่งสหรัฐอเมริกาก็ไล่ล่า Red October เพราะกลัวและกังวลว่า

Red October มีท่าทีให้เชื่อว่าจะคุกคามและก่อวินาศกรรมสหรัฐอเมริกา จนต้องตั้งวอร์รูมเตรียมรับสถานการณ์

ขั้นสูงสุด พร้อมระดมหน่วยงานความมั่นคงเตรียมพร้อมภายใต้การบัญชาการเหตุการณ์โดยประธานาธิบดีสหรัฐที

เดียว

หนังเริ่มสนุกเมื่อนักวิเคราะห์ข่าวกรองอย่าง Dr. Jack Ryan เห็นแย้งฝ่ายความมั่นคงว่า Marko Ramius ผู้

บังคับการเรือ Red October ไม่ใช่ภัยคุกคามสหรัฐ… แต่ Marko Ramius กำลังจะนำของขวัญชื่อ Red

October มากำนัลสหรัฐเพื่อขอแปรพักตร์… ที่ประชุมความมั่นคงจึงเกิดไขว่เขวเพราะอยากได้ Red October ที่

บรรทุกเทคโนโลยีโซเวียตมาด้วย จึงยอมฟังความเห็นจากนักวิเคราะห์หน้าใหม่จาก CIA โดย Jack Ryan ต้อง

ดิ้นรนแบบกัดไม่ปล่อยกับสมมุติฐานและความเชื่อตัวเอง จนได้เผชิญหน้ากับ Marko Ramius บนเรือดำน้ำชื่อ

Red October

Sean Connery แสดงเป็น Marko Ramius ได้อย่างยอดเยี่ยม… ในขณะที่ Alec Baldwin กับบท Jack Ryan ก็

แสดงได้ล้ำเลิศไม่แพ้กัน… ท่านที่ชอบหนังสายลับ หนังไล่ล่า หนังระทึกขวัญ พร้อม Gimmick น่าทึ่งที่ไหลรื่น

จากการเขียนบทชั้นเซียน… ต้องหาดูครับ สำหรับผม… The Hunt for Red October เป็นหนังที่ดูซ้ำหลายรอบ

นับไม่ไหวแล้ว

ตัวโครงเรื่องเป็นเนื้อหาอเมริกา-รัสเซีย ที่ใช้พล๊อตเรื่องอ้างอิงความขัดแย้งในยุคสงครามเย็นที่มีให้เห็นเกร่อๆ

ในหนังสงครามเอย หนังสายลับเอยหรือหนังการเมืองระหว่างประเทศ ที่ไม่ได้มีโครงสร้างโดดเด่นอะไร… แต่

เสน่ห์ของ The Hunt for Red October ก็คือ… การดำเนินเรื่องแบบชิงไหวชิงพริบที่ต้องลุ้นตลอดเรื่อง รวมทั้ง

การจบแบบ Happy Ending ท่ามกลางฉากวินาศสันตะโรที่กลมกลืน

สำหรับผม แฟรนไชส์หนัง Jack Ryan ทั้ง 5 ภาค… ผมติดตามแบบแฟนพันธ์แท้และดูหลายรอบทุกภาค… ที่จริง

ผมอยากเขียนถึง The Sum Of All Fear มากกว่า The Hunt for Red October แต่หนังออกฉายหลังปี 2000 ก็

เลยยกไว้ก่อน… ตอนนี้ก็กำลังอยากดูซีรีย์ Jack Ryan ที่ปล่อย Episode แรกออกฉายเมื่อ 2018 ในอเมริการวม 8

ตอนเหมือนกัน… แต่ก็กลัวซีรีย์ดูดเวลาไปครึ่งค่อนวันคงไม่ไหวช่วงนี้… เลยต้องยกไว้ก่อน

ดูหนังซับไทย

ภาพยนต์ Seabiscuit : หนังชีวิต ‘ม้าพิชิตโลก’

Seabiscuit

Seabiscuit 

Seabiscuit ภาพยนต์ขาวดำ ทุกคน เกิดขึ้นมา พร้อมกับความ “ไม่ พร้อม” ชีวิต มีส่วน ที่ ขาดวิ่นแหว่ง และก็ต่าง

ดิ้นรน เพื่อเติมเต็ม ส่วน ที่ ขาด แต่ว่า เอา เข้าจริง การอุด ช่องโหว่ ใน ชีวิต เพิ่ม ให้มัน บริบูรณ์ เท่าที่ควรจะเป็น

ก็ไม่ง่ายเหมือนอย่างที่คิด แต่เชื่อเถอะ มัน เป็นได้ ถ้าเกิด เราไม่ยอม ยอมแพ้ไป ซะก่อน …

Seabiscuit หนัง เก่าแนวดราม่า เรียกน้ำตา และพลังใจสอน ให้ผู้ชมคิด แบบนั้น

เล่า กัน ง่ายๆ สั้นๆ Seabiscuit เป็น หนัง ฟอร์ม เล็ก ที่ ผลิตจากความเป็นจริง ของ การเดินทาง สู่ ชัยชนะ ของ

ม้าน อก สายตา อย่างเจ้าSeabiscuit หนังเดินเรื่องด้วย ชีวิต ขาดๆ ของ ชาย 3 คน ที่ต่างเจ็บปวด กับรอยแผล

ใน สมัยก่อน คน หนึ่ง สูญเสีย ลูก ถูกเมียทิ้ง คน หนึ่งแตกต่างจากสังคม แล้วก็กับอีกหนึ่งคนไร้ที่พักพิง ที่เหลือ

ดวงตาเพียงแค่ ด้านเดียว ชะตาชีวิตนำพา พวกเขา มา เจอะกัน เพื่อ ปั้น ม้าตัวเล็ก กินจุ จอมเกียจคร้านอย่างเจ้า

Seabiscuit ให้แปลงเป็น ม้าแข่งมีชื่อ

ใน ช่วงแรก ของ ทาง สู่ ชัยชนะ ทั้งยัง ม้า และก็ คน ด่าง กระเสือกกระสนเหมื่อยล้า กับ การศึกษา ขั้นตอนการ

ไปถึงคำว่า “ผู้ชนะ” โน่น เป็นเนื่องจากว่า ก่อนหน้า ที่เจ้า Seabiscuit จะมา เจอ กับ ชาย ทั้งยัง 3ครั้งใดก็ตาม

มัน ลง แข่งขัน มัน เป็นเพียงแต่ม้า ตัว รอง ที่ มีบทบาทเพียงแค่ ทำให้ม้าแข่ง ตัว อื่นวิ่งไปสู่เส้นชัย มันถูกฝึกฝน

ให้ แพ้ แพ้แพ้ และก็แพ้ จนเกิดความเคยชินรวมทั้งมีความคิดว่า มัน อาจจะเป็นไปได้เพียงแค่ “ม้าขี้แพ้” ราวกับ

ที่ ทุกคน อยากที่จะให้มัน เป็นใน ชีวิตจริง หลายท่าน ก็ คิด แบบ เจ้า Seabiscuit ชีวิต พบ แม้กระนั้นเรื่อง ห่วยๆ

ชีวิต ไม่เคย ได้ ลืมหน้าอ้าปาก ชีวิต พบ แต่ว่า คน เอาเปรียบเสพ ความด้อยกว่า รู้จักกับความปราชัย จนถึงเผลอ

คิดไปว่า ชีวิตตนเอง อาจจะ ไป ไกล กว่านี้ มิได้ เมื่อ พวกเรา เห็นด้วย กับคำว่า”ไอ้ ขึ้แพ้” พวกเรา จะ ท้อใจ ไม่มี

แรง ที่ จะ ไป ยืน อยู่ ใน จุด ที่จะได้โอกาสคว้า เหรียญทองมา เกี่ยว ให้ กับ ชีวิต ราวกับ ที่ ผู้อื่น ทำเป็น

ทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง จะ เปลี่ยน เมื่อความนึกคิดเปลี่ยนแปลง…ความมีชัย

ของ เจ้า ม้า แคระแกร็น มีสาเหตุมาจาก ชาย 3 คน ไม่เชื่อ ว่า เจ้าSeabiscuit แล้วก็พวกเขาจะเป็นพวกไอ้ขี้แพ้

ไป ทั้งชีวิต พวกเขา ก็เลย ด้วยกัน ดึง ประสิทธิภาพ ไม่เคย รู้สึกว่าตนเองมี ออกมา พร้อมๆ กับปลุกไฟ นักสู้

ในใจ ของ เจ้า (eabiscuit พ ยาม ฝึกซ้อม ฝึกหัด แล้วก็ฝึกซ้อม กระทั่ง ท้ายที่สุด เจ้า Seabiscuit ก็คว้าแชมปี

และ เงินรางวัลให้มาก

แต่ก็ต้องยอมรับว่า ระหว่างทางสู่ชัยชนะของเจ้า Seabiscuit ไม่ได้ผ่านเพียงการฝึกฝนอย่างหนักเท่านั้น เพราะ

ครั้งหนึ่งที่ขาหน้าของมันได้รับบาดเจ็บ จนลงแข่งไม่ได้ หลายคนคิดที่จะฆ่ามันทิ้ง เพราะ “ม้าที่วิ่งไม่ได้ ก็ไม่ต่าง

อะไรกับม้าที่ตายไปแล้ว” แต่เพราะไฟนักสู้ที่รุกขึ้นแล้ว จะไม่มีวันดับมอดลงไปง่ายๆ ทำให้เจ้า Seabiscuit ฮึดสู้

และกลับมาลงแข่งอีกครั้งจนคว้าชัยชนะ และกลายเป็นม้าแข่งที่เป็นฮีโร่ตลอดกาลของชาวอเมริกันในช่วงปี

1933-1947 รวมทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังของคนอเมริกันในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำที่สุดในโลกอีกด้วย

“เราคงไม่ทิ้งชีวิตทั้งชีวิต เพียงเพราะมันบาดเจ็บนิดหน่อยหรอกนะ” ประโยคเด็ดในหนังที่ถูกใช้ตอนที่เจ้า

Seabiscuit หวิดถูกฆ่าเพราะขาหน้าของมันได้รับบาดเจ็บ….ใช่ ประโยคนี้เป็นแนวทางซ่อมแซมชีวิตของมนุษย์

เราได้ดีไม่ต่างกัน เพราะเราไม่ควรทิ้งชีวิตของเราทั้งชีวิต เพียงเพราะเราตกงาน อกหัก สอบไม่ติด ทะเลาะกับ

แฟน พ่อ-แม่ไม่เข้าใจ หรือแม้แต่เจ้านายด่า เนื่องจากสิ่งเหล่านี้มันเป็นเพียงรอยขีดข่วน บาดแผลเล็กน้อยที่ทุก

คนต้องเจอ และมันยังช่วยยืนยันว่าเราทุกคนล้วนเป็นคนที่ขาดวิ่น รุ่งริ่ง ไม่สมบูรณ์ด้วยกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่เรา

ทำได้คือซ่อมแซมชีวิตของเราด้วยการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และสู้เหมือนอย่างที่เจ้า Seabiscuit ทำได้ เพื่อ

สุดท้ายเราจะได้รู้ว่าที่ยืนของผู้ชนะ และผู้สำเร็จมันทำให้ข้างในจิตใจของเราพองโตมากเพียงใด

ดูหนังใหม่ออนไลน์

Up in the Air หนุ่มโสดหัวใจโดดเดี่ยว

Up in The Air เป็นเรื่องราวของไรอัน (George Clooney)

Up in The Air

Up in The Air เป็นเรื่องราวของไรอัน (George Clooney) หนุ่ม ใหญ่ ที่ ยัง โสด ขึ้นเครื่องบิน เดินทางไป ทำงาน เป็นว่าเล่น พูดได้ว่าดำรงชีวิต บน อากาศ มากยิ่งกว่า พื้นดิน ซะ อีก หน้าที่ ของเขา เป็นการไล่ คน จาก บริษัทมากหมาย ออก เปรียบเหมือน ตัวกลาง ระหว่างบริษัท กับ ผู้รับจ้าง สำหรับ บริษัทไหน ที่ ไม่กล้า ไล่ ผู้รับจ้างออก เอง ก็จะ มา ใช้ บริการ บริษัท ที่ ไร อันขึ้นตรงต่อ และใน ช่วง ที่ เศรษฐกิจไม่ดีอย่างงี้ บริษัทก็จำเป็นต้อง ลด พนักงาน ไร อัน กับ บริษัท ของเขา ก็เลยเดินทาง ทั่ว สหรัฐอเมริกา เพื่อ ไล่ คน ออกเป็นว่าเล่น

ในค่ำคืนหนึ่ง เขาได้เจอกับ อเล็กซ์ (Vera Farmiga) สาวใหญ่ที่เดินทางเพราะงานเหมือนกัน พวกเขาคุยกันถูกคอ และลงเอยด้วย One Night Stand ความสัมพันธ์ของพวกเขาเปรียบเสมือนคนที่ผ่านมาเจอกัน ถูกใจกัน จึงนัดเจอกันครั้งต่อๆ ไปหากบินไปในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกัน จะบอกว่าพวกเขาเปรียบเสมือนที่พึ่งกันและกันระหว่างการเดินทางทำงานก็ว่าได้

กลับมาที่บริษัทของไรอัน อยู่มาวันหนึ่งก็มีพนักงานสาวคนใหม่ นามว่า นาตาลี (Anna Kendrick) เข้ามาร่วมทีม นาตาลีได้เสนอตัวเลือกว่าแทนที่จะให้พนักงานบินไปไล่คนออก ทำไมไม่ทำผ่านวิดีโอคอลล์ จะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย หัวหน้าของไรอันก็เริ่มสนใจ แต่ไรอันต่อต้านสุดๆ เพราะเขาไม่เชื่อว่าการเจรจาแบบไม่เจอหน้าจะเป็นเรื่องดี เขาไม่เชื่อว่านาตาลีเข้าใจงานประเภทนี้ หัวหน้าจึงบอกให้ไรอันช่วยฝึกนาตาลีหน่อย ไรอันจึงพานาตาลีสังเกตการณ์การทำงานของเขาในทริปครั้งต่อๆ ไป

นี่เป็นหนังแนวดราม่า-คอมเมดี้ที่ดูได้อย่างสนุกเพลิดเพลิน

จังหวะของหนังไม่เร็วไม่ช้าไป ระหว่างดูก็รู้สึกติดตามและอินไปกับตัวละคร แค่เห็นชื่อรัฐต่างๆ ที่ไรอันต้องบินไปก็รู้สึกเหนื่อยแทนแล้ว เพราะเดินทางบ่อยเหลือเกิ๊น บทสนทนาของตัวละครก็มีลูกเล่นแพรวพราว มีการตบมุกกันแบบเนียนๆ เหมือนบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้ตั้งใจทำมาให้ตลก แต่มันตลกในตัวของมันเอง พระเอกอย่างไรอันก็มีพัฒนาการด้านจิตใจ ซึ่งเราจะได้เห็นความรู้สึกและมุมมองของเขาเปลี่ยนไปทีละนิดๆ

ความอิสระที่ซ่อนความเหงา

ตอนแรกที่เรารู้จักไรอัน เราจะเห็นได้ว่าเขาเป็นคนที่รักอิสระ ไม่ยึดติด ทำแต่งานอย่างเดียว เหมือนกับคำปราศรัยของเขาที่เอ่ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่องที่ว่า ชีวิตคุณเปรียบเสมือนเป้ใบหนึ่ง หากคุณนำสิ่งของต่างๆ ในชีวิตมาใส่ เป้ก็หนักขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งหากคุณนำความสัมพันธ์ใดๆ เข้าไปใส่ มันก็ยิ่งถ่วงคุณขึ้นไปอีก ฉะนั้นทางเดียวที่จะทำให้ชีวิตโปร่งโล่งสบาย ง่ายต่อการเคลื่อนไหวคือการไม่ผูกมัด ไม่ยึดติดกับอะไรทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ ไรอันจึงไม่คิดจะแต่งงาน เพราะมองว่ามันเป็นภาระ อย่าว่าแต่เรื่องแต่งงานเลย แค่คนในครอบครัวไรอันยังไม่ค่อยได้ไปพบหน้าเลย วันๆ เขาอยู่แต่กับงานอย่างเดียว

จริงๆ มุมมองการใช้ชีวิตของไรอันก็สะท้อนออกมาจากบทสนทนาที่เขาพูดคุยกับนาตาลี เรื่องการเก็บแต้มไมลส์ ไรอันมองว่าการเก็บแต้มนั้นเปรียบเสมือนการอัปเลเวลให้ตัวเองเรื่อยๆ เขาภูมิใจที่ตัวเลขมันเพิ่มขึ้น โดยเป้าหมายของเขาคือสิบล้านไมลส์ เลเวลที่เขาจะได้อัปสถานะสมาชิกและได้เจอกับกัปตันขับเครื่องบิน ก็คงพอจะบอกได้ว่าไรอันให้ความสำคัญกับการทำงาน และเงินก็คงเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้วัดความสำเร็จในชีวิต ในทางตรงกันข้าม นาตาลีมองว่าหากเธอได้ไมลส์เยอะขนาดนั้น เธอคงไปที่สนามบิน ยืนดูป้ายไฟลท์บิน แล้วเลือกบินไปที่ไหนสักที่ นาตาลีเลือกที่จะแลกไมลส์เหล่านั้นเป็นประสบการณ์ในชีวิตจริงมากกว่า

แต่เมื่อไรอันได้พบกับอเล็กซ์ ดูเหมือนจิตใจที่แข็งกร้าวของเขาจะค่อยๆ อ่อนยวบลง ช่วงแรกๆ เขาก็ยังหลงใหลเธอ เป็นความสัมพันธ์แบบโรแมนติกทั่วไปที่อยากเจอหน้า พูดคุย ใกล้ชิด แต่ไม่ได้อยากผูกมัด ทว่าพอนานๆ เข้า เขาก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความเหงา เมื่อน้องสาวก็แต่งงาน เมื่อได้รวมญาติกับครอบครัว เมื่อได้ใกล้ชิดกับอเล็กซ์เรื่อยๆ พอกลับมาที่คอนโดอันเงียบเหงาไรอันก็รู้สึกแล้วว่าชีวิตเขาช่างเปล่าเปลี่ยวเหลือเกิน ไรอันรู้แล้วว่าเขาอยากมีความสัมพันธ์จริงๆ จังๆ ถึงขั้นว่าไม่สามารถพูดคำปราศรัยได้จนจบ เขารีบถ่อไปหาอเล็กซ์ เพียงเพื่อจะพบว่าอเล็กซ์มีครอบครัวอยู่แล้ว และเห็นไรอันเป็นเพียงที่พักพิงจากความจริงก็เท่านั้น

โอ้โห เจ็บมาก… ปรมาจารย์ด้านความอิสระเสรีเจอการโดนเทแบบนี้ซะเอง เราแอบรู้สึกว่าไรอันน่าจะเข็ดกับความสัมพันธ์เชิงรักๆ ใคร่ๆ ไปอีกนาน คงแบนการแต่งงานไปแล้วเรียบร้อย แน่นอนว่าเมื่อคนที่เรารู้สึกว่า “ใช่” ไม่ได้มองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา ใครๆ ก็จุกกันทั้งนั้น ความจี๊ดคือบทแบบนี้ปกติจะสลับเพศกัน ฝ่ายชายมักเป็นฝ่ายมีครอบครัว แต่เบื่อหน่ายชีวิตปกติจึงออกมาหาเศษหาเลยกับหญิงอื่น แต่เรื่องนี้คนที่โดนกลับเป็นผู้ชายรุ่นใหญ่ซะเอง

สุดท้ายแล้ว ไรอันก็ตัดสินใจที่จะร่อนเดี่ยว โดยฉากสุดท้ายคือฉากที่ไรอันไปสนามบิน ยืนดูป้ายไฟลท์บินเหมือนที่นาตาลีบอกว่าอยากทำ แล้วเขาก็ตัดสินใจทิ้งกระเป๋าแล้วขึ้นเครื่องบินไป เราไม่รู้ว่าไปที่ไหน แต่รู้สึกได้ว่าเส้นทางข้างหน้าของเขาก็ยังโดดเดี่ยวเหมือนเดิมแม้ว่าเขาจะบรรลุเป้าหมายที่เขาวางไว้แล้วก็ตาม

เมสเสจนี้สะท้อนให้เห็นความจริงหลายอย่างอยู่นะ หลายๆ คนมุ่งมั่นตั้งใจทำงานหาเงิน แต่กลับหลงลืมที่จะให้ความสำคัญกับคนรอบกาย สุดท้ายแล้วแม้จะประสบความสำเร็จแต่ก็ต้องโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่มีความสุขแบบเต็มที่ ก็เหมือนที่ประโยคหนึ่งของไรอันที่บอกไว้ตอนท้ายๆ ว่า “ช่วงเวลาที่ประทับใจที่สุด ที่จำได้ดีสุด มีช่วงไหนไหมที่เราอยู่ตัวคนเดียว?”

การเดินทางที่ขาดสีสัน ก็ยังดีกว่าการไม่ได้เดินทาง?

ตลอดทั้งเรื่องเราจะเห็นไรอันบินไปนู่นไปนี่ ไปรัฐนู้นรัฐนี้ แต่เราแทบไม่เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละที่เลย… สิ่งที่เจอมีเพียงตึกรามบ้านช่องที่น่าเบื่อ ออฟฟิศบริษัทต่างๆ ที่ไรอันต้องไปเยี่ยม และห้องเล็กๆ ในโรงแรมเท่านั้น จึงจะบอกว่าชีวิตการทำงานของไรอันนั้นน่าอิจฉาที่ได้ไปเที่ยวแต่ละที่ ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะเราแทบไม่เห็นเขาไปเที่ยวเลย ก็แน่ละนะ เขาไปทำงานนี่นา

แต่อย่างน้อย ไรอันก็โชคดีกว่าจูลี่ (Melanie Lynskey) และจิม (Danny McBride) ที่อย่างน้อยเขาก็ได้ไปเยือนในที่ต่างๆ แม้ว่าจะเป็นแค่เพราะงาน เพราะจูลี่และจิม น้องสาวและน้องเขยของเขา ไม่มีเงินมากพอที่จะไปฮันนีมูนได้ จึงต้องรบกวนไรอันและเพื่อนๆ ให้ช่วยนำรูปภาพของพวกเขาไปถ่ายคู่กับทิวทัศน์เมืองต่างๆ ให้แทนหน่อย ฟังดูเป็นไอเดียที่ขบขัน แต่พอนึกถึงความจริงที่ว่าพวกเขาไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนสถานที่ต่างๆ ด้วยตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้า

แต่ถึงอย่างนั้น หากดูในแง่ของความสุของค์รวมแล้ว เรากลับรู้สึกว่าจูลี่และจิมมีความสุขมากกว่าไรอันเยอะ นั่นอาจเพราะพวกเขามีกันและกัน แม้ว่าจะขัดสนเรื่องเงิน แต่พวกเขาก็พร้อมจะอยู่เคียงข้างกัน พวกเขาดูมีความสุขกับการเที่ยวปลอมๆ มากกว่าที่ไรอันมีความสุขกับการได้เดินทางจริงเสียอีก

การมาเยือนของเทคโนโลยี

ในเรื่องเราจะได้เห็นการเริ่มประยุกต์ใช้วิดีโอคอลล์แทนการไปพบปะหน้า ซึ่งเอาจริงๆ กว่าจะได้ติดตั้งก็ท้ายเรื่องแล้ว หนึ่งในผู้ที่ไม่เห็นด้วยตอนต้นๆ ก็คือไรอัน โดยเขาอ้างว่าการเจรจานั้นทำได้ไม่ดีหากไม่เจอกันซึ่งๆ หน้า อันที่จริงไรอันก็แค่ไม่อยากอยู่กับที่เฉยๆ เขาอยากเดินทางไปเรื่อยๆ เพื่อบรรเทาความโดดเดี่ยวของตัวเองต่างหาก ไรอันนั้นอาจจะเปรียบเสมือนคนรุ่นก่อนที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี เพราะมันกำลังจะทำให้วิถีชีวิตของเขาเปลี่ยนไป ซึ่งสุดท้ายแล้วการจะอยู่รอดในสังคมการทำงาน ก็คือต้องปรับตัวไปพร้อมๆ กับมันนั่นเอง ในขณะที่นาตาลีนั้นก็เป็นตัวแทนของเด็กรุ่นใหม่ที่มองว่าอะไรที่ใช้เทคโนโลยีช่วยประหยัดงบได้ก็ควรทำ โดยที่ตัวเธอเองก็ยังไม่เข้าใจศิลปะของงานชนิดนี้อย่างถ่องแท้เสียทีเดียว

คุณก็แค่คนคนหนึ่งที่ไม่มีคุณค่าต่อเราแล้ว…?

ความกระอักกระอ่วนจุดหนึ่งของหนังคือการที่เราได้เห็นปฏิกิริยาของคนมากมายที่ถูกไล่ออก บ้างก็เสียใจ บ้างก็โวยวาย บ้างก็รับฟังอย่างเข้าใจ (ส่วนน้อย) แต่โดยรวมแล้วการไล่ออกก็คือข่าวร้ายของทุกคนในยามเศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้ งานของไรอันตอนแรกฟังดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ แล้วไม่ง่ายเลย เพราะต้องใช้ทักษะการเจรจาระดับสูง ต้องแสดงความเข้าอกเข้าใจ ขณะเดียวกันก็ต้องเด็ดขาดด้วย

สิ่งหนึ่งที่หนังแสดงให้เห็นซ้ำๆ ก็คือ การที่คนถูกไล่ออกแต่ละคนนั้นดูเหมือนๆ กันหมด ครั้นเมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งฆ่าตัวตายเพราะโดนนาตาลีไล่ออก ไรอันเองยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคนไหน โดยเขาอ้างว่า ทุกๆ คนก็เหมือนกันหมด ไม่มีใครโดดเด่นออกมา ฟังดูแล้วก็เจ็บจี๊ดดีเหมือนกัน ในระบบทุนนิยมที่พนักงานเป็นเพียงฟันเฟืองขับเคลื่อนองค์กร เมื่อองค์กรต้องลดค่าใช้จ่ายเพื่อเอาตัวรอด สิ่งแรกที่มันกำจัดก็คือคนที่มันมองว่า “หมดคุณค่า” แล้ว หรือไม่ก็ไม่คุ้มค่าพอที่จะรักษาไว้ต่อไป มันไม่ได้มองว่าใครเป็นใคร แต่มองว่าคนนี้คุ้มที่จะให้อยู่ต่อไหม นี่คือความจริงอันยากที่จะรับได้ เพราะฉะนั้นไรอันจึงต้องปั้นคำพูดสวยหรูเพื่อให้คนเหล่านั้นมองการถูกไล่ออกในมุมกลับออกไป เช่น นี่คือโอกาสที่คุณจะได้ทำตามความฝันนะ หรือไม่ก็ เรากำลังจะมาคุยกันเรื่องทางเลือกอื่นๆ ของคุณ ก็ว่ากันไป

โดยรวมแล้ว Up in The Air เปรียบเสมือนคนเหงาที่พยายามทำตัวให้ยุ่งตลอดเวลาในขณะที่ตัวเอกอย่างไรอันต้องทำงานงกๆ ไปนู่นมานี่ ดูเหมือนจะไม่มีเวลาให้คิดเรื่องอะไร แต่ความโดดเดี่ยวก็ค่อยๆ ฉายชัดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และทำให้เราในฐานะคนดูรู้สึกว่า แม้ว่าการโดดเดี่ยวบ้างจะเป็นเรื่องดี แต่การมีความสัมพันธ์ดีๆ กับคนรอบข้างนั้นก็มีค่าเช่นกัน ช่วงเวลาดีๆ มักเกิดขึ้นเมื่อเราได้อยู่ด้วยกันกับคนที่เรารัก ฉะนั้นอย่าผลักไสใครก็ตามในชีวิตออกไปด้วยเหตุผลเพียงเพราะต้องการทำให้เป้ชีวิตของตัวเองเบาลงเลย

movie hd