ภาพยนตร์ The Truman Show เล่าเรื่องของชายหนุ่มที่มีชีวิตแสนธรรมดา

The Truman Show เล่าเรื่องของชายหนุ่มที่มีชีวิตแสนธรรมดาในเมืองเล็กๆ

The Truman Show

The Truman Show เล่าเรื่องของชายหนุ่มที่มีชีวิตแสนธรรมดาในเมืองเล็กๆ บน เกาะ อัน

สงบสุข ทรูแมน ไม่เคย เฉลียวใจ เลย ว่าตามที่เป็นจริงแล้ว ชีวิต ของเขา ตั้งแต่ เกิดขึ้นมา นั้น

ถูกถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์ มี ผู้ชม ทั้งโลก รวมทั้งโลก ที่เขา อาศัยอยู่ เป็น เพียงแค่ โรงถ่ายหนัง

ขนาดใหญ่ แค่นั้น จวบจนกระทั่ง วันหนึ่งมี สปอร์ตไลล์ตกลงมาจาก ฟ้า ต่อด้วยเหตุ แปลกๆ ไม่

เข้าที่เข้าทางจำนวนมาก ที่เริ่ม ทำให้ ท รูแมน รู้สึกแหม่งๆ ไม่ว่า จะ เป็น วิทยุ ที่ รายงาน สถานะ

ว่า ในเวลานี้ เขา อยู่ ไหนผู้คน ที่ ดูเหมือนจะ สนใจ เขา เป็นพิเศษ หรือ ลำดับ การปรากฎตัว

ของมนุษย์ ที่ เข้าออกฉากได้เป็นจังหวะ เกินความจำเป็น เขา เริ่ม สงสัย กับที่ ที่เขา อยู่ บวกกับ

ปรารถนา การเสี่ยงอันตราย ก็เลยตกลงใจ หนีออกมาจากเมืองประเด็นสำคัญ ๆ ที่ มองเห็น กัน

ใน ประเด็นนี้เป็นรายการเรียลลิตี้ ซึ่งก็กล่าวได้ว่า เรี ยล มากมาย เพราะเหตุว่า มี ทรูแมน นี่แหละ

ที่ ไม่เคยรู้ เลยว่า ตนเอง เป็น เพียงแต่ นักแสดง หลัก ของรายการ โลกที่เขา อยู่ก็ เป็นเพียงแค่

การ เซ็ต ฉาก ผู้คน ที่ เขา มี ความเกี่ยวพัน ด้วย ไม่ว่า จะ เป็น บิดาแม่ เพื่อน ภรรยา ล้วนแต่ เป็น

นักแสดง ทั้งหมด ไม่มี อะไรบ้างที่อยู่ในชีวิต ทรู แมน ที่เป็นความ จริง เลย สัก อย่าง นอกเหนือ

จาก ตัว เขา เอง

ด้วยเหตุนี้ละมั้ง ผู้ชมถึงให้ความสนใจกับรายการนี้มาก เพราะมันไม่ใช่การแสดงละครตาม

สคริปต์ แต่มันคือชีวิตจริงของคนคนหนึ่งซึ่งไม่รู้เลยว่าเขากำลังถูกเซ็ตฉาก ผู้ชมคงจะลุ้นไปกับ

เรื่องราวของเขาที่เหล่าโปรดิวเซอร์ช่วยกันสรรสร้าง และมีความสุขกับทุกๆ การกระทำ ทุกๆ

อารมณ์ความรู้สึกของเขา ชีวิตจริงของทรูแมน กลายเป็นเพียงความบันเทิงของคนดู เท่านั้นเอง

และเมื่อรายการจบไป ผู้ชมก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า “เปิดช่องอื่นดูซิ มีอะไรน่าดูอีกบ้าง”

ความบันเทิงจึงเป็นเพียงสิ่งที่มาแล้วก็ไป ไม่ได้อยู่อย่างจีรังยั่งยืน ผู้ชมที่ตอนแรกเชียร์ทรูแมน

พอรายการจบ เขาก็กลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

ดูไปแล้วจะสงสารทรูแมนมาก แล้วก็แอบสงสัยนะว่าในหนังนี่ไม่มีกลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชน

เลยเหรอ ปล่อยให้รายการออกอากาศมาตั้ง 30 ปีแน่ะ แต่เอาเป็นว่า รายการนี้ฮอตฮิตมาก คนดู

กันแบบไม่ทำการทำงาน ส่วนทรูแมนนั้นก็ไม่ได้รู้ตัวเลย เขาเชื่อว่าโลกที่เขาอยู่คือความจริง

ไม่มีอะไรจริงไปกว่านี้อีกแล้ว ก็เหมือนเราๆ ที่เชื่อว่าโลกที่เราอยู่คือความจริง ถ้าเกิดสมมติวัน

หนึ่งเราค้นพบว่าเมืองที่เราอยู่ ผู้คนที่เรารู้จัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ปลอมล่ะ?

เจ็บปวดน่าดูเลยว่าไหม

“We accept the reality of the world with which we’re presented. It’s as

simple as that.”

นอกจากจะเป็นตัวสร้างความบันเทิงแล้ว ทรูแมนยังเป็นตัวเรียกตังค์

อีกสิ่งที่จิกกัดรายการทีวีได้ดีคือฉากต่างๆ ในหนังที่มีการโฆษณา ทั้งการแปะโปสเตอร์ การให้

นักแสดงใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งพูดโฆษณาสินค้าออกอากาศ ผสมไปกับสคริปต์เลย

ซึ่งรายการก็คงได้เงินจากสปอนเซอร์เหล่านี้แหละ ยิ่งคนดูเยอะก็ยิ่งรับเละ ดูๆ ไปแล้วก็จุก

เหมือนกันว่าชีวิตจริงๆ ของทรูแมน ดันกลายเป็นพื้นที่โฆษณาของเหล่าแบรนด์ต่างๆ โดยที่เขา

ไม่รู้ตัวเลย

และที่ตลกอีกอย่างคือ บางที ในสถานการณ์ที่ซีเรียสที่สุด นักแสดงก็ยังขายของกันได้แบบดื้อๆ

คือทั้งขำทั้งอิหยังวะ ช่วยทำให้มันเรียลหน่อย อย่าหน้าเลือดตลอดได้มั้ย

อย่าหนีออกไปนะ ที่นี่แหละดีที่สุดแล้ว

ในหนัง บ่อยครั้งที่เราจะเจอซีนต่างๆ ซึ่งพยายามยับยั้งไม่ให้ทรูแมนมีความคิดอยากหนีออกไป

ทั้งโปสเตอร์คำเตือนเรื่องภัยเครื่องบินตก, อุบัติเหตุล่องเรือในวัยเด็กที่พรากชีวิตพ่อ, การจัด

อันดับที่บอกว่าเมืองที่ทรูแมนอยู่นั้นดีที่สุดในโลกแล้ว, การร่วมมือร่วมใจกันของนักแสดงที่คอย

กันท่าไม่ให้ทรูแมนหนี ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เปรียบเสมือนกำแพงกั้นไม่ให้ทรูแมนจากไป

โดยเฉพาะปมวัยเด็กเรื่องพ่อ ทำให้ทรูแมนกลายเป็นคนกลัวน้ำ ไม่กล้าหนีออกไปจากเมืองที่

เป็นเกาะ

>>> ดูหนังใหม่ออนไลน์ <<<

แต่สุดท้ายแล้ว ทรูแมนก็เอาชนะความกลัว ล่องเรือหนีออกไปจนได้

เพราะทรูแมนนั้นมีความฝัน เขาอยากจะเป็นนักผจญภัย ไปในที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยไป เขามีความ

ปรารถนาแรงกล้านี้อยู่แล้ว สิ่งนี้คือแรงผลักดันให้เขากล้าทำในสิ่งที่ไม่น่าจะกล้าในที่สุด และได้

ค้นพบความจริงแบบต่อหน้าต่อตา

จริงๆ ชีวิตของเราก็อาจจะคล้ายทรูแมนในแง่ที่ว่า มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นในชีวิตเรา ซึ่งเราล้วนแล้ว

แต่คิดว่านี่คือชีวิตของเรา เราควบคุมได้ เรามีความสุข เศร้า โกรธ เหงา ทุกอย่างเราควบคุมเอง

แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเช่นนั้นรึเปล่า? เราควบคุมได้จริงๆ เหรอว่าเราจะมีความสุขเมื่อไร ว่าเราจะ

โกรธใครไหม ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น? อันที่จริงชีวิตเราก็แทบจะคาดเดาไม่ได้เหมือนกัน

บางคนอาจจะใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ ไหลไปเรื่อยๆ ตามกระแสสังคม โดยไม่ได้ตั้งคำถามเลยว่า

ชีวิตนี้จริงๆ เราต้องการอะไร? ความฝันของเราคืออะไร? บางคนอาจจะไม่ได้ทำตามความฝันจน

กระทั่งวันตายด้วยซ้ำ

แม้ทรูแมนจะอยู่ในเรียลลิตี้โชว์ แต่เขามีความฝัน ความฝันที่เป็นจริง และเขาก็กล้าพอที่จะออก

ไปพิสูจน์มัน

ถึงทางข้างหน้าจะมืดหม่น ก็ยังดีกว่าใช้ชีวิตจอมปลอมในกรงขัง

ในตอนจบ เป็นซีนที่ติดตราตรึงใจมาตลอด เมื่อทรูแมนล่องเรือชนกำแพงท้องฟ้า ทำให้เขารู้

ความจริงว่านี่แหละคือจุดสิ้นสุดโลกของเขา ไม่มีท้องทะเลแผ่กว้างออกไปไกลกว่านี้อีกแล้ว ทรู

แมนรู้สึกสิ้นหวังเสียใจ เขาตัดสินใจเดินลัดเลาะไปตามผนัง เดินขึ้นบันไดไปเจอกับประตูที่เขียน

ว่า “ทางออก” ตอนนั้นแหละที่เขาได้ยินเสียงจากคริสตอฟฟ์ โปรดิวเซอร์ของรายการ ดังมา

จากท้องฟ้าราวกับเป็นพระเจ้า

“โลกข้างนอกไม่ได้เปลือกปลอมน้อยไปกว่าในนี้หรอก” เขาบอก “โลกที่ฉันสร้างนี่แหละดี

ที่สุดสำหรับนายแล้ว”

ใช่ คริสตอฟฟ์อาจจะพูดถูก ทรูแมนสามารถมีชีวิตอย่างสุขสบายในโรงถ่ายทำหนัง ไม่ต้อง

ลำบากลำบนอะไร แต่ทรูแมนจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้จริงๆ น่ะหรือ?

เหมือนเราจะได้ยินทรูแมนตะโกนอยู่ในใจว่า “พอกันที” ไม่เอาแล้วละชีวิตที่สวยแค่เปลือกนอก

ขอก้าวออกไปเผชิญโลกแห่งความเป็นจริงดีกว่า แม้ว่าทางที่ออกไปจะมืด มองไม่เห็นอะไรเลย

ก็ตาม

“คุณไม่เคยติดกล้องในหัวผมนี่!” ทรูแมนสวนกลับ เมื่อคริสตอฟฟ์เอ่ยว่าเขารู้จักทรูแมน ดีกว่า

ที่ทรูแมนรู้จักตัวเองอีก

แม้สิ่งต่างๆ ภายนอกจะถูกบงการได้ แต่ความรู้สึกแท้จริงข้างใน ตัวเรานี่แหละรู้ดีที่สุด

ในตอนจบ เราไม่รู้ว่าชีวิตภายนอกโรงถ่ายหนังของทรูแมนเป็นอย่างไร หนังตัดจบไปแบบค้างๆ

ต้องไปจินตนาการกันเอาเอง เช่นเดียวกับรายการ The Truman Show ที่ทุกคนดูอยู่เช่นกัน

สิ่งสุดท้ายที่ทรูแมนพูดกับผู้ชม ก็คือสิ่งที่เขาพูดมาตลอดทั้งรายการ

ภาพยนตร์ Bad Boys for Life คู่หูตำรวจโหดมันฮา

Bad Boys for Life

Bad Boys for Life

Bad Boys for Life เมื่อ หนัง คู่หู ตำรวจ โหดเหี้ยม มัน ฮา สมัย 90s ยัง ไม่ ตาย คู่คิด เมือง

นรก ไมก์ลอว์รีย์ แล้วก็ มาร์คัส เบอร์เน็ตต์ จากแฟรนไชส์ Bad Boys กลับมา อีกครั้งกับ ภารกิจ

เสี่ยงอันตราย คราวสุดท้าย เพื่อ การันตี ว่า คู่คิด ชั่วนิจนิรันดร์ ไม่มีวันตาย

ห่าง หาย จาก ภาค ก่อนหน้า ไป ถึง 17 ปี ( โอ้โห ) นับตั้งแต่ภาค สองในชื่อ BadBoys I1 ที่

ออกมาตั้งแต่ ปี 2003 (ส่วนภาคแรก ซัด ไปปี 1995 เมื่อ 25 ปีกลายโดย 2 ภาค แรก ได้ผลงาน

สร้างชื่อ ของ ไมเคิล เบย์ ที่ได้ วิล สมิธ รวมทั้งมาร์ติน ลอว์เรน ซ์ ศิลปิน ผิว สีมีชื่อ ที่ สมัย 90s

มารับ บท คู่ กัน ใน หนัง คู่คิดตำรวจ ที่ ทั้งยัง ข์ แล้วก็ เฮฮา ห่าม ฮา ไป พร้อม สูตรสำเร็จ หนัง

แอ็ก ชั้น จนกระทั่งมีคนรัก พันธุ์แท้ ของ แฟรนไชส์ อยู่ ไม่น้อย ที่ คอย การกลับ มา ของ ทั้งคู่

และ สำหรับ Bad Boys For Life หรือ ภาค 3 นี้จะต้อง พูดว่า หนังฉวยโอกาสของ ระยะห่าง

จากภาคก่อนที่จะ นักแสดง วัย เปลี่ยนแปลงล่วงสู่ตอน เกษียณ ได้เหมาะสมที่สุด อีกทั้งวิถีคิด

แปรไป รวมทั้งทั่วโลก สมัยใหม่ ที่ ไป ไว จนกระทั่งละเลย คนสูงวัย เร็ว ขึ้น เทคนิค ซักถาม ลุย

ดะของ หมา แก่ แบบ เก่าๆ เริ่ม ถูก ดูถูกด้วย หน่วย ไฮเทค ที่ เครื่องใช้ไม้สอย พร้อม ทั้งยัง แฮ

ก เก อร์ ทั้งยัง โด รน สายแล้วก็เมื่อมาร์คัส (มาร์ติน ลอวํเรน ซ์) ยอมแพ้ ต้องการปลดเกษียณ

ตนเอง อยู่กับ ครอบครัว แสน สุข ใน ยาม ที่ ตน ได้ เป็นคุณ ตา โดย หวัง จะมีผลให้คู่ขาเปลี่ยน

ความคิดตาม รวมทั้ง เลิก พังทลาย สังขาร เสี่ยงอันตราย ตามเคย เป็นมาในเวลาที่ ทาง ไมก์

(วิล สมิธ) กลับยัง ทะนง ตนว่า เป็น ตำรวจ มือ ฉกาจฉกรรจ์ ที่ไมอา มี สมญานาม หนังเหนียว

ยิง ไม่ เข้า แต่ สมัยก่อน ที่ เขา เคย สร้างความแค้นกับ ผู้กระทำผิดกฎหมาย ไว้ จำนวนมาก ก็

ยัง ตาม หลอก ใน รูป ของ การฆ่า ทวงแค้น ซึ่ง ทำให้เขา ไม่บางที่อาจ ถอนตัว จาก การสู้รบ

ปราบ ขโมย ได้ไม่ยาก

ทั้งนี้เมื่อดูจากบทตั้งต้นที่ โจ คาร์นาฮาน (จากหนัง Smokin’ Aces, 2006) และ ปีเตอร์ เครก

(จากหนัง The Town, 2010) ได้วางกันไว้ ก็ถือว่าฉลาด และสมเหตุสมผล เราไม่สะดุดกับ

ลำดับสถานการณ์ที่ผลักดันตัวละครให้ต้องเป็นไป ซึ่งเป็นการเขียนบทที่ดีมากเมื่อเทียบกับหนัง

แนวแอ็กชันที่มักเอาฉากโชว์เป็นตัวนำแล้วยัดเหตุผลให้ตัวละครวิ่งเข้าไปหาฉากเหล่านั้นเสีย

มากกว่า แต่กับเรื่องนี้เรารู้สึกถึงแรงขับดันของตัวละครเอกที่สวนทางกัน และการมีสติของตัว

ละครรอบข้างอย่างที่มนุษย์ควรเป็นทั้งนิทานศาสนาพุทธที่ผู้กองฮาเวิร์ดยกมาเตือนสติไมก์ก็คม

และมาได้ถูกที่ถูกทางจนน่าประหลาดใจกับหนังสไตล์ไมเคิล เบย์แบบนี้

ผู้กองฮาเวิร์ดสายสติของหนัง

อดิล เอล อาบี และ บิลัล ฟัลลาห์ เจ้าของรางวัลหนังยอดเยี่ยมจากหลายเทศกาลประกวดจาก

ผลงานเด่นอย่าง Broeders (2011) Black (2015) และ Patser (2018) ซึ่งโดดเด่นชัดเจน

ในสไตล์หนังแอ็กชันที่มีคนผิวสีเป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งก็ลงตัวเหมาะเจาะในการมารับไม้ต่อ

จาก ไมเคิล เบย์ ที่จะสร้างสรรค์เรื่องราวของคู่หูตำรวจผิวสีสุดแสบในยุคนี้ ซึ่งทั้งอดิลและบิรัลก็

ยังเก็บเอกลักษณ์แบบเบย์ไว้ได้ทั้งภาพสุดสวย ช็อตเท่ ๆ แอ็กชันว่องไวระทึกอารมณ์ โดย

เฉพาะฉากขับรถไล่ล่าทำได้สนุกมาก ในขณะที่ความเว่อวังพังเมืองก็วินาศสันตะโรได้พอดี

(กระนั้นก็ยังมีฉากสะดุดใจนิดหน่อยอย่างตัวร้ายเอาปืนยิงรถแล้วระเบิดทันที) ความสำเร็จของ

หนังอีกปัจจัยสำคัญคือการสร้างตัวร้ายที่ดูมีเนื้อหนัง มีมิติที่มาที่มีน้ำหนัก ทั้งยังมีความเก่งทัน

เล่ห์รวมถึงความโหดเหี้ยมจนทำเราช็อก เซอร์ไพรส์ได้หลายรอบต่อหลายรอบเลยทีเดียว

เจคอบ ซิปิโอ นักแสดงหน้าใหม่ที่มารับบทตัวร้ายของภาคนี้ เหี้ยมถึงใจ พูดถึงฝั่งแอ็กชันแล้วก็

ต้องมาดูฝั่งความตลกบ้าง มุกตลกของหนังก็มาจากการล้อเลียนจากภาคเก่า ๆ ล้อเลียนความ

แก่ของตัวละคร และมุกจากเคมีที่เข้าขากันย่ำปึ้กระหว่างวิล สมิธกับมาร์ติน ลอว์เรนซ์ โดยไมก์

ยังเป็นตัวโหด และให้มาร์คัสเป็นตัวฮา ซึ่งจะพูดว่าเป็นสูตรสำเร็จมันก็เป็นสูตรสำเร็จที่ยังทำงาน

ข้ามยุคข้ามสมัยมาได้ดีมาก ๆ ข้อติงก็มีว่าหลายมุกอาจเรียกร้องความเข้าใจจากภาคเดิมเล็ก

น้อยเช่น เรื่องครอบครัวของมาร์คัส ที่คนเพิ่งมาดูภาคนี้เป็นภาคแรกอาจสงสัยว่าเขาตลกอะไร

กันในฉากเปิดเรื่อง แต่เอาจริงแล้วสำหรับคนที่ไม่เคยดูก็ไม่ถือว่าหนังใจร้ายนัก เพราะก็เข้าใจ

ได้ไม่ยากและมุกส่วนใหญ่ก็มาจากสถานการณ์ใหม่ในหนังมากกว่า

เพิ่มความเผ็ดความฮาด้วยทีมพิเศษทางเทคโนโลยี

สรุปนี่คือหนังแอ็กชันคอมเมดี้สไตล์คู่หูตำรวจแบบคลาสสิกที่เคยเป็นที่โปรดปรานกันมาก ๆ

สมัยยุค 90s แต่ยังสามารถกลับมาในยุค 2020 ได้แบบไม่อายใคร เรียกว่าเป็นภาคใหม่ที่ห่าง

ภาคเก่าจนลืมและน่าจะไม่เวิร์ก แต่กลายเป็นเซอร์ไพรส์และเป็นหนังที่สนุกมากได้เสียอย่างนั้น

คอบันเทิงทั้งแฟนเดิมจากภาคแรก ๆ ทั้งคอแอ็กชันตลกโปกฮา ไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวง

>>> ดูหนังซับไทย <<<

ภาพยนตร์แอคชั่นผจญภัยฟอร์มยักษ์ Extraction

Extraction คนระห่ำภารกิจเดือด

Extraction

Extraction คนระห่ำภารกิจเดือด ภาพยนตร์แอคชั่นผจญภัยฟอร์มยักษ์ของ Netflix นำแสดง

โดย คริส เฮมสเวิร์ธ (Chris Hemsworth) เป็นผลงานกำกับแรกของแซม ฮาร์เกรฟ (Sam

Hargrave) ภายใต้ความร่วมมือของบริษัท AGBO Films และ TGIM Films, Inc.

Extraction เกี่ยวกับเรื่องราว ของ ไท เลอร์ เรค ( คริส เฮมส์เวิร์ธ)อดีตกาล ทหาร ฮาสาสมัคร

ที่ ผันตัว มา เป็น ทหาร รับจ้าง ที่ ดำเนินชีวิตไป วันๆ อย่างไร้ จุดมุ่งหมาย จนถึงเขา ได้รับ

ภารกิจ ให้ ช่วย ชิงตัวโอวี มหาจัน ลูกชาย ของ มาเฟีย ใหญ่ ใน วงการ อาชญากรรม ระหว่าง

ประเทศ ที่ ตัว บิดา ยังติดคุก อยู่ แม้กระนั้น ลูก ก็ โดน ลักพาตัวไป เรียกค่าไถ่ โดย หัวหน้า

มาเย อีก แก๊งหนึ่ง ที่ ไม่ตรงกัน กัน มายาวนาน ไทเลอร์ ก็เลยจำเป็นต้อง บุกรัง โลกมืด ของ นัก

ค้า อาวุธ หยาบคาย รวมทั้งพวก ลักลอบค้า สิ่งเสพติด ที่ เต็มไปด้วย อันตราย ทุก ฝีก้าว เมื่อ ทุก

สิ่งทุกอย่างในเมือง ถูก ควบคุม โดย มาเพียขา โหดเหี้ยมรายนี้ เว้นเสียแต่ ความ อันตราย แล้ว

การคิดคดทรยศ แผน ซ้อน แผน รวมทั้ง ความเชื่อใจ ที่ ไม่อาจจะ หา ได้ ใน ภารกิจกับ บท

ทดลองข้างในจิตใจ ของเขา กับ เงื่อน ใน สมัยก่อน ก็ ยิ่ง ทำให้ ภารกิจ ใน คราวนี้ เหมือน เป็น

จุดเปลี่ยนแปลง ของเขา แล้วก็เด็กผู้ชาย คน นั้น ไป ชั่วกัลปวสาน

“ตัวละคร นี้ มากับจิตใจ ที่ แตกสลาย ร่าง ที่ ไร้จิตวิญญาณ รวมทั้งเปลี่ยน ภาวะ เป็น เสมือน ปืน

ที่ พร้อม จะ ใส่ ลูกปีน แล้วก็ ยิงศัตรูเมื่อมีคน จ้างเขา ภารกิจ ที่เขาได้รับ เกือบจะ เป็นการฆ่าตัว

ตาย แต่ว่า มันก็มอง เหมาะสมกับเขา อย่าง แปลก ใน เหตุการณ์ ขณะนั้น แต่ว่า เมื่อ เขาได้

ลงมือ ทำหน้าที่ มัน เปลี่ยนไป เป็น ตัวกระตุ้น ให้ เขา ได้ มองเห็น บางอย่าง ใน ชีวิต ที่ทำให้จำ

ต้อง พบเจอ กับ สถานการณ์ ของ ชีวิต อย่างปัจจุบันนี้ ” คริส เฮมส์เวิร์ธ เอ่ยถึง หน้าที่ ที่ เขา ได้

รับ ที่ เขา ยัง กล่าวต่อ อีก ว่า ต้นสายปลายเหตุ ที่ เขา รับ เล่น ประเด็นนี้ ก็เพราะว่า เมื่อ อ่าน

สคริปต์ แล้ว พบว่า มัน เป็นการ ประสมประสาน ความ เป็น ภาพยนตร์ แอ็กชั่น รวมทั้งดราม่า ที่

เหมาะ อย่าง พอดี จนถึงเกิด เป็น เหตุผล ของพฤติกรรม ใน นักแสดงที่ ดูเข้าท่าดี

ซึ่งเสียงตอบรับของผู้ชมที่ได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ไปแล้ว ก็มีเสียงแตกออกเป็นสองฝั่งทันที

กับความมีเหตุผลของบทภาพยนตร์ ที่บ้างก็ว่าอ่อนเกินไป บ้างก็ว่าไม่สมเหตุสมผล แล้วแต่

เสียงวิจารณ์จะพาไป แต่ที่สุดแล้วนี่คือภาพยนตร์แอ็กชั่นที่กำกับโดยอดีตผู้ประสานงานสตันต์

(Stunt Coordinator) อย่างแซม ฮาร์เกรฟ ผู้ที่ร่วมงานกับมาร์เวลมาอย่างโชกโชน ดังนั้นเขา

จึงสามารถถ่ายทอดและนำเสนอความเป็นแอ็กชั่นที่เต็มไปด้วยลูกบ้า ความระห่ำ และระทึกใจ

แบบแทบจะทุกวินาทีของภาพยนตร์ ที่ถ้าคุณสามารถมองข้ามหรือไม่พยายามจับผิดภาพยนตร์

แนวนี้ นี่ก็คือความบันเทิงตลอดความยาวเกือบ 2 ชั่วโมงชั้นดี ที่ให้คุณสามารถเสพกันได้อย่าง

เพลิดเพลิน แม้คุณจะไม่ใช่แฟนภาพยนตร์แอ็กชั่น (อย่างเช่นตัวผู้เขียนเอง) ก็สามารถสนุกไป

กับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้

แน่นอนว่าฉากแอ็กชั่นคือหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ ซึ่งแซม ฮาร์เกรฟที่เคยดูแลฉากต่อสู้และสตัน

ต์ในภาพยนตร์ทุกเรื่องของมาร์เวลก็ไม่ได้ทำให้คุณผิดหวังเลยแม้แต่วินาทีเดียว ทั้งฉากการไล่

ล่าพร้อมมุมกล้องเหมือนการเล่มเกม ฉากต่อสู้สาดกระสุนแบบไม่มีวันหมดที่ดูเหมือนจะเป็นฉาก

Long Take ที่ต้องใช้ทักษะการถ่ายทำชั้นเซียน พร้อมทั้งอาวุธสงครามที่แทบจะขนมาทั้ง

กองทัพ จึงรับรองได้ว่าสาแก่ใจคอแอ็กชั่นอย่างแน่นอน

สำหรับการถ่ายทำในประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะไม่มีการบ่งบอกว่าเรื่องราวในภาพยนตร์นั้นเกิดขึ้น

ในประเทศไทย เพราะส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเมืองธากา ประเทศบังคลาเทศ แต่การใช้สถานที่ใน

ประเทศไทยถ่ายทำหลายฉากในเรื่อง รวมถึงฉากสำคัญของเรื่อง ที่ทีมงานฝ่ายโปรดักชั่นได้

เนรมิตให้เป็นเมืองธากา แต่กลิ่นอายความเป็นไทยก็ยังคงซ่อนอยู่จนคุณสามารถเดาได้ไม่อยาก

ว่าฉากไหนคือประเทศไทย ซึ่งเหตุผลที่โปรดักชั่นระดับฮอลลีวูดเลือกเมืองไทยเป็นสถานที่ถ่าย

ทำ มาจากเหตุผลหลักก็คือตารางเวลาที่ลงตัวนั่นเอง นอกจากนี้ผู้กำกับของเรื่องแซม ฮาร์เกรฟ

ก็ได้กล่าวถึงการถ่ายทำว่า

“พลังงานและความตื่นตัวของทีมงาน ผู้คน ชาวบ้านในเมืองที่เราไปถ่ายทำ เป็นประสบการณ์ที่

น่าประทับใจมาก มีบางครั้งที่หลังสิ้นเสียงคัต เสียงปรบมือเกรียวกราวจากคนนับพันก็ดังขึ้น

ทันที ทำให้ทีมงานทุกคนสามารถรู้สึกได้ถึงพลังงานจากตรงนั้น และผมก็คิดว่ามีภาพยนตร์ฮอล

ลีวูดไม่กี่เรื่องที่ใช้สถานที่ในประเทศไทยเป็นที่ถ่ายทำ”

>>> ดูหนังใหม่ออนไลน์ฟรี <<<

ภาพยนตร์เกี่ยวกับแก๊งอาชญากรรม The Irishman

The Irishman ภาพยนตร์เกี่ยวกับแก๊งอาชญากรรม

The Irishman

The Irishman ภาพยนตร์เกี่ยวกับแก๊งอาชญากรรม บางทีอาจ ปรากฏ อยู่ ใน โลก แผ่น ฟิล์ม

ถ่ายรูป ไม่ มากสักเท่าไรนักหมวด รายละเอียด ที่ น้อยกว่า รายละเอียด ชนิด อื่น ไม่ บางทีอาจ

สะท้อนถึง ประสิทธิภาพ ของ ตัว ภาพยนตร์ได้ หนัง มาเฟีย ชั้นหนึ่ง ระดับ ขึ้นหิ้งก็มีเยอะมาก

แล้วก็ปีนี้ คนชอบดูหนังแก๊งสเตอร์ เพิ่งได้ ส้มผัสกับ ผลงาน ชิ้น ใหม่ ของมาร์ติน สกอร์เซซี

(Martin Scorsese) บอกเล่าเรื่องราว เกี่ยวกับ แก๊ง อาชญากรรม ใน สหรัฐฯ หลัง

สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วก็คดี ปัญหา เกี่ยวกับ การ หายตัว ไป ของจิมมี่ ฮอฟฟ่า (immy

Hoffa)คนที่ใครๆก็รู้จัก ใน ยุคสมัย นั้น

เป็น อีกที ที่ เน็ต ฟลิกซ์ (Netflix) ผู้ให้บริการ สตรี ม มิ ง แถวหน้า ของโลก ดิ่งผู้กำกับมือ

ทองคำ (ในหมวดหนังมาเย/แก๊งสเตอร์) ผลิตภาพยนตร์เรื่อง The Irishman เผยแพร่ ในวิถี

ทางไซเบอร์ ภาพยนตร์ประเด็นนี้ ยาว กว่า 3 ชั่วโมงพล็อตเรื่องหลักเล่า ชีวิต ของ “แฟรงค์ ชี

รัน” (Frank Sheeran) รับ ท โดย โรเบิร์ต เด นีโร (Robert De Niro)ผู้แสดงรุ่น ใหญ่ ของ

ฮอลลีวูด

พล็อตเรื่อง ในภาพ ยนตร์ ก็ ดแปลงแก้ไข มาจากรายละเอียด ในหนังสือ ประวัติ ของ แฟรงค์ ชี

รัน ที่ ใช้ชื่อว่า “I Heard You PaintHouses” เมื่อ ปี 2004 เขียน โดย ชาร์ลส แบรนด์ n

(CharlesBrandt) ทนายความ ที่ เคย ช่วย ชีรัน เดินเรื่อง ให้ อุทธรณ์ ออกมาจากเรือนจำ ได้

โดย กล่าวถึงว่าเขา มีปัญหา สุขภาพใน วัย 71 ปี รวมทั้งมีรายละเอียดส่วนใดส่วนหนึ่ง อ้างอิงคำ

บอกเล่าของเจ้าตัว ชีรัน ( ซึ่งก็โดนตั้งข้อซักถามถึงความตรงไปตรงมา ของข้อมูล เนื่องมาจาก

เขียนขึ้น ภายหลัง ชีรัน ออกมาจากคุก ใน วัย ใกล้ฝั่งแล้ว ถึงมาเริ่ม สารภาพว่า เขา เป็น ผู้อยู่

เบื้องหลัง การสังหาร ครั้ง ใหญ่ ใน แวดวงมาเฟีย)

นอกเหนือจาก ผู้กำกับมากมายความสามารถ แล้วก็ รับประกัน ด้วย ผลงาน ขึ้นหิ้งจำนวนไม่น้อย

The Irishman ยัง เป็นการ กลับมา ประชันหน้าที่ บน หน้าจอ ด้วยกัน อีกรอบระหว่าง นัก

แสดงรุ่น ใหญ่ อย่าง เด นีโร กับอัล ปาชิโน (Al Pacino) ซึ่งรับบทเป็น จิมมี่ ฮอฟฟh

(immyHoffa) แม่งาน ของ สหภาพ ผู้ใช้แรงงาน ผู้มีอำนาจ ใน สังคม อเมริกันซึ่งตอนปลาย

ของจิมมี่ ที่เขา หายตัว ไป นั้น ก็ยัง เป็น ปัญหา มา จนถึงทุกวันนี้

>>> ดูหนังซับไทย <<<

ภาพยนตร์ Don’t Breathe ลมหายใจสั่งตาย

Don’t Breathe (ลมหายใจสั่งตาย)

Don’t Breathe

Don’t Breathe (ลมหายใจสั่งตาย) ภาพยนตร์ แนว Thriller ระทึกขวัญ ที่ กำกับ และ ร่วม

อำนวยการ สร้างโดย Fede Alvarez (เจ้าของ ผลงาน Remake ภาพยนตร์ สยองขวัญใน

ตำนาน อย่าง Evil Dead เวอร์ชั่น ปี 2013) นอกเหนือจากนั้นยังมีSam Raimi (เจ้าของ ผล

งาน สยองขวัญ Evil Dead ต้นฉบับอีกทั้ง 3ภาค รวมทั้ง ซีรีส์ ภาค แยก อย่าง Ash VS Evil

Dead รวมถึง Spider-Man ฉบับ Tobey Maguire) และ Robert Tapert มาร่วมอำนว

ยการสร้าง ด้วย

เนื้อเรื่อง/เรื่องย่อ

เรื่องราว ของ 3 โจรวัยรุ่น ซึ่ง ประกอบไป ด้วย Rocky (เล่นบท โดย Jane Levy), Alex (รับ

บท โดย Dylan Minnette) แล้วก็ Money (รับบทบาท โดย Daniel Zovatto) ที่ตกลงใจ

แอบ เข้าไป ปล่นทรัพย์ ในบ้าน ของ Norman Nordstrom (รับบท โดย Stephen

Lang)อดีตกาล ทหานที่เคยผ่านการรบ ที่ ได้รับบาดเจ็บ จนถึงทำให้ตาบอด

แต่งาน นี้ กลับไม่ได้ง่าย เหมือนอย่างที่คิด จาก ผู้ตามล่า จะต้อง แปลงเป็น ผู้ถูกตามล่า เสีย

เอง ทั้ง 3 มิจฉาชีพ จะต้อง แปลงเป็น เหยื่อ ที่ ถูกชำเลืองตา บอดตามล่า อยู่ ด้านในภาย ของ

เขา พร้อมทั้ง การ ศึกษาคันพบ ปัญหา บางสิ่งบางอย่าง ที่ ชำเลืองตา บอด เก็บ หลบซ่อน เอา

ไว้จำเป็นต้องไปตาม ลุ้น กัน นะ ฮะ ว่า ทั้งยัง 3 โจร จะสามารถ เอาชีวิตรอด และก็ ปล่นทรัพย์

จาก ชำเลืองตา บอดนี้ ได้ หรือไม่

พล็อตเรื่อง ง่ายๆ เล่า ง่ายๆ ไม่มี อะไร สลับซับซ้อน แต่ว่า สนุก รวมทั้งสำราญใจ เป็นบ้า เลย ฮะ

โคตร ลุ้น เลย หนัง แนะนำตัว ละคร ทั้งยังมิจฉาชีพ ให้ พวกเรา ได้ทราบ จะ แแบบ พื้นๆ ใน

ตอน 10-15 นาที แรกต่อจากนั้น ก็ อัดความมัน ส์ แบบ Non-Stop กัน อย่างยิ่งจริงๆ ลุ้นแทน3

ขโมยกันจนกระทั่งเหนื่อยเลยล่ะ

>>> ดูหนัง hd <<<

ภาพยนตร์ 365 DNI จำเลยรักฉบับมาเฟีย

365 DNI เป็นเรื่องราวของมาเฟียหนุ่ม

365 DNI เป็นเรื่องราวของมาเฟียหนุ่ม

365 DNI เป็นเรื่องราวของมาเฟียหนุ่ม ที่เกือบจะต้องเสียชีวิต เพราะว่ามี มือดี ลอบฆ่า บิดา

ของเขา แล้วก็ลูกกระสุน ทะลุ โดน ตัว ก่อน สลบ มาเฟีย ชายหนุ่ม ได้ เห็นภาพ ของ สตรีคน

หนึ่ง รวมทั้งเมื่อฟื้นขึ้น มาก็ มองเห็น แม้กระนั้น ภาพ ของ สตรีคนนั้น ก็เลยได้ กระทำการออก

ตามหา แม้ว่าจะไม่รู้จักว่า เป็นใครกันแน่

เมื่อ เวลาผ่านไป สาวสวย อย่าง เลาร่า (อัน นา มาเรีย เช็กลุซกา)ได้มา ท่องเที่ยว สังสรรค์ วัน

เกิด กับ แฟน ชายหนุ่ม และก็เจอกับ มัสซิโม่ เป็นสาเหตุให้หนุ่ม จับมา และเอ่ย ประโยคเด็ด ว่า

“ผมจะเปิดโอกาสคุณหลงรักผม ภายใน 365 วัน โดยที่ 1ปี นี้ผมจะไม่ทำอะไร คุณ จวบจน

กระทั่ง คุณ จะ อ่ย ปากขอ”

เรื่องราว ใน 365 DNI บรรยายถึง มัสซิโม (มิเชลล์ มอ โร เน่)มาเย ชายหนุ่ม รูปงาม หนวดเครา

ดก กล้าม เป็น ผูก อย่างกับ พระผู้เป็นเจ้า ปั้น หุ่น เทพ มา ให้ ขนาด เพศชายร่วมกัน เอง ยัง

จำเป็นต้องทำความเคารพ เกือบจะ เท้า แต่ว่า ชะตากรรม กำเนิด กลับระหว่างที่เขา กำลังไป ท่า

อากาศยาน กับ บิดา ของตนเอง มัสซิ โม หลือบไปมองเห็น สาวสวย อย่างเลาร่า ( แอน นา มา

เรีย ซีคลัคก้า) นักธุรกิจสาวสุด แซ่บ เรื่องราว ที่ ไม่คิด ก็เกิดขึ้น เมื่อ บิดาของมัสซิโม ถูกลอบ

ฆ่า ต่อหน้า ส่วนตัวเขา เอง บาดเจ็บอย่างหนัก ระหว่างที่ ฟื้น อยู่นั้น เลา ร่า เป็น เพศหญิง ใน ฝัน

ของเขาตลอดมา

เวลา ผ่านไป หนึ่ง ปี เมื่อ มัส สิ โม ค้นหา ที่อยู่ ของเลาร่าเจอ เขา ก็เลยใช้ กระบวนการ แบบ

แบด ๆ สไตล์ มาเฟีย ด้วย การลักพา ตัว เลา ร่า มายังที่ คฤหาสน์ ซะ เลย เพื่อให้เธอ อยู่ กับ เขา

แบบ สนิทสนม สนิท สนิทแน่นและก็ ยื่นข้อเสนอ สุด แซ่บ ที่ว่า ผม จะเปิดโอกาส คุณ หลง

เสน่ห์ ผม ให้ได้ภายใน 365 วัน!

จุดขาย สำคัญๆ ของ หนัง เน้น เลย โดยยิ่งไปกว่านั้น ฉาก เข้าพระเข้านาง ของดารานำชาย ที่

แซ่บ รุนแรง ถึงใจถึงอารมณ์ ดิบๆ ประเภทจัด หนักจัด เต็ม ไม่ ประนีประนอม ( พี่ค แค่ไหน

ชี้แนะ ให้เปิด ชม เองเล่า มากมาย ประเดี๋ยว จะ ไม่ เซอร์ไพรส์ แต่ว่าในเวลาเดี่ยวกัน ในด้าน

ของ บทภาพยนตร์ จัด ได้ ว่า อ่อนเปียก ตรงเกณฑ์ นิยาย แนว เพ้อฝัน ของ แม่บ้าน ผัวเบื่อ ไทป์

เดียว กับ Fifty Shades of Grey ซึ่งเน้นย้ำา เรื่อง โรแมนซ์ ระหว่าง ผู้แสดง โดย ไม่สนใจ

ความสมจริงสมจัง ของเบื้องหลัง อะไรก็ตาม เน้น ความ แฟนตาซี้ ที่ หา ได้ ยาก อย่างมากที่จะ

เกิดขึ้น ใน ชีวิตจริง

ดังนั้น 365 DNI จึงเป็นหนังฆ่าเวลาอย่างแท้ทรู ไม่มีเนื้อหาสาระอันใดที่ชวนจับต้องได้ เรื่อง

สิทธิสตรี หรือ โลกมาเฟียอิตาลีเป็นอย่างไร ไม่ต้องไปคิดเยอะ เพราะไม่มีให้คุณได้ใช้ขบคิดให้

เปลืองเซลล์สมองอย่างแน่นอน แต่ถ้าอยากดูดาราหน้าตาดีๆ หุ่นเซี๊ยะจนอยากจะตามไปฟอล

โลว์อินสตาแกรมต่อ ฉากหลังที่งดงามจนอยากจะเก็บเงินบินไปเที่ยวตามรอยในหนัง และเพลง

ประกอบภาพยนตร์ชวนฝันหวาน หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับคุณ

หาดูกันได้แล้ววันนี้บน หนัง hd ครับ

ภาพยนตร์ Top Gun ฟ้าเหนือฟ้า

Top Gun เป็นภาพยนตร์แอคชันดราม่าอเมริกัน

Top Gun

Top Gun เป็นภาพยนตร์แอคชันดราม่าอเมริกัน เรื่องใหม่ที่กำกับโดย โจเซฟ โค

ซินสกี จากบทภาพยนตร์โดย เอห์เรน ครูเกอร์, เอริค วอร์เรน ซิงเกอร์ และ คริสโตเฟอร์ แมคค

วอร์รี และเรื่องราวโดย ปีเตอร์ เครก และ จัสติน มาร์คส์  เป็นภาคต่อของเรื่อง ท็อปกัน ฟ้าเหนือ

ฟ้า ในปี ค.ศ. 1986 ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดย ทอม ครูซ, ไมลส์ เทลเลอร์, เจนนิเฟอร์ คอน

เนลลี, จอน แฮมม์, เกลน โพเวล, ลูวิส พูลแมน, เอ็ด แฮร์ริส และ วัล คิลเมอร์ ครูซและคิลเมอร์

ยังรับบทนำต่อจากภาพยนตร์เรื่องแรก

ท็อปกัน: มาเวอริค มีกำหนดฉายในสหรัฐและแคนาดาในวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 2021 โดยพา

ราเมาต์พิกเจอส์ นอกจากนี้ยังจะสามารถสตรีมบน Paramount+ 45 วันหลังจากการเปิดตัว

ละคร เดิมมีกำหนดฉายในวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 2019 แต่ถูกเลื่อนออกไปเพื่อ “อนุญาต

ให้การผลิตทำงานตามลำดับเที่ยวบินที่ซับซ้อนทั้งหมด” จากนั้นการเปิดตัวก็ล่าช้าออกไปอีก

เนื่องจากการระบาดทั่วของโควิด-19 และความขัดแย้งในการกำหนดเวลาฉาย

เรื่องราวของ “มัลเวอริค” รหัสเรียกชื่อของลูกชายอดีตนักบินที่เก่งที่สุดคนหนึ่ง ด้วยความ

มั่นใจในตัวเอง บวกกับความใจกล้าบ้าบิ่นทำให้เขาถูกส่งมาฝึกที่หน่วย Top Gun แต่ก็ไม่วายที่

จะแหกกฏเป็นประจำ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ทำให้เขาต้องเรียนรู้และก้าวเข้าสู่บทเรียนสำคัญ

ในการใช้ชีวิตและการฝึกบิน

เปิดเรื่องมาด้วยเครื่องบินมิคของข้าศึกไม่ระบุสัญชาติโผล่มาในเรดาห์ จึงต้องส่งเครื่องบินที่

ลาดตระเวนอยู่ขณะนั้น 2 ลำ ไปขับไล่ ซึ่งได้แก่ เครื่องบินของ “มัลเวอริค” (ทอม ครูซ) และ

“กูส”  และอีกลำคือ คูก้าและคู่บินของเขา

เมื่อไล่ต้อนกันได้สักพัก เครื่องบินของคูก้า ถูกเครื่องบินข้าศึกล็อคเป้ายิงไว้ แต่ข้าศึกยังไม่ยิง

มัลเวอริคบินแบบผาดโผนเพื่อเข้าใกล้เครื่องบินมิคของข้าศึก โดยบินแบบกลับหัว ไปอยู่ด้านบน

ของข้าศึก และใช้กล้องถ่ายภาพไว้ ทำให้ข้าศึกรีบหนีไป

คูก้า เกิดอาการกลัวตายอย่างสุดชีวิต เพราะรู้ตัวว่าถูกล็อคเป้าไว้ เขาจึงไม่สามารถประคองสติ

ให้ลงจอดได้ มัลเวอริคถูกสั่งให้กลับฐาน แต่เขากลับฝ่าฝืนคำสั่งเพื่อไปช่วยคูก้า โดยพูดให้สติ

และบินเป็นเพื่อนจนถึงฐานในที่สุด หลังจบเหตุการณ์นั้น คูก้าลาออก ผู้บังคับบัญชาจึงจำใจส่ง

เขาและกูส ไปฝึกบินที่ Top Gun ซึ่งที่นั่น รวมหัวกะทิที่บินเก่งที่สุด เพื่อมาฝึกให้เก่งยิ่งกว่า

โดยในตอนแรกผู้บังคับบัญชาตั้งใจจะส่งคูก้าไป แต่คูก้าลาออกไปก่อน ตำแหน่งนักบินที่บินเก่ง

ที่สุดในหน่วยนั้นจึงตกเป็นของมัลเวอริค โดยประวัติของมัลเวอริคจะไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะก่อ

เรื่องไว้เยอะ

ตอนปฐมนิเทศ ก็พบกับผอ.ของที่นั้น “ไวเปอร์” ที่ขึ้นชื่อว่าสุดยอดนักบินในตำนาน  มัลเวอริค

ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องมีชื่ออยู่ในบอร์ดนักบินที่บินเก่งที่สุดในรุ่น ทำให้เพื่อนร่วมรุ่นหลายคนเกิด

อาการหมันไส้ รวมไปถึง “ไอซ์แมน” (วัล คิลเมอร์) ที่เป็นระดับหัวกะทิเหมือนกัน หลังจบจาก

การปฐมนิเทศ เขาตรงไปยังบาร์ และไปร้องเพลงจีบสาวชื่อ “ชาร์ลี” (เคลลี แมคกิลลิส) เช้าวัน

ต่อมาเมื่อเริ่มเข้าชั้นเรียน ก็ต้องตะลึงเพราะชาร์ลีคือหนึ่งในครูฝึกของเขา

เมื่อเริ่มสู่บทเรียนฝึกบิน มัลเวอริคก็สร้างวีรกรรมอีกเช่นเคย แม้ว่าเขาจะเอาชนะครูฝึกได้ แต่เขา

ก็แหกกฏการบิน ซึ่งโดยไวเปอร์เรียกว่าอบรมอยู่พักใหญ่ และเมื่ออยู่ในคลาสเรียนของชาร์ลี มี

การพูดถึงเครื่องบินมิค มัลเวอริคเล่าว่าเขาเคยขับไล่เครื่องบินมิคมาแล้ว โดยการบินกลับหัว แต่

ก็ไม่มีใครเชื่อ และยังโดนไอซ์แมน คู่แข่งคนสำคัญแดกดัน และในคลาสต่อๆ มา ชาร์ลี ที่เขามุ่ง

หน้าจีบ แบบไปมาหาสู่กันถึงบ้าน ก็หักหน้าเขาต่อหน้าชั้นเรียน ทำให้เขาโกรธเธอมากจนขับ

มอเตอร์ไซค์หนีไป ชาร์ลีขับรถยนต์ตามมา ปรับความเข้าใจกันในที่สุด ระหว่างนั้นมัลเวอริค ชาร์

ลี กูส และครอบครัวได้ทานข้าวร่วมกัน มัลเวอริครักกูสมาก เปรียบเหมือนเพื่อนตายที่ร่วมหัวจม

ท้ายมาด้วยกันตลอด เขาพูดกับกูสเสมอว่ากูสคือครอบครัวที่เขาเหลืออยู่

ต่อมาเมื่อถึงชั่วโมงฝึกบิน เครื่องบินของมัลเวอริคมีปัญหา ทำให้ต้องดีดตัวออก แต่หัวของกูส

เกิดการกระแทกระหว่างดีดตัว ทำให้คอหัก เสียชีวิตทันที เหตุการณ์นี้ทำให้มัลเวอริคเสียศูนย์

มาก เขาโทษตัวเองเพราะนิสัยห่ามๆ ชอบความท้าทายและบ้าบิ่นของเขา แม้การสอบสวนออก

มาว่าปัญหาอยู่ที่ตัวเครื่องบิน ไม่ใช่มาจากความประมาทของมัลเวอริค ก็ไม่ทำให้เขาหายโกรธ

ตัวเอง เขาจึงยื่นใบลาออก ส่วนชาร์ลี ก็โดนมัลเวอริคฟาดงวงฟาดงาใส่ จนต้องทำเรื่องย้ายงาน

หนีไป แต่เหตุการณ์นี้ทำให้ไอซ์แมนกับมัลเวอริคเลิกอีโก้ใส่กัน เพราะไอซ์แมนรับรู้ถึงความสูญ

เสียนี้ได้

ไวเปอร์ไปเตือนสติมัลเวอริคโดยเล่าเรื่องพ่อของเขาให้ฟัง มัลเวอริครู้เพียงว่า พ่อขับ F4 ไปรบ

ในสงครามเวียดนามแล้วไม่กลับมาอีก ไวเปอร์เล่าว่าพ่อของเขาเสียสละตัวเอง ช่วยชีวิตเพื่อนๆ

ไว้อีก 3 ลำ ซึ่งข้อมูลนี้เป็นข้อมูลลับที่ทางการปกปิดไม่ให้ครอบครัวของมัลเวอริครู้ มัลเวอริคจึง

ตัดสินใจฝึกให้จบหลักสูตร และตำแหน่งนักบินที่สุดยอดที่สุดในรุ่นก็ได้แก่ ไอซ์แมน มัลเวอริค

ร่วมยินดีกับเขา แต่ก็ฉลองได้ไม่นาน ก็ต้องออกไปทำภารกิจพิเศษ โดยขับไล่เครื่องบินมิคของ

ข้าศึก

ไอซ์แมน และเครื่องบินอีกลำถูกข้าศึกไล่ต้นจนตกไปหนึ่งลำ  มัลเวอริคบินขึ้นไปช่วยไอซ์แมน

และยิงข้าศึกร่วงไปได้หลายลำ หลังจากจบเหตุการณ์นี้ เขาบินจอดที่ฐานประดุจฮีโร่ ผู้คนร่วม

แสดงความยินดีกับเขา และเขาก็ได้รับข้อเสนอพิเศษให้เลือกว่าจะไปปฏิบัติงานที่ไหน มัลเวอริ

คขอเลือกเป็นครูฝึกที่ Top Gun  จากนั้นชาร์ลีก็กลับมาหาเขา และจบบริบูณร์ด้วยดี

เนื้อเรื่องไม่ซับซ้อน สนุกในแบบฉบับหนังสมัยก่อน มีจุดเด่นตรงฉากไล่ล่าของเครื่องบินที่ยุคนั้น

ถือว่าทำออกมาได้ดี ประกอบกับเพลงและฉากคลาสสิคที่สร้างตำนานให้หลายคนจดจำ

บอกตรงๆ ว่าคาดหวังกับหนังเรื่องนี้ไว้เยอะมาก เพราะได้ยินกิตติศัพท์มานาน ดูใครๆ ต่างชื่น

ชอบ Top Gun มากๆ อาจด้วยสมัยนั้นกระแสหนังแรงมาก ทั้งฉากขี่มอเตอร์ไซค์ สวมแว่น สวม

แจ็คเก็ต นางเอกซ้อนท้าย เพลงประกอบที่เพราะฟังแล้วเท่ เร้าใจ จึงทำให้เราคาดหวังกับหนัง

เรื่องนี้สูง ถ้าเทียบกับเนื้อหาของหนังสมัยใหม่ เรื่องนี้จะไม่ค่อยว้าวเท่าไร แต่สำหรับคนที่ดูในปี

1986 เรื่องนี้คือสุดยอดหนังแอ๊คชั่นเรื่องหนึ่งเลย

การดำเนินเรื่องของเรื่องนี้ ไม่ซับซ้อนเลย ไม่มีงงแน่นอนเพราะเล่าเป็นลำดับ 1-2-3 บาง

จังหวะของหนังแอบรู้สึกเงียบ ทำให้รู้สึกเบื่อเบาๆ แถมบทก็มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยตรงที่ ฉาก

หนึ่งบอกกับเราแบบนี้ แต่ฉากต่อมากลับกลายเป็นอีกแบบหนึ่ง

และที่ต้องชมเลยคือการดีไซน์ฉาก โทนสี แสงเงาต่างๆ คือเป็นหนังที่ภาพสวยใช้ได้ ยิ่งฉาก

เลิฟซีนนี่แอบแซ่บอยู่เหมือนกัน แม้เห็นเป็นเงาเท่านั้น แต่คือจูบจริ้งไรจริ้งจ้า

ด้านฉากไล่ล่าบนฟ้านั้น ก็บอกตรงๆ ว่าแอบแยกไม่ออก สารภาพเลย แต่ถามว่าสนุกมั้ย มันเป็น

ฉากที่สนุกและมันอยู่พอสมควรนะ ถือว่าทำออกมาชวนตื่นเต้นดี แต่บางทีเราแยกไม่ออกจริงๆ

อ่า หรือถ้าลองตั้งใจดูแบบจริงๆ อาจจะแยกออกก็ได้

>>> เว็บดูหนังฟรี <<<

ภาพยนตร์ La La Land นักเปียโนแจ๊สผู้มีความฝันอยากเปิดคลับเป็นของตนเอง

La La Land เรื่องราวเกิดขึ้นในเมือง LA

La La Land เรื่องราวเกิดขึ้นในเมือง LA

La La Land เรื่องราวเกิดขึ้นในเมือง LA เมื่อ Sebastian (Ryan Gosling จาก Drive, The

Big Short) นักเปียโนแจ๊สผู้มีความฝันอยากเปิดคลับเป็นของตนเองแต่ชีวิตยังคงจนตรอกและ

ถูกผู้จัดการ (J.K. Simmons จาก Whiplash) ไล่ออกจากร้านอาหารที่เขาเล่นอยู่ โคจรมา

พบรักกับ Mia (Emma Stone จาก The Amazing Spider-Man, Birdman) สาวน้อยผู้

ใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง ออดิชั่นนับครั้งไม่ถ้วน แต่สุดท้ายก็ยังเป็นได้แค่พนักงานร้านกาแฟใน

สตูดิโอของ Warner Bros.

La La Land เริ่มจากความฝัน ของ Damien Chazelle ผู้กำกับ และก็ผู้เขียนบท ดาวรุ่ง เขา

อยากได้ ทำ หนัง ที่เอา เสน่ห์ รวมทั้งพลัง จากสมัย หนังเพลง มา ใส่ไว้ภายใน สมัย ที่ ยุ่งเหยิง

แบบ เวลานี้

Damien Chazelle เห็นว่าครึ่งศตวรรษ หลังก่อนหน้านี้ นี้ โลก หมุนไป เร็วมาก ทำให้ห้ พวก

เรา ด่าง ให้ความใส่ใจ กับ ประเด็นต่างๆ ลดน้อยลง ดังเช่นว่า การเจอกัน โดยบังเอิญ หรือ การ

เสียโอกาส ด่างๆ ดังเช่นว่า การเลิกล้มความฝัน โดยทันที เมื่อ มาถึง ทางตัน เขา ก็เลย ต้องการ

ทำหนังเล่า ความรัก รวมทั้งความฝัน โดยการทำให้ เป็น หนังเพลงหรือ มิวสิคัล เพื่อ คืน ความ

สำราญ และก็ ความสนุกสนาน ให้ กับ ทุกคน

La La Land ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความรักของหนุ่มสาวเท่านั้น แต่มันยังเป็นการสดุดี

เมือง LA (แอลเอ) และวงเวียนที่ศิลปินคนแล้วคนเล่าต้องเสี่ยงต่อการหัวใจสลายเพื่องานศิลปะ

ของตัวเอง

ฉากหลังของ La La Land คือเมืองอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ในทุกช่วงตึกเต็มไปด้วยความฝันและ

ความทะเยอทะยาน ไม่ว่าจะเป็น คลับแจ๊ส ห้องออดิชั่น โรงหนังโรงละคร สตูดิโอถ่ายหนัง

ท้องฟ้าจำลอง ฯลฯ โดยเราจะได้เห็น LA ในมุมและมุมมองที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอีกด้วย

ฉากเปิดหนังคือฉากเต้นบนทางหลวง เราจะเห็นได้ว่า LA เป็นเมืองที่วุ่นวาย คนเยอะ และรถติด

เหมือน ๆ กับกรุงเทพฯ ที่เราคุ้นเคย แต่ข้อดีคือช่วงเวลารถติดนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีในการแนะนำให้

คนดูรู้จักกับคนช่างฝันอย่างพระนางของเรื่องเสียจริง ๆ

รถหลากสีหลายยี่ห้อบนทางหลวง LA แห่งนี้ ส่วนใหญ่มีคนนั่งแค่คนหรือสองคน การอยู่ในรถจึง

เหมือนการติดอยู่ในฟองอากาศส่วนตัวระหว่างรถติด บางคนก็เล่นเครื่องดนตรี บางคนก็ร้อง

เพลง หรือบางคนก็นั่งฝันกลางวัน คนช่างฝันแต่ละคนมีฝันต่างกัน แต่ละคนอาศัยอยู่ใน

ท่วงทำนองของตัวเอง รวมถึง Sebastian และ Mia

ดังนั้น ชื่อเรื่อง La La Land ไม่ได้หมายถึงอารมณ์ “ลั้ลลา” ประสาดนตรีแค่นั้น แต่จริงแล้วน่า

จะหมายถึงเมือง LA เมืองที่เต็มไปด้วยหนุ่มสาวศิลปินตะกายดาวผู้เปี่ยมไปด้วยความฝันอันยิ่ง

ใหญ่

La La Land มีองค์ประกอบที่ละเอียดและเยอะกว่าหนังดราม่าปกติมาก นี่ไม่ใช่หนังที่มีแต่บท

ที่ดีหรือทุนที่สูงเท่านั้น แต่ยังมีดนตรี ทำนอง เนื้อเพลง การบรรเลง การเรียบเรียง การออกแบบ

ฉาก เสื้อผ้า กล้อง การถ่ายภาพ การจัดแสง ฯลฯ ที่ซับซ้อนยุ่งยากราวกับการสร้างโลกใหม่หนึ่ง

ใบ

>>> หนัง hd <<<

นักแสดงก็ต้องไม่ใช่แค่ต้องดังหรือเก่งเท่านั้น แต่ต้องเป็นคนที่ทุ่มเทอย่างมากในการฝึกร้อง

เล่นเต้นระบำให้ดูเป็นนักร้องหรือนักดนตรีมืออาชีพที่สุด ซึ่ง Ryan Gosling กับ Emma

Stone สุดยอดมาก ร้องเอง เต้นเอง เล่นเปียโนเองทุกช็อตโดยไม่ลิปซิงค์หรือใช้สแตนด์อิน

เราอาจจะเคยเห็น Ryan Gosling กับ Emma Stone แสดงหนังด้วยกันมาตั้งแต่ Crazy,

Stupid, Love. และ Gangster Squad  แต่เรื่องนี้ทั้งคู่มาเหนือเมฆ เคมีเข้ากันมาก และจัด

เต็มสุด ๆ รับรองว่าไม่เคยเห็นพวกเขาแบบนี้ในหนังเรื่องอื่น ๆ มาก่อนแน่นอน

ความหล่อของ Ryan Gosling คงไม่ต้องพูดเยอะกันอยู่แล้ว แต่ความสุดยอดของเขาคือเขา

เป็นนักแสดงโดยแท้จริง ผลงานหลายเรื่องที่ผ่านมา พิสูจน์ได้เลยว่าว่า เขาเล่นบทอะไรก็ได้

ดราม่า คอมมีดี้ บทโหด บทหวาน

จนถึง La La Land เขาทุ่มเททุ่มเวลาเรียนและซ้อมเปียโนแจ๊สและเรียนเต้นเป็นเดือน ๆ เพื่อ

ให้เข้าถึงตัวละครที่เป็นนักเปียโนแจ๊สทั้งร่างกายและจิตใจ ถ้าได้ดูหนังแล้ว จะสังเกตได้เลยว่า

ทุกช็อตที่พระเอกเล่นเปียโน มันคือ Ryan คนเดียวล้วน ๆ ไม่มีนักเปียโนมาแสดงแทนเลย

การแสดงและการถ่ายทอดอารมณ์ของ Emma Stone ก็ Amazing La La Land สุด ๆ เธอ

สามารถสื่อบางอย่างโดยไม่ใช้คำพูดผ่านทางสีหน้า การเคลื่อนไหว และภาษากาย รวมถึง

สามารถสร้างตัวละคร เล่าเรื่องราวผ่านเสียงเพลงและการเต้น จะว่าไป บท Mia นี้ดูเหมือนเขียน

มาให้ Emma Stone เล่นโดยเฉพาะเลยก็ว่าได้

นอกจาก Ryan Gosling และ Emma Stone แล้ว J.K. Simmons เจ้าของรางวัลออสการ์

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก Whiplash ก็ขโมยซีนได้ถึงแม้จะโผล่ออกมาไม่กี่นาที

อย่างตอนเขาด่า Seb ว่า “not my set list!” ก็ทำให้เรานึกถึงตอนเขาตะตอก “not my

tempo!” ใน Whiplash ตลอดเลย ตลกดี

โดยสรุป La La Land เป็นหนังที่ประสมประสานลงตัวระหว่างความจริงกับความฝัน ระหว่าง

ดนตรีกับภาพยนตร์ เพลงเขาเพราะทุกเพลง ดูไปก็กระดิกเท้าไป อยากเต้นตาม การแสดงของ

Ryan Gosling และ Emma Stone ก็สุดยอดและมืออาชีพสุด ๆ เนื้อหาตัวบทก็ดี ดูแล้วปลุก

แพชชั่นในตัวให้ลุกโชน สนุก ครบรส โดยเฉพาะช่วงองก์สุดท้ายพีคมาก เซอร์ไพร์สเลยแหละ

คือดีเกินคาด ไม่คิดว่าจะดีขนาดนี้ ดีจนอยากจะขอถวายออสการ์ให้เลย รัก

ภาพยนตร์ Roma จดหมายรักถึงสาวใช้ผู้ยิ่งใหญ่

Roma

Roma

Roma ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดเอาไว้ว่า “มันอาจ เป็นความ รู้สึกผิด ของผม ที่มีต่อ พลวัด ทาง

ด้านสังคม ชนชั้นแล้วก็ เชื้อชาติ ในช่วงเวลานั้น ผมเป็นเด็ก ชาวเม็กซิโก ชนชั้นกลางผิวขาว ที่

ไม่เคยได้ ใส่ใจ รู้อะไร ผมทราบ เพียงแค่ สิ่งที่ บิดามารดา บอกนั้น เป็น ผม ควร ปฏิบัติดี ต่อ ผู้

ที่ไม่ค่อยได้รับโอกาศกว่า แต่ว่าผมก็ ยังอยู่ เพียงแค่ ใน โลกเล็กๆ อัน อ่อนวัย ของผม”

ถ้าหากมองจาก ประโยค นี้ คงจะ มองเห็น ได้ว่า สำหรับ กัวรองแล้วRoma เป็นเสมอเหมือน

การย้อน เวลากลับ ไปสู่วันวาน ที่ ตัวเขา ยังคง ไม่รู้เดียงสา ต่อ หัวข้อ ทางด้านสังคม อะไรก็

แล้วแต่ และก็หากว่าความบากบั่น นี้ จะมีสาเหตุจาก กัวรอง ที่เติบโตขึ้น แล้วก็รับทราบได้ถึง

ความ ไม่ ทัดเทียม ใน โลกมากเพิ่มขึ้น ก็ จริง แม้กระนั้น ถึง อย่างงั้นRoma ก็ไม่ใช่หนัง ที่

จริงจัง จะ กลับ ไปวิพากษ์ การกดขี่ ด้านสังคมชนชั้น และก็เชื้อชาติ อย่าง ถอนราก อะไร แม่

เป็น เสมอเหมือนจดหมาย รักต่อ สตรี คน หนึ่ง ที่ กัวรอง ผูกพัน บ่อย มา ตั้งแต่ จำความได้สตรี

นางนี้ ไม่ใช่ แม่ ของเขา รมทั้งทั้งสอง ก็ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทางเลือดเนื้อ อะไรก็ตาม ด้วย เธอ

เป็นหญิงรับใช้คน หนึ่งในบ้าน ผู้คอยเก็บกวาด บ้าน ล้างถ้วยชาม รวมทั้งปลุกเขา ให้ตื่นขึ้น มา

ใน ทุก เช้าตรู่ ก่อน ไป สถานศึกษา ชื่อ ของหล่อน คือ ลิโบเรีย ‘ลิโบ’ รอดริเกซ (Liboria

‘Libo’ Rodriguez)

จากคำบอกเล่าของเขา ลิโบเป็นหญิงสาวชาวเผ่า Mixtec จากรัฐวาฮากาทางตอนใต้ของ

ประเทศเม็กซิโก หล่อนเริ่มทำงานในครอบครัวกัวรองขณะที่เขายังอายุเพียง 9 เดือน

เท่านั้น และแม้กัวรองจะบอกว่าลิโบมักจะเล่าเรื่องความยากลำบากให้เขาฟังอยู่บ่อยๆ เล่าว่า

บางครั้งหล่อนเองก็อดอยาก หรือจำใจต้องทิ้งบ้านเกิดมาเพื่อจะหางานในเมือง แต่เพราะยัง

อ่อนเยาว์อยู่กัวรองจึงรับรู้เรื่องราวของลิโบในฐานะการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นเท่านั้น

นี่เองอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ว่า ทำไม Roma จึงเป็นภาพยนตร์ที่ไม่พูดถึงประเด็นของชนชั้น และ

ความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างตรงไปตรงมา หากใช้วิธีการที่แนบเนียน และบางเบากว่า เพื่อจะ

แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างนายจ้างกับสาวใช้

อย่างย่นย่อ Roma ฉายภาพของครอบครัวชาวเม็กซิกันชนชั้นกลางผิวขาวในช่วงปี 1970-

1971 ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังหนึ่งพร้อมกับสาวใช้อีกสองคน หนึ่งในนั้นคือคลีโอ (ตัวแทนของลิ

โบในภาพยนตร์) ผู้เป็นที่รักของสมาชิกทุกคนในบ้าน หน้าที่ของหล่อนก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การ

เลี้ยงดูเด็กๆ ทั้งสี่คนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงซักผ้า เตรียมอาหาร และคอยเก็บกวาดขี้หมาซ้ำๆ ทุก

วัน ซึ่งคลีโอก็ตั้งใจทำงานของหล่อนอย่างเต็มที่

แต่พ้นไปจากชีวิตที่ต้องวิ่งวุ่นอยู่ในบ้าน คลีโอเองก็มีชีวิตส่วนตัวที่นายจ้างไม่ค่อยจะรับรู้

นัก อย่างหล่อนเองก็มีแฟนหนุ่มเช่นสาววัยรุ่นทั่วไป หรือหล่อนเองก็หลงไหลในการร้องเพลง

เงียบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครฟัง ยามว่าง คลีโอก็ไปดูหนังกับคนรัก และร่วมรักกับเขาเฉกเช่น

มนุษย์ทั่วไป แต่ละวันของหล่อนคล้ายจะผันผ่านไปอย่างเรียบง่าย จนกระทั่งวันหนึ่งคลีโอพบว่า

ประจำเดือนมาช้ากว่าปกติ หล่อนคิดว่าตัวเองตั้งท้องจึงบอกเรื่องนี้กับแฟนหนุ่มที่พอได้รู้ก็หนี

หายไปจากชีวิตคลีโอในทันที ในช่วงเวลาเดียวกับที่สาวใช้เผชิญมรสุม ภาพชีวิตอันเคยปกติ

ธรรมดาของครอบครัวนายจ้างเองก็เริ่มที่จะถูกสั่นคลอน เมื่อ ‘พ่อ’ ผู้เป็นประหนึ่งเสาหลักของ

บ้านได้อ้างว่าจะต้องไปประชุมที่แคนาดา เพื่อที่ว่าในความเป็นจริงเขาจะได้หนีหายไปเสวยสุข

ร่วมกับหญิงสาวอีกคนหนึ่งแทน

เมื่อได้รู้ว่าพ่อได้ทิ้งครอบครัวไปแล้ว ‘แม่’ ที่ต่อแต่นี้ไปจะต้องเลี้ยงดูลูกๆ ทั้ง 4 คน รวมถึงรับ

ผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดของบ้านเพียงลำพังก็ถึงแก่การแตกสลาย ซ้ำร้าย ยิ่งเมื่อความพัง

ทลายนี้มาเกิดขึ้นพร้อมๆ กับที่ คลีโอมาสารภาพว่าหล่อนกำลังท้องอยู่ แต่กลับถูกพ่อของลูกทิ้ง

ไปแล้ว ก็ดูจะเป็นไปได้เสียเหลือเกินว่าครอบครัวนี้จะยิ่งพังพินาศไปกันใหญ่ ทว่ากัวรองเลือกที่

จะไม่ชักพาหนังไปสู่เส้นทางอันล่มสลายนั้น เขากลับเลือกจะแสดงให้เห็นความหวังเล็กๆ ที่

ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางพายุร้าย ด้วยไม่เพียงแต่แม่จะไม่ไล่สาวใช้ออกจากบ้านแค่เพราะ

หล่อนตั้งครรภ์ หากยังยินดีจะพาคลีโอไปตรวจครรภ์ด้วยซ้ำ แม่ไม่มีทีท่าจะกล่าวโทษ หรือ

ตัดสินว่าการตั้งท้องของคลีโอเป็นเรื่องผิดอะไรเลย ราวว่าในชั่วขณะที่ได้ยินคำสารภาพจากสาว

ใช้อย่างซื่อๆ สั้นๆ แม่ไม่ได้มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาของนายจ้าง หากมองด้วยสายตาที่

ผู้หญิงมองผู้หญิงด้วยกัน เป็นสายตาของผู้หญิงที่เข้าใจกันและกันว่าอีกฝั่งกำลังเจ็บปวด

หรือในอีกฉากหนึ่ง เราเห็นแม่เดินเข้าบ้านมาอย่างเมามาย และซึ่งพอเห็นคลีโอที่ยืนรอรับอยู่

เงียบๆ แม่ก็ได้พูดกับสาวใช้พร้อมเสียงหัวเราะว่า “เราอยู่กันอย่างโดดเดี่ยว ไม่ว่าพวกนั้นจะ

บอกเธอว่ายังไง พวกผู้หญิงเราก็ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวตลอด” แน่นอนว่าประโยคนี้แม่กำลัง

หมายถึงผู้ชายในชีวิตของทั้งคู่ ทั้งพ่อ และแฟนหนุ่มของคลีโอที่สุดท้ายแล้วก็ปล่อยให้ผู้หญิง

ซึ่งเคยเกี่ยวพันต้องมาแบกรับในสิ่งที่พวกเขาต่างก็มีส่วนสร้างขึ้นโดยลำพัง และไม่คิดจะแยแส

สนใจ

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือท่าทีการพูดเรื่องชนชั้นของกัวรองในหนังเรื่องนี้ อย่างที่ได้เกริ่นไป

ว่า Roma ไม่ได้วิพากษ์เรื่องชนชั้นอย่างตรงไปตรงมา หากแสดงให้เห็นผ่านปฏิสัมพันธ์อัน

เรียบง่ายระหว่างสมาชิกในครอบครัว และสาวใช้ เช่นในฉากหนึ่งที่ทุกคนในครอบครัวกำลังนั่งดู

โทรทัศน์กันอย่างสนุกสนาน ซึ่งคลีโอเองก็นั่งดูอยู่พร้อมๆ กัน หล่อนหัวเราะร่วนไปกับทุก

คน พร้อมๆ กับที่ลูกชายคนหนึ่งโอบไหล่หล่อนอย่างรักใคร่ แต่แล้ว – ด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย –

แม่บอกคลีโอให้ไปยกน้ำชามาเสิร์ฟซึ่งหล่อนก็ลุกไปปฏิบัติงานของตนตามปกติแต่โดยดี

ผ่านฉากเล็กๆ นี้ที่กัวรองแสดงให้เห็นลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวกับคลีโอ

ที่ซ้อนทับกันอยู่ระหว่างความสัมพันธ์แบบนายจ้าง–ลูกจ้าง กับความรู้สึกประหนึ่งว่าหล่อนเป็น

คนสำคัญในครอบครัว ในบทสัมภาษณ์หนึ่ง กัวรองเล่าถึงความผูกพันของเขากับลิโบไว้ว่า

“ลิโบคือผู้หญิงที่เลี้ยงดูผม เธอเป็น—มันประหลาดอยู่สักหน่อยหากจะพูดว่าเธอเป็นแม่อุ้มบุญ

ของผม แต่ผมรู้สึกว่านี่เป็นกรณีที่เกิดขึ้นกับสาวใช้และพี่เลี้ยงหลายๆ คน นั่นคือพวกเธอมักจะมี

ตัวตนในชีวิตคุณมากกว่าแม่แท้ๆ เสียอีก“

อาจเป็นเพราะเหตุนี้ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจของนายจ้างและลูกจ้างใน Roma จึงปรากฏให้

เห็นอย่างแนบเนียน และเรียบง่าย เช่นกันที่ก็อาจกล่าวได้ว่า กัวรองเองก็ไม่ได้ต้องการให้

ภาพยนตร์เรื่องนี้วิพากษ์ประเด็นชนชั้นระหว่างนายจ้าง–สาวใช้ในบ้านอย่างรุนแรงแต่อย่าง

ใด ด้วยเพราะเขาเองก็เติบโตขึ้นมาในบ้านที่ความเหลื่อมล้ำแปรเปลี่ยนเป็นรูปแบบหนึ่งของ

ความรัก ความผูกพัน และแม้เมื่อเขาเติบโตขึ้นกัวรองจะได้เห็นว่าโลกใบนี้ช่างเต็มไปด้วยความ

กดขี่ที่น่าเกลียดชัง แต่เมื่อเขาในวัยเด็กไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งนั้น และเมื่อ Roma คือภาพยนตร์ที่

ต้องการจะเชิดชูความรักที่เขามีต่อสาวใช้ในบ้าน มันจึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าทำไมประเด็นชนชั้น

จึงไม่ถูกนำเสนอออกมาอย่างชัดเจน หรือตรงไปตรงมานัก ซึ่งนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องนี้จะ

สูญหาย หรือไม่ถูกแสดงให้เห็นในหนังแต่อย่างใด

เช่นกันกับประเด็นทางประวัติศาสตร์และการเมืองของประเทศเม็กซิโกในช่วงปี 1970-1971 ที่

แม้เราจะเห็นว่า เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ถูกนำเสนอให้เห็นเพียงฉากหลัง หากนั่นก็ไม่ได้แปลว่า

หนังจะทำตัวไร้เดียงสา หรือแยกขาดตัวเองออกจากความเป็นการเมืองไปเลย เพราะกัวรองได้

แสดงให้เห็นว่าเขาเอง ‘ตระหนัก’ ถึงบรรยากาศและความเป็นไปของการเมืองเม็กซิโกในช่วง

นั้นเป็นอย่างดี ผ่านฉากเล็กๆ ที่ฉายภาพตัวละครในเรื่องซึ่งได้รับผลกระทบจากการกดขี่ของ

รัฐบาล เช่น การที่เพื่อนสาวใช้ถามคลีโอว่า รู้หรือยังว่ารัฐบาลยึดที่ดินของแม่หล่อนที่บ้านไป

หมดแล้ว หรือฉากการปะทะกันในช่วงท้ายระหว่างนักศึกษาและกองกำลังทหาร ซึ่งส่งผลให้รถ

ติดสาหัสจนคลีโอเกือบจะไปคลอดที่โรงพยาบาลไม่ทัน

>>> ดูหนังฟรี <<<

ภาพยนตร์เกาหลีแนวสืบสวนสอบสวน The Chaser

The Chaser (2008)

The Chaser (2008)

The Chaser (2008) โหด ดิบ ไล่ ล่า หนึ่งในภาพยนตร์เกาหลีแนวสืบสวนสอบสวน ฆาตกร

โรคจิต สะเทือนขวัญ ระทึกขวัญ ที่ทำร้ายจิตใจทารุณความรู้สึกคนดูมากที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก

ขอหนังแนวระทึกขวัญไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

เรื่องราว ของ จุง โฮ อดีต นายตำรวจ ที่ ผัน ตัวเอง มา เป็นคนคุมซ่อง รอ จัดส่งหญิงสาว ไซด์

ไลน์ไป บริการ ให้กับ เพศชาย ที่ โทรศัพท์ มา แต่ว่า ในระยะหลังๆเขา เริ่ม หา หญิงสาว ขาย

บริการ ได้ ยาก ขึ้น เพราะเหตุว่า มี สาว ขายบริการ ล่องหนไปหลายครั้งคครั้ง ไม่สามารถที่จะ

หา ตัว ได้ ว้นหนึ่ง มีคนโทร คำศัพท์ เข้ามาให้เขา หา หญิงสาว ให้ เขาจึงส่งสาวม่าย ลูกติด ไป

ดำเนินการ ถึงแม้ว่าเธอ ก็ ไม่ค่อย สบาย นัก แม้กระนั้น ก็ เห็นด้วยงาน จง โฮก็ ขับขี่รถไป ส่ง

แล้วก็ รอ อยู่ในรถยนต์ โดย ไม่รู้จัก เลย ว่าการ ส่ง หญิงสาว ไป ขายบริการ ใน คราวนี้ เป็น จุด

กำเนิดของความ สยองขวัญ กับ การ ที่ คนร้าย ทางจิต ที่มี ความ ธรรมดา ไม่ดีเหมือนปกติทาง

อวัยวะสืบพันธุ์ รังแก หญิงสาว ที่ ความโหดร้าย เขา จะ ช่วยเหลือ หญิงสาวบริการคนนี้ ได้ไหม

จำต้อง ติดตาม

เป็น หนัง ตื่นเต้น สอบสวนสืบสวน ที่ มีฉากการใช้ความร้ายแรงจำนวนมาก เข้าขั้น ความ สยอง

ขวัญ ดังเช่นว่า การใช้ค้อน กับ เหยื่อ การปองร้าย สารพัดสารพันและการฆ่า ที่ ป่าเถื่อน ทำร้าย

จิตใจ ผู้ชม แบบ ขั้น สุด โอ่โห้ อะไรจะปานนั้น พูดได้ว่า คน ขี้กลัว ไม่เหมาะที่จะดู แม้กระนั้น

หาก คนใดกัน ถูกใจ หนัง แนว หนำใจทางนี้ค้ำประกัน ได้เลย ว่า จะ ไม่ผิด หวังแน่ๆ แต่ว่า ขอ

เตือน ว่า มัน ช้ำใจ แบบขั้นสุดเลยค่ะ สะเทือนขวัญ ใน แขบ ถึงกับขนาด มอง ไป แล้ว เป็น คำ

สัญญาจิตใจ ยังเศร้าสร้อย อยู่เลย

หนังทำให้เราเอาใจช่วย อดีตนายตำรวจในการติดตามหญิงสาวที่อยู่ในการดูแลของเขามาก ๆ

เราอยากรู้ มากๆว่าจะจับฆาตกรได้อย่างไร ไปยิ่งไปกว่านั้นก็อยากรู้อีกว่า ฆาตกรคนนี้มีวิธีการ

จัดการศพอย่างไร ฆาตกรคนนี้มีความฉลาด รอบคอบ แต่ด้วยทักษะของอดีตนายตำรวจก็ไม่

น้อยหน้าเช่นกัน เขาต้องหาให้ได้ว่าหญิงสาวที่อยู่ในการดูแลอยู่นั้น ยังมีชีวิตรอดอีกหรือไม่และ

ถ้ารอดนั้นอยู่ที่ใด เขาต้องสืบสวนสอบสวนแข่งจับเวลาให้ได้มากที่สุดเพราะทุกวินาทีนั้นคือ

ความเป็นความตาย แต่หนังก็ไม่ได้ทำออกมาแนวตัดเหลี่ยมเฉือนคมอะไรมากนัก หนังพาเราดำ

ดิ่งเข้าถึงอารมณ์มากกว่า

>>> หนัง hd <<<

ว่าด้วยตัวและพฤติกรรมของฆาตกร อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นแล้วว่า เป็นคนที่มีความผิดปกติ

ทางจิต ดังนั้นเขาจึงไม่มีการยับยั้งชั่งใจในการทำอะไรที่รุนแรงโหดร้ายทารุณ ผู้กำกับก็เลือกที่

จะนำเสนอภาพในมุมนี้ออกมาได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ตรงไปตรงมา มันเหมือนจริงมากๆ

ทรมานจิตใจคนดูเหลือเกิน ในการกระทำของตัวฆาตกรนั้นกลับกลายว่าเป็นผู้กระทำอยู่ฝ่าย

เดียว การเอาใจช่วยเหยื่อแต่ละครั้งนั้นแทบจะไม่เห็นผลอะไรเลย ทุกการกระทำที่เราเห็นนั้น

สงสารเหยื่อมาก ๆ จนอยากจะร้องไห้ เอาเป็นว่าทำร้ายจิตใจคนดูตั้งแต่ต้นจนจบ

เนื้อหาเข้มข้น บทหนัก อารมณ์หนัก มันหนักไปหมดทั้งเรื่อง ไม่มีการผ่อนเบาให้กับคนดูเลยสัก

นิด

ความดีงามทั้งหมดต้องขอยกให้ผู้กำกับ ที่สามารถนำเสนอเรื่องราว อารมณ์แบบสมจริงสมจัง

ผ่านตัวละครต่าง ๆ ได้ ทั้งนี้ก็ต้องขอยกความยอดเยี่ยมให้กับนักแสดงทุกคน

ดูไปดูมาก็รำคาญพฤติกรรมและการทำงานของตำรวจไม่น้อยเลย ชักช้ายืดยาด อืดอาด หวุดหงิ

ดมาก ยังกะหนังแนวตำรวจไทยในสมัยเมื่อ 30 กว่าปีก่อนของประเทศไทยยังไงอย่างนั้น

หนังมีการสรุปเรื่องได้ดี มีบทและการเล่าเรื่องที่ยอดเยี่ยม แบบหนังไทยตามไม่เห็นฝุ่น จัดได้ว่า

The Chaser คือหนังแนวระทึกขวัญสืบสวนสอบสวน ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนดู ไม่ยิ่ง

หย่อนไปกว่า I saw The Devil เลย The Chaser เป็นหนังที่ได้คะแนนคนดูจาก imdb ไปถึง

7.9 ได้คะแนนจาก rotten tomato ฝั่งคนดูไปถึง 89 % ไม่ได้คะแนนจากฝั่งนักวิจารณ์ไปถึง

82 % แสดงว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ สำหรับ The Chaser