แต่งบ้านสไตล์วินเทจ คลาสสิคทุกช่วงเวลา

ตกแต่งบ้านวินเทจ

ตกแต่งบ้านวินเทจ

ตกแต่งบ้านวินเทจ อย่าเพิ่งมีความรู้สึกว่า การแต่งบ้านสไตล์ย้อนยุค จะเป็นการแต่งบ้านด้วยของโบราณหรือของเก่า เพราะเหตุว่าอันที่จริงแล้ว การแต่งบ้านย้อนยุคมีหลายแนว แล้วก็พวกเราสามารถเลือกแต่งให้มีกลิ่นความย้อนยุคอย่างงั้นได้ ไม่ว่าจะแนววินเทจ แนวเรโทร หรือการแต่งบ้านสไตล์คลาสสิก ซึ่งแต่ละแบบจะมีความต่างกันอย่างไร พวกเราจะพาไปรู้จักกัน

ความวินเทจมักจะมาคู่กับสิ่งของเก่า ๆ เสมอ ซึ่งของบางอย่างทำให้เราเห็นความทรงจำที่ซุกซ่อนไว้มากมาย และบอกให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ ไปตามช่วงเวลา การแต่งบ้านวินเทจโดยการนำสิ่งของเก่า ๆ ที่เคยมีในยุคนั้นมาตกแต่งบ้าน จึงทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ทบทวนความทรงจำว่าตอนนั้นมีอะไรเกิดขึ้น “ตอนนั้นเราทำอะไรกันอยู่นะ” “ที่บ้านฉันเคยมีไอ้นั่น ไอ้นี่ด้วย” นึกแล้วก็สนุกไม่น้อยเลย แล้วถ้าหากจับทุกอย่างเข้ามาอยู่ในบ้าน อย่างเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า ของสะสม เครื่องเล่นแผ่นเสียง ก็คงจะช่วยให้เรารู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ ณ ห้วงเวลานั้นได้อย่างยาวนาน จนไม่อยากออกไปไหนเลยล่ะ

สไตล์การแต่งบ้านย้อนยุค การแต่งบ้านสไตล์โบราณ (Antique) การแต่งบ้านแนวโบราณจะเน้นย้ำตกแต่งด้วยไม้ ก้อนอิฐ โดยบางครั้งก็อาจจะเป็นไม้เก่า ทั้งยังส่วนประกอบบ้านแล้วก็เครื่องเรือน ส่วนการออกแบบภายในก็จะเน้นย้ำลูกเล่นแบบสมัยโบราณ เป็นต้นว่า บ้านโบราณไทยสไตล์จะใช้ประตูไม้บ้านพับ ที่จะต้องลงสลักร้อยกรองไม้แทนลูกบิด หรือหน้าต่างเป็นบานไม้ล้วน บานไม้ติดกระจก ที่จำเป็นต้องใส่กลอนสลัก ฯลฯ

การแต่งบ้านแนววินเทจ (Vintage) แนววินเทจ เป็นแฟชั่นสไตล์เก่าที่มองไม่แก่ โดยการตกแต่งจะเน้นย้ำโทนสีขาว ครีม น้ำตาล ไม่เน้นย้ำสีที่จัดจ้า เป็นแถวการแต่งบ้านที่มีความคลาสสิกหลบซ่อนอยู่ในเนื้อหาต่างๆตัวอย่างเช่น พื้นไม้ เครื่องเรือนไม้ ของสำหรับใช้ในการแต่งบ้าน ที่บางทีอาจเป็นของมือสอง ของเก่าแก่ที่มองล้ำค่าน่าสะสม

การแต่งบ้านแนวเรโทร (Retro) คำว่าเรโทรในภาษาละตินแสดงว่าย้อนกลับไป การแต่งบ้านสไตล์เรโทรก็เลยราวกับการเอาแฟชั่นในสมัยเก่าๆมารวมไว้ แล้วทำให้กลับมากับช่วงปัจจุบันนี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว สไตล์การตกแต่งแบบเรโทรก็เลยมีความจัดจ้าน มีชีวิตชีวาที่นานัปการ ช่วยทำให้มีบรรยากาศที่ครึกครื้น มองดูครื้นเครง

แนวทางแต่งบ้านให้มีกลิ่นย้อนยุค

  • เน้นสีธรรมชาติ

แต่งบ้านสไตล์ย้อนยุค
ต้องการให้บ้านให้มองคลาสสิก ลองกลับไปสู่ความเบสิก ด้วยโทนสีธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น สีน้ำตาล สีเขียว สีไม้ สีครีม สีเอิร์ธโทน อย่างนี้จะช่วยเพิ่มความรู้สึกอบอุ่น สุภาพ มองเป็นโซนที่น่าพักจริง ๆ ดังนั้นการแต่งบ้านให้มองงามน่าอยู่ ก็จะต้องนึกถึงความเหมาะสมด้วย โดยบางทีก็อาจจะใช้สีธรรมชาติ กับห้องรับแขกหรือห้องนอน แต่ว่าส่วนสุขาที่อยากให้มองสะอาดหมดจด ก็บางทีอาจไปย้ำสีขาวสำหรับการตกแต่ง แล้วก็ใช้สีเขียว สีน้ำตาล เสริมเข้าไป

  • รียูสของโบราณ

ตกแต่งบ้านวินเทจ
การรีโนเวทเครื่องเรือนเก่าให้กลับมาสวยรวมทั้งพร้อมใช้ ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียแต่งบ้านแบบวินเทจที่น่าดึงดูด เนื่องจากว่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำเครื่องเรือนในอดีตค่อนข้างจะคงทน มีการวางแบบที่มองงามคลาสสิก หรือถ้าสามารถใช้ตู้ เตียง ชั้นสำหรับวางสิ่งของชิ้นเดิมที่มีอยู่แล้วได้ ก็จะช่วยอดออมค่าตกแต่งได้อีกด้วย

  • เพิ่มความย้อนยุคด้วยผ้า
  • แต่งบ้านสไตล์ย้อนยุค
    เครื่องเรือนผ้าต่างๆดังเช่น โซฟาบุผ้า โซฟา ประพรม หรือแม้กระทั้งผ้าม่านที่ทำมาจากผ้าฝ้าย ผ้าลินิน ก็ช่วยเสริมความวินเทจให้บ้านได้ ยิ่งถ้าหากใช้โทนสีธรรมชาติอย่างสีน้ำตาล สีเทา สีครีม ก็จะก่อให้บ้านมองอบอุ่นน่าอยู่มากเพิ่มขึ้น
  • ใช้เครื่องครัววินเทจ

ตกแต่งบ้านวินเทจ

สมัยปัจจุบันมีเครื่องครัวสไตล์วินเทจวางขายอยู่เยอะมาก ไม่ว่าจะถ้วย จาน จานชาม หม้อ กระทะ ถ้วยน้ำ กาสำหรับใส่น้ำชา ตะเกียบ ช้อน ส้อม พวกเราสามารถเลือกออกแบบภายในย้อนยุคได้ตามที่ใจต้องการเลย แล้วก็ถ้าเกิดตกแต่งครัวด้วยเครื่องเรือนไม้ หน้าต่าง ประตู ที่เป็นวางแบบย้อนยุคด้วย ก็จะยิ่งทำให้มีบรรยากาศของสมัยเก่าๆได้ดีมากเลยเชียว

  • มิกซ์ของต่างๆที่ใช้สำหรับการแต่งบ้านให้แมตช์กับสไตล์ที่ปรารถนา

แต่งบ้านสไตล์ย้อนยุค

ของใช้สำหรับแต่งบ้านตามร้านค้าต่างๆชอบละลานตาไปหมด รวมทั้งโดยมากบางทีอาจเป็นแถวโมเดิร์น ซึ่งหากใจรักความวินเทจจริง ๆ ก็จำเป็นต้องเสาะหาของอื่น ๆ ที่มีไว้เพื่อการแต่งบ้านแนวนี้กันนิดเดียว หรือหากพบบางชิ้นที่มีความล้ำยุค แม้กระนั้นไปแมตช์กับสไตล์ของบ้านได้อย่างไม่แหวกแนวมากเท่าไร โทนได้ ออกแบบภายใน ได้

  • รักษาความเบสิกเอาไว้

ตกแต่งบ้านวินเทจ
ลองย้อนคิดไปถึงสไตล์การแต่งบ้านในสมัยก่อน ที่ไม่ค่อยเน้นของต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับการแต่งบ้านมากชิ้น แต่ว่าจะเลือกใช้ของใช้สำหรับแต่งบ้านที่มีสามารถใช้ได้จริง โดยเหตุนี้ถ้าเกิดจะตกแต่งแนวนี้ ก็อย่าลืมความเบสิก ความเป็นเเนวในสมัยก่อนๆด้วย เพราะเหตุว่าหากตกแต่งเยอะแยะจนกระทั่งเกินจำเป็น บางทีอาจมองรกตามากกว่าจะงาม

  • คุมความย้อนยุคในทุกๆห้อง

แต่งบ้านสไตล์ย้อนยุค
ควรจะตกแต่งทุกห้อง ทุกพื้นที่ ให้เป็นสไตล์เดียวกัน หากจะวินเทจก็จำเป็นต้องคุมความวินเทจไปถึงห้องน้ำ ครัว รวมถึงประตูหน้า เพื่อไม่ให้สไตล์การตกแต่งแต่ละห้องไปคนละทาง

ไอเท็มเเต่งบ้านสไตล์วินเทจ

  • โซฟาย้อนยุค

ตกแต่งบ้านวินเทจ

หากต้องการให้บ้านดูเป็นวินเทจ หนึ่งในเฟอร์นิเจอร์หลักที่ควรต้องมีคือ โซฟาแนวย้อนยุค หรือเก้าอี้สำหรับสร้างมุมพักผ่อนชิลล์ๆ จัดวางไว้บริเวณมุมใดมุมหนึ่งของบ้าน
โดยควรเลือกใช้เป็นโซฟาหนังในโทนสีน้ำตาล ซึ่งจะแมตช์กันได้ดีกับโต๊ะกลางหรือโต๊ะข้างที่ทำด้วยไม้ในสไตล์มินิมอล เท่านี้ก็จะได้มุมโปรดสุดประทับใจไว้ต้อนรับแขกแล้วล่ะค่ะ

  • วอลเปเปอร์ลายดอกไม้

แต่งบ้านวินเทจ_2

ลวดลายที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์สำหรับการตกแต่งสไตล์วินเทจ คงหนีไม่พ้นลายหวานๆ อย่างลายดอกไม้สุดคลาสสิก ซึ่งสามารถนำมาแต่งเติมลงบนผนังห้อง
โดยใช้วอลเปเปอร์สีโทนอบอุ่น ที่มองแล้วให้ความรู้สึกสบายตา อาจเพิ่มเติมด้วยชั้นวางหนังสือไม้ที่ดูโบราณๆ และเก้าอี้เหล็กเก่าๆ สักตัว ก็จะยิ่งเพิ่มความเก๋ และทำให้พื้นที่มีความวินเทจมากขึ้น

  • กระจกทรงกลม

ตกแต่งบ้านวินเทจ

ของตกแต่งที่หาได้ง่ายอย่างกระจก นอกจากจะช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้นได้แล้ว ยังเพิ่มความวินเทจให้กับบ้านได้ด้วย หากรู้จักเลือกใช้ในสไตล์ที่ดูคลาสสิก อย่างกระจกทรงกลมดีไซน์โบราณขอบสีทอง แมตช์กับกล่องใส่ของที่เป็นตะกร้าสานสีธรรมชาติหลากหลายขนาด หากเพิ่มเติมด้วยโคมไฟ และกรอบรูปวินเทจด้วย ก็จะยิ่งเสริมการตกแต่งให้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

  • เฟอร์นิเจอร์ไม้

แต่งบ้านวินเทจ_10

เฟอร์นิเจอร์ที่เข้ากับการตกแต่งสไตล์วินเทจมากที่สุด ก็คือเฟอร์นิเจอร์ไม้แบบเปลือยๆ เพราะสีของเนื้อไม้ตามธรรมชาติ เป็นสีที่ดูวินเทจโดยต้องมีการตกแต่งใดๆ อาจเพิ่มด้วยพรอพเก๋ๆ จากวัสดุจากธรรมชาติอื่นๆ อย่างแจกันใส่ดอกไม้แห้ง ก็จะยิ่งให้อารมณ์อ่อนหวานและโรแมนติกมากขึ้น

  • กรอบรูป หรือโปสเตอร์

ตกแต่งบ้านวินเทจ

กรอบรูป หรือโปสเตอร์ เป็นสิ่งที่ชี้ความวินเทจได้ชัดเจนที่สุด ยิ่งเป็นรูปบุคคล อย่างเช่น นักร้อง หรือดาราในสมัยนั้นๆยิ่งให้ความคลาสสิก แถมสีที่จืดชืดก็ยิ่งทำให้การแต่งบ้านสไตล์วินเทจสมบูรณ์มากขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญปรับเปลี่ยนได้ตามความใจของเราเอง หรือจะเป็นรูปจากกล้องถ่ายรูป รูปถ่ายภาพโพลารอยด์ หรือเป็นโปสเตอร์การ์ตูน ภาพยนตร์หรือภาพวาดลายเส้นเก่าๆ ก็ได้

Tips

  • สไตล์วินเทจ คือการตกแต่งแบบย้อนยุค จะเน้นความสว่างที่เป็นโทนสีอบอุ่น ดังนั้นการตกแต่งบ้านสไตล์โมเดิร์นวินเทจ จึงหมายถึง การนำความเก่าแก่ที่คลาสสิกมา Mix and Match ลงไปในสไตล์ความทันสมัยได้อย่างลงตัว ซึ่งของตกแต่งบ้านในสไตล์นี้จุดเริ่มต้นเกิดจากการ D.I.Y เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ลวดลายสวยงามทั้งหลายที่ยังมีสภาพพอใช้งานได้ ให้มันกลับมาใช้งานใหม่ได้อีกครั้ง โดยอาจจะปรับเปลี่ยนวัสดุ โครงสร้างใหม่ให้มันแข็งแรงและดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น
  • เฟอร์นิเจอร์ ไม่จำเป็นต้องเป็นของโบราณเก่าแก่ทั้งหมด อาจเป็นของ D.I.Y หรือของที่ผลิตใหม่แต่มีดีไซน์ความคลาสสิกที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวทั้งความวินเทจและความทันสมัย มีโทนที่สีสว่าง วัสดุเป็นทั้งไม้และหนัง เป็นต้น
  • ของแต่งตกบ้าน พวกของสะสมต่างๆ อาทิ ของประดิษฐ์ D.I.Y ขวดโค้กดีไซน์เก่า ของเล่นในอดีต ภาชนะเครื่องครัวที่มีลวดลายดอกไม้สุดคลาสสิก ก็สามารถนำมาตกแต่งห้องสไตล์วินเทจโมเดิร์นได้เช่นกัน
  • ข้อสำคัญของการตกแต่งบ้านสไตล์โมเดิร์นวินเทจ คือ Mood and Tone ของบ้านและตัวเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกมาตกแต่ง ต้องเน้นโทนสีอ่อนๆ ไปจนถึงกลางๆ ที่ไม่ฉูดฉาด ตัวอย่างเช่น สีพาสเทล สีขาว สีครีม หรือโทนสีอบอุ่น เป็นต้น
  • การสร้างมุมส่วนตัวสบายๆ ในบ้าน คุณต้องเลือกส่วนใดส่วนหนึ่งของห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากสุดๆ เช่น ตรงริมหน้าต่าง หรือริมระเบียงที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ตกแต่งพื้นที่บริเวณนั้นด้วยชั้นหนังสือเล่มโปรด มีเก้าอี้โซฟาสีครีมนุ่มๆ ไว้นั่ง มีที่พักเท้า และมีโต๊ะเล็กๆ สำหรับไว้วางของหรือวางเครื่องดื่ม มาตั้งไว้เป็นโต๊ะกลาง ตกแต่งด้วยต้นไม้เล็กๆ สักต้น เพื่อเพิ่มความสบายตาและร่มรื่นให้แก่คุณ เมื่อต้องการพักสายตาค่ะ

อ่านบทความน่าสนใจเกี่ยวกับบ้านถัดไป ไอเดียแต่งบ้านสไตล์ Cozy

กฎเหล็ก 10 ประการของสายลับชั้นนำ

กฎสำคัญ 10 ประการของสายลับชั้นนำ

กฎสำคัญ 10 ประการของสายลับชั้นนำ จงอย่าทำตัวเหมือนนักขุดทองที่อุตสาห์ซื้อเหมืองทองมา แต่หลังจากพยายามขุดอย่างเหนื่อยยากไปสักพัก แล้วก็หยุดขุดเสียกลางคัน ทั้งที่อีกเพียง 3 ฟุต เขาก็จะกลายเป็นมหาเศรษฐี เพราะเขายอมแพ้ และขายเหมืองนั้นไป จึงทำให้เขาต้องสูญโอกาสที่จะได้ทอง 1,000 ล้านดอลล่าร์ ในเวลาต่อมา private detective bangkok

กฎสำคัญ 10 ประการของสายลับชั้นนำ

  • กฎข้อที่หนึ่ง ต้องเป็นฝ่ายบุก

อย่ารอให้ใครมาตีคุณเข้าก่อน ถ้าเห็นว่าพวกเขาน่าจะเป็นอันตรายต่อเรา ก็จงลงมือทันที ในการทำธุรกิจ คุณจะมัวอืดอาดไม่ได้ เดี๋ยวคู่แข่งก็มากินคุณเป็นอาหารเช้าเสียเท่านั้น ถ้าคุณสร้างกำแพงล้อมป้องกันตัว แล้วเข้าไปอยู่ภายในกำแพงนั้น ก็เท่ากับเชิญชวนฝ่ายตรงข้ามให้เข้ามาล้อมโจมตีคุณ จนกว่าป้อมกำแพงของคุณจะพังทลายลง ป้องกันตัวอย่างแข็งแรงก็ดีแล้ว แต่ก็ต้องดำเนินการเชิงรุกอย่างจริงจังด้วย

คุณต้องตรวจสอบฝ่ายตรงข้าม และสถานการณ์อยู่เสมอๆ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาอยู่ในที่ตั้งของตนเองไม่ได้เข้ามาล้อมบุกคุณ ต้องตรวจสอบอนาคต และตรวจติดตามฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ มองข้ามให้ไกลไปกว่าวันนี้ คิดว่าวันพรุ่งนี้ คุณจะไปอยู่ในสถานการณ์อย่างไร แล้ววางแผนดำเนินการเพื่อให้คุณได้อยู่ในจุดที่คุณต้องการ เมื่อถึงเวลานั้นเป็นฝ่ายบุกโจมตีคู่แข่งของคุณอยู่เสมอๆ ทำให้เขาต้องเป็นฝ่ายรับโดยตลอด ในการทำธุรกิจ จงใช้ยุทธวิธีนี้ เพื่อให้เกิดโอกาสที่คุณจะควบคุมตลาดได้ โดยการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา

โจมตีศัตรูภายในของคุณด้วย ได้แก่ นิสัยเฉื่อยช้า ขี้เกียจกำจัดนิสัยนี้ แล้วก็ป้องกันมันกลับมาด้วยการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ทำกิจกรรมที่กระตุ้นเร่งเร้า หาวิธีใหม่ๆ ในการทำงานอยู่เสมอ คุณอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ ไม่มีที่ใดที่จะป้องกันตัวเองได้ ดีไปกว่าการเอาชนะตัวเองตั้งแต่วันนี้

  • กฎข้อสอง นับถือทักษะความชำนาญของคุณเอง

ทุกครั้งที่ทำเรื่องที่สร้างสรรค์ หรือได้ความคิดที่เยี่ยมๆ จงชมตัวเอง เป็นการพัฒนาระบบให้รางวัล แม้เพียงความสุขใจเล็กๆ น้อยๆ เช่น เมื่อทำอะไรที่พิเศษได้สักอย่างให้ชมตัวเองว่า “ฉันช่างเก่งอะไรเช่นนี้” ซึ่งจะเป็นการฝึกใจตัวเองให้คุ้นเคยกับเรื่องที่ดีๆ

ในการเตรียมหาบุคลากรเข้าทำงาน ฝ่ายบุคลากรย่อมต้องวางระบบการให้รางวัล เช่น โบนัส คำชม การยกย่องนับถือ อำนาจการตัดสินใจ ซึ่งมีความหมายมากกว่าตัวเงินเป็นรางวัลในแง่ของอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งจะจูงใจให้คนทำงาน

ถ้าคุณต้องการดึงดูดคนเข้าทำงาน คุณต้องแสดงให้เห็นสิ่งต่างๆ ที่เขาคาดหวังว่าจะได้รับตอบแทนจากการทำงาน ทำนองเดียวกัน อย่าลืมแสดงความชื่นชมต่อความคิดของตัวเอง แสดงความยินดีให้ตัวเองด้วย

จงแลกเปลี่ยนความคิดกับคนอื่น และต้องไม่ลืมที่จะเป็นฝ่ายยกย่องสรรเสริญความคิดและความช่วยเหลือที่ได้รับจากเขา ไม่มีอะไรที่จะทำให้คนประทับใจได้มากไปกว่าการที่ใครสักคนมามองหน้าคุณแล้วบอกว่า “คุณฉลาดมาก”

ส่งเรื่องดีๆ การให้กำลังใจครั้งแล้วครั้งเล่า เข้าสู่ความคิดจิตใจของคุณเอง เป็นการตอบแทนความคิดจิตใจของคุณที่ได้ให้สิ่งมีค่าออกมามากมาย

  • กฎข้อสาม เป็นเจ้าถิ่น

นำอัจฉริยภาพของคุณเข้าสู่สมรภูมิ ตรวจสอบกับคนที่เยี่ยมสุดยอด เพื่อให้เป็นเหมือนกับที่ เจย์ อับราฮัม ปารมาจารย์ด้านการตลาด เรียกว่ากลยุทธ์การก้าวขึ้นสู่จุดสุดยอดเหนือใคร การฝึกปฏิบัติดังกล่าวคุณต้องยอมทุ่มเทพลังงานและทรัพยากร คุณเลี่ยงเส้นทางนี้ไม่ได้ ถ้าหากต้องการเป็นสุดยอด คุณต้องเข้าสู่สนามในฐานะสุดยอดในกลุ่มของคุณ และหาหนทางและวิธีการต่างๆ ที่จะเผชิญหน้าและเขี่ยคู่แข่งของคุณให้กระเด็นออกไป เพื่อที่คุณจะเป็นเจ้าถิ่น ผู้ครอบครองสนาม ถ้าคุณไม่ออกไปต่อสู้ดังว่า คุณก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าคู่แข่งของคุณเป็นเจ้าถิ่นอยู่

ในด้านจิตใจ การครองสนาม หมายถึง คุณดึงปกเสื้อให้ตึง แล้วก้าวออกไป ฟาดทุกสิ่งที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ ให้กระเด็นออกไปจากทางของคุณอย่างเต็มกำลัง จากนั้นก็สร้างระบบที่จะคอยตรวจติดตามพฤติกรรมของคู่แข่งที่กำลังหาทางโค่นคุณอยู่ เพื่อที่คุณจะได้ก้าวล้ำหน้าพวกเขาไปหลายๆ ก้าว

  • กฎข้อสี่ รู้จักภูมิหลังตนเองดี

ถ้าดูประวัติการทำงานของสายลับ จะพบว่ามีกรณีที่ประสบความล้มเหลวอยู่มากมาย ภารกิจประสบหายนะและสายลับถูกฆ่าตาย เรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมดมีการจดบันทึกไว้อย่างละเอียด สายลับที่ได้อ่านเอกสารเหล่านี้ จะรู้ประวัติของเครือข่ายและภารกิจของตนอย่างดี

ด้วยวิธีนี้สายลับจึงได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาและ ไม่ทำผิดพลาดแบบเดิมๆ ซ้ำเข้าไปอีก อัจฉริยะมักจะเป็นนักอ่านที่กระหาย ศึกษาความรู้และความคิดของบุคคลสำคัญ อย่าจริงจัง เราควรยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์ เพื่อพยายามที่จะเป็นยักษ์ด้วยตัวเราเองในอนาคต วงล้อมีการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปประดิษฐ์มันซ้ำขึ้นมาอีก จงใช้ความรู้ทั้งหลายที่มีอยู่แล้วให้เป็นฐานที่จะสร้างความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมา

อะไรก็ตามที่คุณต้องการทำ ต้องการเป็น จงเรียนรู้แล้วจะประสบความสำเร็จ มีคนอื่นๆ ที่ล่วงหน้าคุณไปก่อนแล้ว ด้วยความฝันอย่างเดียวกับคุณ ดังนั้น จงเลียนแบบเขา ถ้าคุณอยากเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย จงอ่านหนังสือชีวประวัติของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

ถ้าคุณอยากเป็นนักกอล์ฟระดับสูงขึ้น จงอ่านเรื่องของไทเกอร์ วูด จงใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งที่พร้อมให้ใช้ได้แล้ว ตลอดเส้นทางที่ดำเนินการมา ถ้าคุณจะทำผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่เป็นไร ขอเพียงให้แน่ใจว่าเป็นความผิดพลาดจากตัวคุณเอง มิใช่ความผิดพลาดที่คนอื่นๆ ทำ ซึ่งคุณควรจะได้เรียนรู้จากเขาแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำผิดพลาดซ้ำตามเขาไปอีก

  • กฎข้อห้า อย่ามองข้ามการวิเคราะห์

รวบรวมแหล่งความรู้ของคุณไว้ด้วยกัน ใช้ข้อมูลทั้งหมดที่คุณมี ถ้าพบกับเรื่องท้าทายในธุรกิจ จงรวบรวมข้อมูลหลักฐานทั้งหมดที่มี แล้วนำมาวิเคราะห์อย่างจริงจัง

ในข้อมูลนั้นมีทั้งสัญญาณบอกและคำตอบต่อปัญหา สิ่งท้าทายและสถานการณ์ของคุณ การวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยให้คุณมองเห็นสัญญาณและคำตอบดังกล่าว แม้ว่าไม่ง่ายเสมอไปที่จะจับจุดให้ถูก แต่บางครั้ง เพียงนำข้อมูลต่างๆ มาพิจารณาร่วมกัน สัญญาณและคำตอบดังกล่าวก็ปรากฎให้เห็นได้ทันที

การวิเคราะห์คือการที่คุณไปตรวจดูอะไรสักอย่าง เหมือนพยาบาลที่เอาแว่นขยายและหวีเสนียด เข้าไปตรวจปัญหาเหาระบาดในโรงเรียน เหมือนนักล่าสมบัติที่เดินสำรวจตามชายหาด ใช้เครื่องตรวจจับโลหะ ค่อยๆ ตรวจไปตามผืนทรายทีละนิ้วๆ อย่างเป็นระบบเมื่อมันเจอโลหะบางอย่าง ก็จะส่งเสียงบิ๊บๆๆ เตือนให้คุณรู้ว่าอาจมีบางสิ่งที่มีค่าฝังอยู่

  • กฎข้อหก อย่าใจแคบ

ในแต่ละประเทศจะมีหน่วยงานสายลับหลากหลายองค์กร จึงมีบ่อยๆ ที่เกิดการทำงานทับซ้อนกันขึ้น และเกิดการขัดแย้งชิงดีชิงเด่นขึ้นได้ ด้วยต่างคนต่างทำงานด้วยวิธีการของตนและคิดว่า”ฉันก็แน่” เรื่องที่ว่านี้ทำให้การประมวลข่าวสารไม่ได้ผลเท่าที่ควร

คุณควรเรียนรู้ที่จะยอมรับนับถือหลายๆ คน ที่ร่วมอาชีพเดียวกับคุณ ซึ่งทำงานอย่างบากบั่น เป็นมืออาชีพ ที่ทำงานอย่างสุดความสามารถ เป็นแบบอย่างที่คุณควรจะเรียนรู้ตามอย่างได้ ควรเปิดใจเรียนรู้จากคนเก่งอื่นๆ นอกสายงานที่คุณเชี่ยวชาญด้วย คุณจะเรียนรู้ได้อีกมาก เพียงแต่ขยายขอบข่ายความสนใจไปยังเรื่องอื่นๆ มากขึ้น ความคิดสร้างสรรค์จะไม่เกิดในรูปแบบเดียวเดิมๆ อย่างที่เราต้องการได้ ความคิดสร้างสรรค์จะเบ่งบานเฉพาะเมื่อมีหลายๆ มุมมอง

คนที่ใจแคบ ปฏิเสธโลก เท่ากับปฏิเสธตัวเอง ไม่ให้เข้าถึงบางส่วนที่ยิ่งใหญ่กว่าในจิตใจของตน จงเดินทางดูบ้าง แล้วชิมอาหารแปลกใหม่ สวมเสื้อผ้าแบบที่ไม่คุ้นเคย ดื่มชากับชาวบ้านในถิ่นนั้นจงร่วมแบ่งปันประสบการณ์กัน แล้วคุณจะไปถึงจุดหมายร่วมกันได้รวดเร็วขึ้น

  • กฎข้อที่เจ็ด พัฒนาทีมของคุณ

คุณต้องฝึกฝนเป็นประจำสม่ำเสมอ ถ้าคุณต้องการปฏิบัติงานในระดับ ขีดสมรรถนะสูงสุดที่คุณมีต้องลับสมองให้เฉียบคมด้วยแผนการฝึกฝนที่จัดอย่างเป็นระบบ ความคิดแบบอัจฉริยะเป็นทักษะที่เรียนรู้กันได้ คุณจะเข้าใกล้ความเป็นอัจฉริยะยิ่งขึ้น ถ้าคุณให้ความสนใจและมุ่งเน้นต่อมันมากขึ้น

ในทำนองเดียวกัน ถ้าคุณมีคนที่ทำงานอยู่กับคุณ ทำงานให้คุณคุณก็ต้องยอมลงทุนในการฝึกฝนเขา เพื่อให้เขาทำได้ดีที่สุดในทางของเขา เช่นเดียวกับคุณ

ใช้วิธีลัด โดยหาความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ แน่นอน คุณเรียนรู้เองได้มากขึ้นเป็นลำดับๆ แต่ประหยัดเวลาของคุณไว้ดีกว่า โดยเรียนรู้จากครู อ่านหนังสือที่พัฒนาสมอง ไปร่วมการสัมมนาในเรื่องที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์บ่อยๆ จนเมื่อมีความรู้พื้นฐานเหล่านั้นแล้ว คุณค่อยเติมความละเอียดประณีตและความสร้างสรรค์ของคุณเพิ่มลงไป

  • กฎข้อแปด อย่ายอมให้ถูกผลักออกนอกสนาม

ถ้าคุณเป็นคนที่มีไหวพริบ และสายตาที่แหลมคม มักจะเป็นที่ไม่พอใจของคนอื่นและถูกมองข้าม เพราะคุณมักเสนอเรื่องต่างๆ ที่จะเป็นแรงกดดันที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนแปลงสภาพเดิมที่เป็นอยู่ ในทางธุรกิจ คุณอาจถูกมองว่าเป็นผู้ท้าทายอำนาจของผู้บังคับบัญชา เขาจึงพยายามที่จะกีดกันคุณออกไป ปิดกั้นคุณไว้ หรือแม้แต่กำจัดคุณออกไป หลายๆ ครั้ง พวกเขาจะขโมยความคิดของคุณไปใช้ แล้วอ้างว่าเป็นความคิดของเขาเอง

  • กฎข้อเก้า จงรู้ว่าเมื่อไรถึงเวลาต้องไป

ในวงการจารกรรม เต็มไปด้วยภัยอันตราย คนที่ต้องต่อต้านการจารกรรมเป็นเวลานานๆ มักจะกลายเป็นคนประสาท ขี้ระแวงคอยแต่คิดว่าทุกคนจะมาเล่นงานตน เหมือนทหารผ่านศึก ที่มักจะมีความยุ่งยากเดือดร้อนในชีวิตมากมาย เขาต้องอยู่กับการหลอกลวง ไม่หลอกเขาก็ถูกเขาหลอกตลอดเวลา เกมของสายลับก็เหมือนกับห้องกระจกลวงตา ที่ทุกอย่างล้วนไม่เป็นอย่างที่เรามองเห็นเลย การมีสิ่งเหล่านี้ในชีวิตคุณ ถ้ามากไปก็ไม่ดี

ในกองทัพ บุคลากรจะถูกโยกย้ายทุก 2 – 3 ปี เพื่อทำให้เขายังคงกระชุ่มกระชวยอยู่เสมอ ในบางอาชีพหรือในบางสถานการณ์ ถ้าต้องอยู่กับมันนานเกินไป คุณจะรู้สึกติดตัน ดังนั้น คุณควรหาวิธีที่จะขยับขยายเป็นระยะๆเพื่อที่จะได้มีประสบการณ์กับสถานที่ใหม่ โอกาสใหม่ และได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ถ้าสมองของคุณถูกใช้งานเป็นเวลานานๆ มันก็ต้องการพักบ้าง การเปลี่ยนแปลงก็ถือเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่งเหมือนกัน ดังนั้น จงก้าวขยับต่อไปเรื่อยๆ เพื่อคุณจะได้พบกับสิ่งท้าทายสดใหม่ ที่จะทำให้คุณต้องหาวิธีแก้ไขในแบบที่ไม่เคยใช้มาก่อน

เมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์กดดันเป็นเวลานานๆ สมองของคุณจะมีอาการ 2 อย่างนี้ คือ

ประการแรก สมองบางส่วนจะหลับไปและปล่อยให้ประสาทอัตโนมัติทำงาน (autopilot) ซึ่งจะทำให้งานของคุณไม่ขยับ

ประการที่สอง บางส่วนของสมองจะเข้าสู่ระดับความเร็วสูงเกินควร ทำให้คุณมีปฏิกิริยาที่เกินพอดี แบบควบคุมได้ยาก

  • กฎข้อสิบ อย่ายอมแพ้

ไม่ว่าภารกิจหรือจุดมุ่งหมายที่คุณทำอยู่จะเป็นเรื่องใดก็ตามขอให้คุณเกาะติด ทำต่อไปอย่างมานะอดทน อย่ายอมแพ้ หน่วยสืบราชการลับหลายแห่งได้ใช้ความพยายามอย่างเงียบๆ เป็นเวลาหลายเดือน เพื่อติดตามบุคคลเป้าหมายและจับให้ได้คาหนังคาเขา ซึ่งในบางช่วงเวลา มันจะดูราวกับหยุดนิ่ง เหมือนไม่มีการดำเนินงานใดๆแต่บางทีในขณะที่คุณเริ่มถามตัวเองว่าจะยอมแพ้ดีไหม ก็อาจเป็นจังหวะที่เหตุการณ์จะเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่คุณรอคอย อาจพลันเกิดขึ้นสิ่งที่คุณค้นหา จุดมุ่งหมายที่คุณพยายามอยู่อาจปรากฏเป็นจริงขึ้นก็ได้

ภารกิจหนึ่งๆ อาจใช้เวลาถึง 10 เดือน กว่าจะสำเร็จ แต่ถ้าคุณยอมแพ้ในเดือนที่ 9 ความพยายามของคุณก็จะสูญเปล่าไปโดยสิ้นเชิง

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป สิ่งที่นักสืบต้องสังเกตมีอะไรบ้าง

ไอเดียแต่งบ้านสไตล์ Cozy

การเเต่งบ้านสไตล์โคซี่ (Cozy)

การเเต่งบ้านสไตล์โคซี่ (Cozy) ถือเป็นการแต่งบ้านอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก บ้านสไตล์ Cozy คือ การจัดบ้านให้มีระเบียบ โดยใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นและจำเป็นที่สุด ผสานกับการใช้โทนสีที่เป็นเอกลักษณ์แนวอบอุ่น รู้สึกสบายตา สบายใจ ปลอดภัย และอบอุ่นอยู่สบาย อีกทั้งต้องมีความเป็นธรรมชาติโดยอิงหลักจากวัสดุต่างๆ ภายในบ้านให้มีความสะดวกสบายได้มากที่สุด ออกแบบบริเวณบ้าน

การแต่งบ้านในสไตล์โคซี่นี้ ยังสามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ให้เข้ากับการแต่งบ้านในสไตล์มินิมอล เพื่อทำให้บ้านนั้นดูมีความทันสมัย น่าอยู่ โดยไม่ว่าจะเป็นห้องรับแขก ห้องนอน ห้องครัว หรือห้องเด็ก ล้วนเป็นการแต่งบ้านที่ค่อนข้างได้รับความนิยมอย่างมาก

แต่งบ้านสไตล์ Cozy

การจัดห้องต่างๆ ภายในบ้านในสไตล์โคซี่

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า บ้านสไตล์โคซี่ นั้น มักจะเน้นการใช้โทนสีที่อบอุ่น หรือเรียกว่าเอิร์ทโทนนั่นเอง โดยเริ่มตั้งแต่ห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่น เน้นการใช้วัสดุจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำมาจากไม้ เน้นสีเอิร์ทโทน ขาว เทา น้ำตาล สีครีม หรือจะเป็นวัสดุชนิดอื่นได้เช่นกัน เช่น หนังเทียม แต่ให้อิงสีที่เป็นโทนอบอุ่น

อีกเรื่องที่แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่ก็ไม่ควรละเลย อย่างเช่นในเรื่องของ “แสง” โดยการจัดห้องรับแขก ควรคำนึงถึงแสงที่ส่องเข้ามาภายให้ห้อง อีกทั้งการรับแสงจากธรรมชาตินั้น ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างอารมณ์และความรู้สึกให้กับผู้อยู่อาศัยอีกด้วย

ส่วนห้องนอน ไม่ว่าจะเป็นห้องผู้ใหญ่หรือห้องเด็ก การแต่ง ห้องนอนสไตล์ Cozy เป็นที่นิยมมากที่สุด ในบรรดาสไตล์การแต่งบ้านทั้งหมด เพราะสามารถตกแต่งได้ง่าย การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ก็ทำได้ไม่ยุ่งยาก เน้นความเป็นธรรมชาติ อบอุ่น ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ถือเป็นหลักสำคัญในการจัดบ้านสไตล์โคซี่ โดยห้องนอนแม้จะเน้นโทนสีอบอุ่น แต่ต้องคำนึงถึงหลักการใช้งานที่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับผู้อยู่อาศัย อาจจะเป็นเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินท์ได้เช่นกัน เรียกว่าอยู่ในสไตล์น้อยชิ้นแต่มากประโยชน์ใช้สอย โดยอาจจะบวกความเป็นมินิมอลผสมผสานเข้ามา ทำให้การจัดห้องต่างๆ ภายในบ้านมีความเรียบ อบอุ่น น่าอยู่เพิ่มขึ้นไปอีก ที่สำคัญยังทำให้บ้านดูเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วย

หลักการเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้เข้ากับการแต่งบ้านสไตล์โคซี่

เฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้านในสไตล์โคซี่นั้น จะเน้นไปถึงการใช้งานให้ได้หลากหลายฟังก์ชั่นภายในชิ้นเดียว โทนสีเรียบไม่ว่าจะเป็นสีขาว ดำ เทา เอิร์ทโทน ครีม และเนื้อ จะช่วยให้ทั้งอบอุ่นและดูคลาสสิกได้ในเวลาเดียวกัน

เฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะกับ การเเต่งบ้านสไตล์โคซี่ นั้นควรมีวัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติเป็นหลัก หรืออาจเป็นวัดสุที่มาจากการรีไซเคิลก็ได้เช่นกัน โดยควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้น้อยชิ้นและเท่าที่จำเป็นต้องใช้งานจะดีกว่าด้วย

See the source image

ยกตัวอย่างเช่น เฟอร์นิเจอร์ในห้องทำงานที่ส่วนใหญ่หลายคนอาจะไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะมักจะต้องทำงานนอกบ้านอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ห้องทำงานในสไตล์โคซี่แม้ว่าอาจจะดูไม่อบอุ่นเท่ากับห้องนอน แต่ก็สามารถให้ความรู้สึกมุ่งมั่นตั้งใจเป็นการเป็นงานได้โดยอาจเลือกโต๊ะทำงานที่ดูโปร่งไม่ดูโบราณหรือมีขนาดใหญ่เทอะทะ อีกทั้งการใช้โคมไฟให้เหมาะกับการใช้งาน และมีสไตล์โมเดิร์นนิดๆ รวมไปถึงการจัดมุมโต๊ะทำงานให้มีแสงส่องเข้าถึง จัดโต๊ะทำงานให้ได้อย่างเป็นระเบียบ เพื่อจะได้ทำงานลื่นไหลไม่มีติดขัดนั่นเอง

โทนสีและวัสดุสำหรับตกแต่งบ้านที่เหมาะสม

บ้านสไตล์โคซี่ มีธีมหลักที่เน้นโทนสีอบอุ่นในแบบ Mood Warm หรือสีเอิร์ทโทน ที่สื่อออกมาถึงความเป็นธรรมชาติ สื่อถึงความอบอุ่นโดยอิงหลักจากพื้นดิน แร่ธาตุ ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำตาล สีครีม หรือสามารถเป็นสีเทา และสีเขียวแก่ก็ได้เหมือนกันซึ่งโทนสีเหล่านี้เป็นสไตล์โคซี่ที่เด่นชัดที่สุด เมื่อมองจะรู้สึกเรียบ สบายตาสำหรับในส่วนของวัสดุนั้น สามารถเลือกได้หลากหลายแบบ โดยสามารถเลือกจากวัสดุที่ไม่จำเป็นต้องทำมาจากไม้เท่านั้น อาจเลือกวัสดุที่มีความใกล้เคียงกันได้ หรือไม่เว้นแม้แต่อิฐ หิน ที่ได้กลิ่นอายความเป็นธรรมชาติให้ได้มากที่สุดนั่นเองทั้งนี้วัสดุบางชนิดสามารถปรับแต่งให้เข้ากับบ้านสไตล์โคซี่ได้ไม่ยาก เพียงแค่ขึ้นอยู่กับสี ฟังก์ชั่นการใช้งาน และที่สำคัญคือการจัดวางได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย

See the source image

วิธีเลือกเฟอร์นิเจอร์และของใช้ตกแต่งให้เข้ากับบ้านสไตล์โคซี่

การเลือกเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งภายในบ้านสไตล์โคซี่ นอกจากจะมีหลักในเรื่องสีที่สื่อความหมายให้รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติแล้ว เทคนิคอีกแบบที่สามารถปรับใช้กับบ้านสไตล์โคซี่ได้ และยังทำให้ดูคลาสสิกอย่างการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์มือสอง ในแบบที่ยังสามารถใช้งานได้ทำให้บ้านดูมีความคลาสสิก สวยงาม แบบวินเทจนิดๆ แต่ไม่โบราณคร่ำครึจนเกินไปเพิ่มความมีกิมมิคของการตกแต่งด้วยการเลือกใช้ของตกแต่งที่ไปในแนวทางเดียวกัน หรือใช้โคมไฟไม่ว่าจะเป็นแบบแขวน หรือตั้งโต๊ะ จะช่วยทำให้การตกแต่งบ้านในแบบฉบับโคซี่สไตล์ดูอบอุ่นลงตัว สวยงามอีกด้วย นอกจากนี้ การใช้เฟอร์นิเจอร์มือสองยังสามารถช่วยให้คุณประหยัดงบค่าใช้จ่ายในการตกแต่งบ้านได้ด้วย

การเลือกของแต่งบ้าน สำหรับของตกแต่งบ้านสไตล์โคซี่นั้น สามารถปรับแต่งได้หลากหลายอย่าง แต่สิ่งสำคัญเป็นหลักคือ ให้ใช้ของตกแต่งที่เข้ากันกับโทนสี เพื่อให้ออกมาในแนวทางเดียวกันจะดีที่สุดหรือของตกแต่งที่ขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะสามารถช่วยเสริมความโดดเด่นของสไตล์บ้าน และปรับมุมมองการจัดวางได้อย่างลงตัว อย่างโคมไฟซึ่งสามารถหาซื้อได้ทั้งแบบแขวน แบบตั้งโต๊ะ หรือย้อยระย้า ตามแต่ความชื่นชอบของผู้อยู่อาศัยเองด้วยโดยโคมไฟยังมีจุดสำคัญอย่างแสงไฟที่ส่องสว่างออกมามีทั้งแสงเหลืองนวลอย่าง Warm light ที่จะเหมาะกับทั้งห้องนอน ห้องนั่งเล่น อีกทั้งยังให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นธรรมชาติหรือแสงไฟ Day light หรือ Cool light ที่จะเหมาะกับการใช้งานอย่างห้องทำงาน ห้องพระ ระเบียง หรือแม้แต่ห้องครัวก็ตาม เทคนิคเกี่ยวกับของตกแต่งบ้านสไตล์โคซี่อีกอย่างคือ พยายามเน้นหาวัสดุธรรมชาติ หรือเทียบเคียงกับธรรมชาติให้ได้มากที่สุด เพราะ Mood สำคัญของบ้านสไตล์โคซี่ คือ ความอบอุ่นเป็นธรรมชาติ ดังนั้น ของตกแต่งอย่างต้นไม้ฟอกอากาศ ที่กำลังเป็นกระแส หรือแม้แต่พรมสวยๆ ที่เน้นโทนสีธรรมชาติ หรือเอิร์ทโทนก็ได้เช่นกัน

ไอเดียการจัดแต่งมุมต่างๆ ภายในบ้านสไตล์โคซี่

สำหรับไอเดียการจัดบ้านแบบโคซี่ในมุมต่างๆ คุณสามารถลองนำไปปรับใช้กับบ้านของตนได้จริง หรือแตกแขนงผสมผสานการตกแต่งบ้านสไตล์อื่นให้เข้ากับสไตล์โคซี่ แล้วออกมาอย่างลงตัวได้เช่นกัน โดยสามารถทำได้ดังนี้

1. เปลี่ยนพื้นที่จำกัดให้มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น

ไม่ต้องกังวลใจไปเพราะแม้จะมีพื้นที่ใช้สอยน้อย แต่ก็สามารถปรับแต่งให้เข้ากับสไตล์โคซี่ได้อย่างไม่มีปัญหา ยกตัวอย่างเช่น การใช้ฉากไม้เสริมกั้นห้องก็ถือเป็นของตกแต่งอีกชนิดหนึ่งที่จะช่วยทำให้บ้านดูเป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น โดยสามารถให้เข้าคู่กับชุดโต๊ะไม้ในสไตล์อบอุ่นแบบญี่ปุ่นก็ได้ หรือเข้าคู่กับโซฟาผ้าเนื้อดีซักตัวที่มีสีครีม น้ำตาลอ่อน ก็ดูดีได้ในราคาไม่แพงด้วย

See the source image

2. เพิ่มความโปร่งและอบอุ่นด้วยแสงสว่าง

ในเรื่องของความส่องสว่าง มุมของหน้าต่างเป็นสิ่งสำคัญในการจัดตกแต่งบ้านแทบจะทุกห้องภายในบ้าน โดยองค์ประกอบสำคัญในการตกแต่งบ้านแต่ละห้องในสไตล์โคซี่ ควรมีแสงแดดส่องถึง เพื่อเป็นการเพิ่มความอบอุ่นให้กับบ้าน แต่ก็สามารถกรองแสงแดดได้อีกขั้น อย่างการเพิ่มกิมมิคใช้ผ้าม่านกรองแสงที่มีโทนสีครีม สีนู้ด เพื่อเป็นการลดความร้อนจากแสงแดดได้อีกทางหนึ่งด้วยอีกทั้งเรื่องของแสงเป็นสิ่งสำคัญ บางห้องภายในบ้านควรมีโคมไฟไว้สำหรับตกแต่ง สามารถใช้ได้หลายแบบ เพียงแต่เลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานก็เพียงพอแล้ว

3. เพิ่มชั้นวางแบบเก๋ไก๋

ชั้นวางของเหมือนเป็นเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งที่ดูเหมือนจะง่าย แต่บางครั้งการเลือกให้เข้ากันกับสไตล์ของบ้านก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดกันไว้ แต่สำหรับบ้านสไตล์โคซี่แล้ว ชั้นวางของสามารถประยุกต์แบบให้เข้ากันได้ง่าย เพียงแค่ดูถึงวัสดุที่ทำ อาจมีรูปทรงเก๋ไก๋ แปลกตาไม่เหมือนใคร แต่มีเน้นการใช้งานได้สะดวก อย่างเช่น ทำมาจากไม้ มีชั้นสำหรับเก็บของได้ทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ ถือเป็นไอเทมที่ไม่ว่าบ้านไหนก็ต้องมีอีกด้วย

การเเต่งบ้านสไตล์โคซี่ (Cozy)

4. ใช้วัสดุธรรมชาติในการแต่งห้องนอน

สำหรับห้องนอนในสไตล์โคซี่ ให้เน้นการนำวัสดุจากธรรมชาติมาใช้ อีกทั้งยังควรใช้การกรุผนังให้เป็นสีเอิร์ทโทน หรือเป็นลายไม้ เพื่อให้ดูอบอุ่น หลับสบาย ดูผ่อนคลาย เพื่อเป็นการชาร์จแบตให้กับร่างกายได้ ไม่จำเป็นต้องมีเตียงนอน

หากพื้นที่ในห้องมีจำกัด สามารถตกแต่งที่นอนให้กลมกลืนเข้ากับกับพื้นห้อง ออกแนวสไตล์ญี่ปุ่นที่นิยมทำกันในหลายๆ บ้าน อาจผสมกับความเป็นมินิมอลเล็กน้อย โดยมีเฟอร์นิเจอร์ให้น้อยชิ้นมากที่สุด เน้นการใช้งานเป็นหลัก เพื่อที่จะได้สัมผัสที่อบอุ่นชัดเจนในกลิ่นอายแบบฉบับของโคซี่สไตล์

การเเต่งบ้านสไตล์โคซี่ (Cozy)

ทิปส์การแต่งบ้านสไตล์โคซี่ที่คุณควรรู้ !

หากต้องการให้การแต่งบ้านสไตล์นี้มาพร้อมกลิ่นอายแห่งความอบอุ่น สุขสบาย ชวนให้น่าผ่อนคลายทุกมุมมองของบ้าน คุณสามารถนำหลักการหรือแนวคิดดังต่อไปนี้ มาผสมผสานเข้ากับการตกแต่งเพิ่มเติมได้เลยค่ะ

ธรรมชาติคือ องค์ประกอบหลักที่ทำให้บ้านอบอุ่น อยู่สบาย

องค์ประกอบสำคัญของการแต่งบ้านสไตล์โคซี่นั้นคือ ความใกล้ชิดกับธรรมชาติ ที่รวมกันได้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้มีความอบอุ่น อยู่อาศัยแล้วสบายตา สบายใจ

การตกแต่งบ้านสไตล์โคซี่ในปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย เพราะอิงจากหลักความเป็นธรรมชาติ และได้รับความนิยมจากประเทศญี่ปุ่นที่มักจะมีการตกแต่งบ้านในสไตล์นี้อยู่แล้วอย่างมาก ที่สำคัญข้อดีของการตกแต่งบ้านสไตล์โคซี่นั้น หากจัดห้องต่างๆ ภายในบ้าน ไม่จำเป็นต้องเสียเงินเป็นจำนวนมาก เพราะวัสดุที่ใช้ส่วนใหญ่เน้นความเป็นธรรมชาติ โทนสีเนื้อ ครีม น้ำตาล เขียวเข้ม หรือสีฟ้าก็ได้

การเเต่งบ้านสไตล์โคซี่ (Cozy)

 

ประยุกต์ ผสมผสานให้เป็น เกิดเป็นความลงตัวที่แสนกลมกลืน

หากมีไอเดียที่เจ๋งไม่เหมือนใคร คุณยังสามารถประดิษฐ์หรือทำเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งได้ด้วยตัวเอง แบบไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหน และยังมีเพียงชิ้นเดียวในโลก (Handmade) ด้วยการผสมผสานการตกแต่งบ้านในสไตล์อื่นๆ เพื่อให้เข้ากันกับการแต่งบ้านสไตล์โคซี่ก็สามารถทำได้

เพียงแต่เน้นถึงแนวทางให้เป็นไปในทางแอดติจูด (Attitude) เดียวกันให้ได้ เพื่อให้บ้านออกมาสวยงาม มีสไตล์ น่าอยู่ ดึงความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ออกมาโชว์ได้อย่างชัดเจน

ที่ได้รับความนิยมมากอย่างเช่น การตกแต่งบ้านในสไตล์โคซี่บวกกับสไตล์มินิมอล เพราะด้วยการแต่งบ้านในสไตล์มินิมอลนั้น เป็นกระแสที่ดีมาตลอดหลายปี ทั้งดูเรียบง่าย แต่ไม่จืดชืด เหมาะกับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่

และที่สำคัญคือ มีความสะดวกสบายในการใช้งานค่อนข้างสูง ต่างกับการแต่งบ้านแบบเดิมๆ หรือแม้แต่การตกแต่งในแบบโคซี่ที่มีความคลาสสิกและวินเทจผสมกัน แต่ออกมาได้อย่างลงตัว ล้วนแล้วแต่ได้รับความนิยมอย่างมาก

การเเต่งบ้านสไตล์โคซี่ (Cozy)

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป กลิ่นหอมจากธรรมชาติ เปลี่ยนบ้านเป็นสปา ช่วยลดความเครียด

สิ่งที่นักสืบต้องสังเกตมีอะไรบ้าง

งานนักสืบชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า สืบ

งานนักสืบชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า สืบ การสืบสวน สอบสวน ผู้สืบอย่างเราต้องอาศัยความสังเกตเป็นที่ตั้ง ยิ่งเราต้องสืบเกี่ยวกับคนเป็นส่วนใหญ่ด้วยแล้ว การสังเกตพฤติกรรมแม้เพียงเล็กน้อยก็สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น การติดตามเป้าหมายในงานเลี้ยง หากเราสังเกตให้ดีจะเห็นเลยว่าเขานัดใครไว้หรือเปล่า หรือ สนใจใครเป็นพิเศษหรือไม่ หากไม่สังเกตก็ยากจะจับพิรุธเป้าหมายได้ รวมถึงคาดการณ์พฤติการณ์ของเป้าหมายไม่ได้อีกด้วย

งานนักสืบชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า สืบ

การเป็น คนช่างสังเกต เป็นคุณสมบัติที่ดี เเละควรมีอย่างหนึ่งของผู้ประกอบอาชีพนักสืบ ต้องเก็บรายละเอียดของเป้าหมาย หรือวัตถุพยานต่างๆได้อย่างครบถ้วน รวมถึงมีไหวพริบสามารถพลิกแพลงสถานการณ์ เพื่อสืบค้นข้อมูลหลักฐานได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย เพราะบางครั้งโอกาสในการเข้าถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นเอง
บ่อยครั้งที่นักสืบทำเป้าหมายหลุด จากการติดตามทั้งๆที่ ตัวเป้าหมายเองมิได้ทราบเลยว่า มีนักสืบคอยติดตามอยู่ เพียงแต่ว่าเป้าหมายที่นักสืบคอยติดตามนั้น มีความระมัดระวังตัว มีการ
ปลอมแปลงตัวอยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จนยากต่อการติดตาม ดังนั้นนักสืบต้อง
คอยสังเกตให้ดี ถึงจุดเด่นของเป้าหมาย ว่ามีส่วนใดที่สามารถจดจำได้ง่าย เช่น สีผิว ทรงผม
สีเล็บ ส่วนสูง ความอ้วน ผอม  หรือแม้กระทั่งจังหวะการก้าวเดิน สิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถ
เปลี่ยนแปลงได้ในเวลาสั้นๆ จุดสังเกตเล็กๆน้อยเหล่านี้ จะช่วยให้นักสืบสามารถติดตาม
เป้าหมาย ได้ตลอดโดยไม่หลุดหายไปเสียก่อนเวลาอันควร

สิ่งที่ นักสืบ ต้องสังเกตโดยทั่วไป มีดังนี้

– ที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
– เครื่องประดับ เมื่อสังเกตจดจำสิ่งเหล่านี้ได้แล้วจึงมาสังเกตจดจำใบหน้าต่อไป
– เพราะใบหน้าอาจถูกอำพรางได้หลายวิธี เช่นใส่แว่น เปลี่ยนทรงผม ไว้หนวดเครา
– ส่วนลักษณะนิสัยของคนนั้นบางทีมันบ่งบอกได้จากการแต่งเนื้อแต่งแต่งตัว และการเลือกใช้เครื่องประดับ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล

การสังเกตลักษณะของบุคคล

เรื่องของลักษณะของบุคคลสำหรับนักสืบนั้น ต้องมีการสังเกตในสิ่งต่างๆ ของบุคคล หลายๆ อย่าง ดังนี้

1. จดจำลักษณะเด่น เช่น มีจมูกโด่งมาก ผมดำสลวย ใบหน้ารูปไข่ ท่าทางสง่าผ่าเผย เมื่อพบเห็นที่ใดๆ ก็จำได้ง่าย (ระวังเป้าหมายผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใบหน้านะ)

นักสืบต้องรู้จักสังเกตใบหน้าของบุคคล

นักสืบที่ดีจะต้องมีความรู้ความเข้าใจตำหนิรูปพรรณ ดังนั้นเพื่อความเข้าใจถึงตำหนิรูปพรรณของคนเรา หรือเพื่อให้ทราบตำหนิรูปพรรณของคนร้าย ก็ควรจะทำความเข้าใจลักษณะหรือ

ตำหนิรูปพรรณของคนเราไว้เพื่อจะสามารถใช้เป็นข้อมูลในการจดจำ หรือใช้เป็นแนวทางการสืบสวนหาตัวคนร้ายหรือผู้กระทำความผิดได้ง่ายขึ้น มีวิธีจดจำลักษณะที่สำคัญ ๆ ของคนเราดังนี้

– สูง นอกจากวัดความสูงเป็นเมตรและเซนติเมตรแล้ว ให้ใช้การวัดส่วนสูงเป็นฟิต และนิ้ว เพื่อ

ประโยชน์ในการานความสูงของคนด้วยสายตาและการเก็บบัตร เพราะเป็นวิธีสากลการคาดคะเนส่วนสูงโดยใช้ฟิตและนิ้นี้ สะดวกกว่าเมตรและเซนติเมตร เพราะอาจคาดคะเนได้แม่นยำกว่ากัน รูปร่าง ลักษณะ สมส่วน ท้วม อ้วน พุงพลุ้ย ส่วนใหญ่ หนา บาง สูงผอม ร่างตรง ตัวงอ หลังโก่ง ไหล่กลม ฯลฯ

– ผิว มีลักษณะอย่างไร นวล เปล่งปลั่ง เลือดฝาด ซีด งาม เหี่ยว สะเก็ด หรือตุ่ม

– หน้า ก. รูปหน้า – กลม รูปไข่ ยาว ย่นเป็นริ้ว เหี่ยวยาน อูม หน้ากระดูก

ข. ลักษณะดวงหน้า – บึ้ง ยิ้มแย้มแจ่มใส เหม่อใจลอยหน้าแดงอยู่เสมอ

– ผม อะไร เริ่มหงอก เริ่มล้าน ดัด หยิก แสกอย่างไร หวีเสย ยาว สั้น ดัดอย่างไร ทรงผม

กระทุ่มยาว ฯลฯ ใสน้ำมัน ปล่อยให้ยุ่ง ฯลฯ

– หนวดเครา (ลักษณะและสี) หนวด (ขนาด ลักษณะ สี ดก) คางเขียว เคราเขียว ฯลฯ

– คิ้ว สี หน้า บาง ดก เขียน โก่ง คิ้วต่อ หรอมแหรม ถอน

– ตา ดี บอด เหล่ ลึกโบ ขอบตาแดง ขนตายาว ใส่แว่น (เวลาอ่านหนังสือหรือทำเป็นปกติ

ชอบแว่นชนิดใด กรอบแว่นตาความหนากระจกแว่น) ตาชั้นเดียว

– ศีรษะ ใหญ่ เล็ก แบน เหลี่ยม แฟบ บุ๋มหนุ่ย หน้าผาก – สูง ต่ำกว้าง แคบ ย่น โหนก บุ๋ม

– จมูก ใหญ่ เล็ก ยาว สั้น งอ บิด เบี้ยว งอน โค้งแบบนกแก้ว โต แตก รูจมูกเล็ก รูจมูกใหญ่ ฯลฯ

2. จดจำลักษณะที่แตกต่าง เป็นการสังเกตลักษณะที่ทำให้บุคคลนั้นแตกต่างจากบุคคลอื่น โดยอาจไม่ใช่ลักษณะเด่นก็ได้ เช่นตาบอด มีแผลเป็นที่แก้ม มือด้วน ขาเป๋ สวมนาฬิกาข้างไหน สายหนัง สายเหล็ก สีอะไร เป็นต้น

นอกจาก นักสืบ จะสังเกตใบหน้าแล้วลักษณะทั่วๆ ไปก็ควรละเลย เช่น พวกรอยแผลเป็น หรือตำหนิที่เห็น เด่นชัด หรืออาจจะต้องสังเกตไปถึงลักษณะที่เกิดขึ้นเฉพาะตัว เช่น พูดติดอ่าง พูดสำเนียงแปร่ง เวลาพูดชอบเสยผม ชอบเสยผม ชอบป้องปาก ชอบก้มหน้า เงยหน้า เดินเชิดหน้า เดินก้มหน้า ฯลฯ และลักษณะของการแต่งกายบางครั้งหากเราสังเกตจะช่วย
ให้จำแนกได้คร่าวๆ ว่าบุคคลผู้นั้นมีฐานะความเป็นอยู่เช่นไร ประกอบอาชีพอะไร

รู้จักการจดจำสถานที่ต่างๆ เป็นเรื่องสำคัญ

การจดจำสถานที่ต่างๆ ของนักสืบที่จำเป็นต้องมีลักษณะต่างๆ ดังนี้

การหัดสังเกตและจดจำสถานที่มีส่วนช่วยการสืบได้มากเมื่อเราสืบไปถึงสถานที่ตั้งของจุดหมายแล้วควรระบุตำแหน่งของสถานที่ให้ถูกต้องจากนั้นจึงดูเจาะลึกเข้าไปเลื่อนๆ ดูการประกอบการ และลักษณะของอาคารเป็นไม้หรือตึก และที่สำคัญมากคือการดูเส้นทางเข้าออกมีทางเข้าออกได้กี่ทาง รถอะไรสามารถเข้าไปได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่ สามารถเข้าไป
ได้บ้าง การดูทางหนีทีไล่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน อย่างกรณีที่เราต้องเข้าไปพักอาศัยในโรงแรม เราควรเดินตรวจตราทางเข้าออก ทางหนีไฟให้เรียบร้อย เพราะหากบังเอิญเกิดอุบัติเหตุขึ้นเราจะสามารถควบคุมตัวเองได้ดีมากขึ้น โอกาสพาชีวิตรอดก็จะมีสูง

รู้จักการจดจำสิ่งของต่างๆ

การจดจำสิ่งของต่างๆ ของนักสืบที่จำเป็น ต้องมีคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้

ในการสังเกตวัตถุสิ่งของหรือก็เช่นเดียวกันแล้ว คนทั่วไปจะสังเกตแต่เฉพาะลักษณะรูปทรงสีสัน หรืออาจรู้ถึงวิธีการใช้งานได้บ้าง แต่ในสายตานักสืบแล้ว เพียงเห็นลักษณะหีบห่อก็ต้องพยายามบอกให้ได้ว่าสิ่งของข้างในควรมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร โดยปกติแล้ววัตถุสิ่งของที่มีราคาที่มีราคาค่างวดจะมีหมายเลขประจำเครื่องเสมอ ถ้าเป็นนักสืบ เวลาพบสิ่งของ
ต้องจดหมายเลขเอาไว้เป็นข้อมูล เครื่องใช้ในบ้านของนักสืบ (สมัครเล่น) เองก็เถอะ ควรจะจดหมายเก็บเอาไว้ เผื่อมีมือดีมาหยิบไปใช้ได้แจ้งรูปพรรณสัณฐาน และหมายเลขเครื่องต่อเจ้าพนักงานได้เวลาไปชี้ของกลางที่สถานีตำรวจ ในกรณีมีอุบัติเหตุในท้องถนน รถยนต์ชนคนแล้วหนีสิ่งแรกที่สายตานักสืบจะต้องสังเกตและจดจำไว้ให้ได้ก่อนคือ หมายเลขทะเบียนรถ แล้วจึงค่อยจำยี่ห้อ ชนิดหรือประเภท แล้วตามด้วยสีเป็นลำดับเพราะรถพวกนี้เมื่อก่ออุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นก็มักจะนำไปปรับแต่งเปลี่ยนรูปไปโดยสิ้นเชิง

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป อยากเป็นนักสืบต้องเรียนอะไร

กลิ่นหอมจากธรรมชาติ เปลี่ยนบ้านเป็นสปา ช่วยลดความเครียด

การคลายเครียดมีหลายวิธีด้วยกัน

การคลายเครียดมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น เล่นเกม ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ บางคนก็อาจจะไปช้อปปิ้งหรือเข้าสปา แต่สำหรับคนที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน ไม่ว่าจะจากการเรียนหรือทำงาน หมดเอเนอจี้จะไปทำกิจกรรมต่าง ๆ อยากหาอะไรที่ช่วยคลายเครียดแบบไม่ต้องออกแรง ถ้าอย่างนั้นลองหาน้ำมันหอมระเหย สเปรย์ปรับอากาศ ก้านไม้หอม หรือเทียนหอมพร้อมกลิ่นอโรม่าทั้ง 6 กลิ่นบำบัดจากธรรมชาตินี้มาใช้ปรับอากาศ-เปลี่ยนบรรยากาศภายในบ้านดู บอกเลยว่าแค่ได้กลิ่นก็ช่วยคลายเครียด ทำให้อารมณ์ดีขึ้น แถมนอนหลับสบายได้เหมือนกัน

  1. กลิ่นลาเวนเดอร์ (Lavender)

กลิ่นหอมจากดอกไม้เมืองหนาว ที่เรียกได้ว่าเป็นกลิ่นยอดนิยมที่หลายคนชอบเลยก็ได้ แถมยังมีหลายผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นสเปรย์ปรับอากาศ น้ำมันหอมระเหย เทียนหอม รวมไปถึงก้านไม้หอม ที่นอกจากจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด และลดความวิตกกังวลได้แล้ว ยังช่วยให้นอนหลับง่ายและนอกหลับสนิทมากขึ้นด้วย ออกแบบภายใน

  1. กลิ่นโรสแมรี่ (Rosemary)

สำหรับใครที่ชอบกลิ่นหอมเย็น ๆ จากธรรมชาติ กลิ่นโรสแมรี่ ก็เป็นอีกหนึ่งกลิ่นหอมจากสมุนไพรที่น่าสนใจ ซึ่งไม่ใช่แค่ช่วยลดความเครียดสะสมเท่านั้น แต่ยังช่วยบูสต์พลังให้ร่างกายที่เหนื่อยล้ากลับมาสดชื่น แถมยังช่วยในเรื่องของความจำ พร้อมด้วยสรรพคุณอื่น ๆ เช่น ช่วยไล่ยุงและแมลง เป็นต้น

  1. กลิ่นเลมอน (Lemon)

กลิ่นบำบัดคลายเครียด

ไม่ใช่แค่กลิ่นเลมอนเท่านั้น แต่กลิ่นผลไม้ในกลุ่มซีตรัส ไม่ว่าจะเป็นส้ม มะนาว เลม่อน ซึ่งนอกจากการรับประทานให้รู้สึกสดชื่นแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ในแนวทางกลิ่นบำบัดได้อีกด้วย เพราะกลิ่นที่สดชื่นของผลไม้ในกลุ่มซีตรัสจะช่วยให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดชื่นมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีผลวิจัยออกมาว่าการใช้กลิ่นบำบัดของผลไม้ในกลุ่มซีตรัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะนาวสามารถช่วยลดความเครียดได้จริง และยังช่วยทำให้เราแสดงความเป็นบวกกับผู้คนรอบข้างได้มากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

  1. กลิ่นมะลิ (Jasminum)

See the source image

สำหรับกลิ่นหอมเย็นจากดอกไม้ชนิดนี้ ก็มีฤทธิ์ในการผ่อนคลายความเครียด ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล รวมถึงบรรเทาอาการซึมเศร้า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่นอนหลับยาก กลิ่นมะลิจะช่วยให้นอนหลับได้ง่าย สบายกายสบายใจ ในขณะเดียวยังช่วยทำให้มีสมาธิในการทำงาน-การเรียนมากขึ้น

  1. กลิ่นกระดังงา (Ylang Ylang)

See the source image

กลิ่นบำบัดในกลุ่มดอกไม้ ที่อยู่ในโซนเมืองร้อนบ้านเราอย่าง ‘กระดังงา’ ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร คุณสมบัติของกลิ่นบำบัดจากดอกกระดังงานั้นถือว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว เพราะกลิ่นบำบัดจากดอกกระดังงานั้นเป็นกลิ่นที่ช่วยบำบัดความเครียดได้เป็นอย่างดี สามารถช่วยบรรเทาอาการกระวนกระวาย

ใจ ช่วยให้จิตใจสงบได้มากขึ้น ส่วนคนที่มีปัญหานอนหลับยาก หรือนอนไม่หลับ การใช้กลิ่นบำบัดด้วยดอกกระดังงาก็จะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น และที่เริ่ดที่สุดคือการใช้กลิ่นบำบัดด้วยดอกกระดังงาสามารถช่วยลดอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย

  1. กลิ่นกุหลาบ (Rose)

Image result for กลิ่นบำบัด

กลิ่นหอมที่น้อยคนนักจะห้ามใจไม่ให้ตกหลุมรักได้ เพราะกลิ่นกุหลาบนั้นทำให้นึกถึงความอ่อนหวาน สดใส เหมือนสาววัยแรกรุ่น แต่รู้หรือไม่ว่ากุหลาบก็ให้ผลในทาง ‘กลิ่นบำบัด’ เช่นเดียวกัน โดยมีผลวิจัยแล้วว่าน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากกุหลาบนั้นจะช่วยทำให้ผ่อนคลาย บรรเทาอาการวิงเวียน ปวดศีรษะ บรรเทาอาการอ่อนเพลีย และช่วยทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวา และที่สำคัญที่สุดช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวลได้ ถือว่าเป็นการใช้กลิ่นบำบัดเพียงกลิ่นเดียว แต่สารพัดประโยชน์อย่างไม่น่าเชื่อ

  1. กลิ่นวานิลลา (Vanilla)

See the source image

ใครจะไปเชื่อว่ากลิ่นหอม ๆ หวาน ๆ อย่างกลิ่น วานิลลา จะสามารถใช้ในวิธีทางกลิ่นบำบัดได้เช่นเดียวกัน กลิ่นวานิลลานั้นเป็นกลิ่นที่หอมหวาน แต่ถ้าฉุนมากจนเกินไปก็อาจจะทำให้รู้สึกเลี่ยนได้เช่นเดียวกัน แต่การใช้กลิ่นบำบัดด้วยวานิลลานั้นเป็นผลดี เพราะกลิ่นวานิลลาจะเชื่อมโยงไปถึงช่วงเวลาที่เรามีความสุข และการพักผ่อน ซึ่งจะทำให้รู้สึกดีได้มากขึ้น อีกทั้งกลิ่นวานิลลาจะมีฤทธิ์ต่อระบบประสาท ช่วยคลายความเครียด ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าช่วยให้สามารถลุยงานต่อได้แบบแฮปปี้สุด ๆ

  1. กลิ่นสาระแหน่ หรือ มิ๊นต์ (Mint)

Image result for mint

การใช้กลิ่นบำบัดด้วยสะระแหน่ หรือมินต์นั้นถือเป็นกลิ่นยอดฮิต และสามารถหาได้ง่ายใกล้ตัว เช่น ในยาดม แบรนด์ต่าง ๆ ก็มักจะมีกลิ่นนี้เป็นพื้นฐาน ซึ่งคุณสมบัติของสะระแหน่หรือมินต์นั้นคือ ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว และเย็นสดชื่น ลดความรู้สึกเครียด ช่วยคืนความสดชื่น และที่สำคัญก็คือช่วยระงับอาการปวดศีรษะ ไมเกรน คลายความอ่อนล้า และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เมื่อไหร่ที่ต้องการใช้กลิ่นในการผ่อนคลายก็อย่าลืมนึกถึงกลิ่นสาระแหน่ หรือมินต์กันด้วยนะ

9.กลิ่นคาโมมาย์ (Chamomile)

การคลายเครียดมีหลายวิธีด้วยกัน

กลิ่นคาโมมายด์ ความหอมของดอกไม้สีขาว ที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ กลิ่นอายของความสดชื่นที่แสนจะประทับใจ กลิ่นที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เสมือนได้นอนอยู่บนท้องทุ่งดอกคาโมมายด์ที่ขาวสะอาด ถูกล้อมรอบไปด้วยความอบอุ่นจากธรรมชาติ ดอกไม้สีสันสวยงามที่น่าประทับใจได้ โชยกลิ่นที่หอมหวานไปทั่วบริเวณ กลิ่นคาโมมายด์ ความน่ารักของดอกไม้ที่แสนจะบอบบาง เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ และสรรพคุณที่ช่วยในการรักษาสุขภาพ ดีต่อสภาพจิตใจและร่างกาย กลิ่นความหอมหวานที่ไม่มีใครเทียบเท่า กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เรารู้สึกเคลิบเคลิ้มทุกครั้งเมื่อได้สัมผัส

ดอกคาโมมายด์ เป็นดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ มีใบนุ่มสีเขียวสด สบายตาทุกครั้งที่ได้พบเห็น ขาวสะอาดดั่งดอกเดซี่ มีเกสรสีเหลืองทองตระการตาอยู่ตรงกลางดอก มักจะเบ่งบานอยู่ที่บนก้านชูสูงทุกครั้งในช่วงฤดูร้อน กลิ่นหอมอ่อนๆที่แสนจะอบอุ่น และน่าประทับใจจะอบอวลไปทั่วทุกบริเวณพื้นที่ กลิ่นหอมหวานที่คล้ายแอปเปิ้ลและผลไม้ที่ให้ความรู้สึกสดชื่น กลิ่นหอมๆของดอกคาโมมายด์ ที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายทุกครั้งเมื่อได้สัมผัส กลิ่นที่ช่วยในการลดความตึงเครียด บำรุงระบบประสาท ทำให้นอนหลับสบาย ไร้ความกังวล เป็นกลิ่นหอมที่เหมาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เราเหนื่อยล้าและเกิดความทุกข์เจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ

9.กลิ่นซากุระ (Sakura)

การคลายเครียดมีหลายวิธีด้วยกัน

ดอกซากุระ ไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่เป็นดอกไม้ที่มีรูปลักษณ์สวยงามเท่านั้น แต่เป็นดอกไม้ที่สวยงามถึงภายในอีกด้วย ดอกซากุระมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งมีคุณสมบัติช่วยบำบัดจิตใจและอารมณ์ให้ผ่อนคลาย กลิ่นหอมเฉพาะตัวของดอกซากุระช่วยสร้างบรรยากาศให้น่าหลงใหล รู้สึกสบายใจ

10.กลิ่นตะไคร้ (Lemongrass)

การคลายเครียดมีหลายวิธีด้วยกัน

กลิ่นตะไคร้กลิ่นที่คนไทยคุ้นเคยกันดี เป็นพืชที่ให้กลิ่นอโรมาอยู่ในจำพวกตระกูลส้ม มะนาว สามารถนำไปใช้ผสมทำน้ำหอมอโรม่าได้ ช่วยลดความเครียด บรรเทาอาการปวดศีรษะ ช่วยการไหลเวียนเลือด ลดอาการเมื่อยล้าของร่างกายได้ดี ช่วยให้อากาศในห้องสดชื่น รู้สึกผ่อนคลาย นอกจากนี้ประโยชน์ของตะไคร้ ยังนำไปไล่แมลงได้ เพราะกลิ่นหอมๆ ของตะไคร้ จะช่วยไล่แมลงและไล่กลิ่นอับได้อีกด้วย

11.กลิ่นลีลาวดี (Frangipani)

การคลายเครียดมีหลายวิธีด้วยกัน

กลิ่นหอมแบบไทยๆ สไตล์วินเทจคลาสสิค ย้อนยุค เมื่อได้สูดดมกลิ่นหอมของลีลาวดีจะช่วยทำให้นอนหลับสบาย เมื่อคุณมีสปากกลิ่นหอมๆอยู่ในบ้านของตัวเองแล้ว ก็จะไม่อยากที่จะออกไปนอกบ้านอีกต่อไป

นอกจากนี้ยังมีตัวช่วยให้บ้านหอมมาแนะนำกันอยู่หลายชิ้น ที่นอกจากจะให้กลิ่นหอมผ่อนคลายแล้วยังสามารถวางแต่งบ้านได้อย่างกลมกลืน ไปดูกันว่าจะมีของแต่งบ้านแบบอโรมา ที่ทำให้บ้านหอมแบบไหนให้เลือกใช้กันบ้าง

1.ดอกไม้แห้งอบหอม

การคลายเครียดมีหลายวิธีด้วยกัน

กลิ่นของบ้านหอม ๆ ที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน หรือที่เมื่อก่อนเรียกกันว่า บุหงารำไป ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ได้กลายมาเป็นดอกไม้แห้งอบหอมสารพัดกลิ่น ที่ทุกคนคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี โดยดอกไม้แห้งอบหอมนั้น จะได้จากการนำดอกไม้แห้งนานาชนิดมาย้อมสีและแต่งกลิ่นเพิ่มเข้าไป ซึ่งมีตั้งแต่กลิ่นดอกไม้ทั่วไปอย่างกุหลาบ มะลิ หรือลาเวนเดอร์ ไปจนถึงกลิ่นสมุนไพรและเครื่องเทศอย่างตะไคร้ เปปเปอร์มินต์และวานิลลา ซึ่งถูกใจกลิ่นสไตล์ไหน เราก็สามารถเลือกซื้อมาแขวนไว้ตามมุมห้องหรือในตู้ต่าง ๆ ได้ โดยมีทั้งแบบเป็นถุงที่ออกแบบมาอย่างสวยงามให้ใช้ง่าย และแบบแพ็คที่สามารถนำไปใส่ในภาชนะได้อย่างสะดวก

2.เทียนหอม

การคลายเครียดมีหลายวิธีด้วยกัน

เทียนหอมนั้นเป็นอีกไอเท็มที่ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ร่วมถึงทำให้บ้านหอม ได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากกลิ่นหอม ๆ จากเทียนแล้ว ก็ยังมีแสงไฟจากเทียนเป็นตัวสร้างบรรยากาศให้กับบ้านอีกด้วยค่ะ ซึ่งเดี๋ยวนี้ ก็มีเทียนหอมรูปร่างหน้าตาสวยงามน่ารัก สารพัดแบบให้เลือกใช้ได้เหมาะกับห้องของเราค่ะ หากอยากวางบนโต๊ะหรือเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ก็มีเทียนหอมให้เลือกเป็นแบบเป็นโหลแก้ว ที่สามารถรองรับน้ำตาเทียนได้อย่างดี หรือ จะเลือกเป็นเทียนดีไลท์ขนาดจิ๋ว ที่ลอยน้ำได้ แบบนี้ก็ดูสวยไปอีกแบบนะคะ สำหรับใครที่เจอความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน การจุดเทียนที่มีกลิ่นหอมลอยออกมาอ่อนแบบนี้ก็เป็นอีกตัวช่วยที่สามารถช่วยให้รู้สึกสบายขึ้นได้ แนะนำว่าควรจุดในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกเพียงสัก 2-3 ชั่วโมง ก็ช่วยให้ห้องมีกลิ่นที่หอมพอดีแล้วค่ะ

3. ธูปอโรมา

การคลายเครียดมีหลายวิธีด้วยกัน

นอกจากเทียนหอมที่แล้วก็ยังมีธูปอโรมาหรือกำยานหอม ที่สามารถให้บ้านหอมได้ด้วยกลิ่นหอมฟุ้ง ในพื้นที่แบบเปิด โดยกลิ่นหอมแบบอโรมาจากธูปนั้น จะเหมาะกับการเพิ่มบรรยากาศให้ผ่อนคลาย ในช่วงที่นั่งทำงานหรืออ่านหนัง เป็นระยะเวลาสั้น ๆ โดยจุดตรงส่วนที่เป็นปลายแหลม และวางไว้ในภาชนะสำหรับวางธูปโดยเฉพาะ ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบ เป็นจานขนาดจิ๋วน่ารัก ๆ และ กระถางที่มาพร้อมฝาปิดแบบเจาะรู สำหรับการหยิบใช้งานนั้นควรหาภาชนะที่มิดชิด เก็บแยกธูปที่ยังไม่ได้ใช้เอาไว้ เพราะหากได้รับความชิ้นจะทำให้กลิ่นของธูปจางลงและจุดติดยาก

4. ก้านไม้หอม

การคลายเครียดมีหลายวิธีด้วยกัน

ถ้าต้องการที่จะหาความหอมให้กับบ้านแบบทนนาน ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก ก็ต้องยกให้กับก้านไม้หอม หรือ ก้านไม้กระจายกลิ่น ที่เป็นการสร้างกลิ่นหอมชวนฝัน ให้กับบ้านด้วยการนำไม้งาหรือไม้หวายจุ่มในขวดน้ำมันหอมปรับอากาศ ตัวก้านไม้จะค่อย ๆ ดูดน้ำหอมขึ้นมาและปล่อยให้กลิ่นระเหยไปทั่วห้อง ถ้าหากอยากให้มีกลิ่นหอมมากขึ้นก็สามารถเพิ่มจำนวนก้านไม้เข้าไปได้ โดยก้านไม้ที่ใช้นั้นก็จะมีก้านไม้งาที่ลักษณะเหมือนกิ่งไม้ขนาดเล็ก สามารถกระจายกลิ่นได้ดีและไม้ต้องคอยกลับด้านเหมือนก้านหวายที่จะเป็นแท่งตรงและให้กลิ่นหอมแบบอ่อน ๆ ซึ่งบางครั้งก็มีการประดิษฐ์ก้านไม้ให้ดูสวยงามคล้ายช่อดอกไม้ ทำให้เหมาะกับการนำไปประดับตกแต่งได้อย่างกลมกลืน

5. เตาอโรมา

การคลายเครียดมีหลายวิธีด้วยกัน

มาสูดกลิ่นหอมผ่อนคลายจากน้ำมันหอมระเหยอย่างเต็มที่ ในบรรยากาศแบบสปาด้วยการใช้ เตาอโรมาที่เราเลือกได้กันค่ะ สำหรับเตาอโรมาหรือเตาน้ำมันหอมระเหยนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบให้ได้เลือกใช้กัน ซึ่งแบบดั้งเดิมนั้นจะเป็นเตาที่มีหลุมโค้งอยู่ด้านบนสำหรับใส่น้ำและตามด้วยการหยดน้ำมันหอมระเหยลงไป 3-5 หยด ส่วนช่องด้านล่างก็ไว้สำหรับวางเทียนดีไลท์ที่จุดเพื่อให้น้ำด้านบนระเหยและส่งกลิ่นออกไป แต่หากอยากได้แบบไฟฟ้า เดี๋ยวนี้ก็มีเป็นแบบโคมไฟที่ใช้การเสียบปลั๊กแทนการจุดเทียน ซึ่งหลังจากใช้งานเสร็จก็สามารถถอดจานด้านบนออกเป็นโคมแต่งบ้านหรือวางบริเวณหัวเตียงได้ในตัวเดียวกัน

6.  เครื่องพ่นไอน้ำ

การคลายเครียดมีหลายวิธีด้วยกัน

สุดท้ายเป็นการเพิ่มกลิ่นหอมให้กับบ้าน ด้วยการนำเอาเทคโนโลยี อย่างเครื่องพ่นไอน้ำเข้ามาช่วยทำให้บ้านหอม แม้ราคาจะสูงกว่าไอเท็มชิ้นอื่น ๆ อยู่บ้างแต่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการใช้งาน เพราะเครื่องพ่นไอน้ำนั้นสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องได้เป็นเวลานานถึง 8 ชั่วโมง โดยไม่เป็นอันตราย ตัวน้ำมันหอมระเหยที่ถูกปล่อยออกมานั้นจะกลายเป็นไอน้ำที่มีขนาดเล็กมาก ทำให้กลิ่นกระจายตัวได้เต็มที่ แถมยังช่วยลดฝุ่นในอากาศและเพิ่มความชุ่มชื้น จึงเหมาะกับการใช้ในห้องที่อากาศแห้งจากการเปิดใช้เครื่องปรับอากาศ โดยเจ้าเครื่องพ่นไอน้ำนี้ก็อาจมีราคาที่แตกต่างกันไปตามฟังชันก์ของการตั้งเวลาการและความจุของน้ำ

อ่านบทความน่าสนใจเกี่ยวกับบ้านถัดไป บ้านสไตล์กระท่อม เสน่ห์น่ารักที่รีโนเวทจากซากอิฐ

อยากเป็นนักสืบต้องเรียนอะไร

6 สาขาวิชาสอนทักษะการเป็น  นักสืบมืออาชีพ

6 สาขาวิชาสอนทักษะการเป็น  นักสืบมืออาชีพ เวลาดูการ์ตูนหรือซีรีส์ เคยสงสัยกันมั้ยว่า นักสืบมืออาชีพ ที่คอยไขคดี หรือสืบหาข้อมูลมาให้นายจ้าง หรืออัยการ เขาต้องเรียนอะไรถึงจะมีความรู้ด้านนี้ และมาทำอาชีพนี้ได้  มาดูกันว่าจะมีสาขาไหน คณะไหนบ้างที่สอนทักษะการเป็น “นักสืบมืออาชีพ”

6 สาขาวิชาสอนทักษะการเป็น  นักสืบมืออาชีพ 

คณะนิติศาสตร์ (FACULTY OF LAW)

รู้กฎหมาย สิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้

แน่นอนว่าอาชีพนักสืบ จำเป็นต้องรู้เรื่องกฎหมาย เพื่อประกอบการสืบสวนคดีต่างๆ แล้วแต่ผู้ว่าจ้าง เมื่อรู้กฎหมาย ก็จะรู้ถึงข้อบังคับต่างๆ ว่าสิ่งไหนสามารถทำได้ และทำไม่ได้ รวมไปถึงสามารถรู้ว่าคดีที่สืบอยู่ ผู้ที่เราตามสืบมีความผิด หรือเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมายกันแน่
คณะนิติศาสตร์ ในไทยเปิดสอนในหลายมหาวิทยาลัย ถ้าน้องๆ อยากจะเป็นนักสืบ พกความรู้ด้านนี้ติดตัวเป็นพื้นฐานสู่อาชีพนักสืบได้แน่นอน

คณะนิติศาสตร์ มีส่วนช่วยในเรื่องของกฎ ข้อห้าม ข้อบังคับต่างๆ ที่ควรรู้ ควบคู่กับการสืบสวนคดีต่างๆ ที่ต้องมีกฎเกณฑ์ไว้บ่งชี้ความผิด เพื่อการเอาผิดทางกฎหมาย ซึ่งการศึกษาทางกระบวนการนิติศาสตร์ จะเน้นที่กระบวนการของกฎหมายว่า ผู้ที่เราตามหานั้น มีความผิด หรือมีความบริสุทธิ์ เพื่อต่อยอดการสืบสวนไปสู่จุดมุ่งหมาย คือ ความยุติธรรม จึงไม่ได้เน้นเฉพาะแค่ตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์กฎหมายในเชิงคุณธรรมด้วย

คณะจิตวิทยา (FACULTY OF PSYCHOLOGY)

เข้าใจความคิด เเละพฤติกรรมคน

อีกหนึ่งทักษะของนักสืบที่ควรมี คือ การเข้าใจความคิด จิตใจ และพฤติกรรมของมนุษย์ ที่แตกต่างกัน เพื่อหาแรงจูงใจ และคาดการณ์ถึงพฤติกรรม ผู้ที่เรากำลังตามสืบอยู่ ว่าเขาจะไปไหน กินอะไร คิดอะไร ติดต่อใคร ถ้ามีทักษะนี้มีแต้มต่อแน่นอน

คณะจิตวิทยา เป็นคณะที่เกี่ยวข้องกับการเข้าใจ เรียนรู้ศึกษาจิตใจ ความคิด และพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น กระบวนการการรับข้อมูลของมนุษย์ อารมณ์ บุคลิกภาพ พฤติกรรม และรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่างๆ คนที่เรียนคณะนี้แล้วนั้นจะสามารถมองคนออกได้ มีความจำเป็นต่ออาชีพที่ต้องใช้คำพูดเพื่อโน้มน้าวใจผู้อื่น เข้าใจความคิด และจิตใจของผู้อื่น

คณะจิตวิทยา ก็เป็นอีกคณะที่เปิดสอนอย่างแพร่หลาย บางที่เป็นหนึ่งสาขาที่อยู่ภายใต้คณะมนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์

คณะสังคมวิทยา และ มานุษยวิทยา (SOCIOLOGY AND ANTHORPOLOGY)

สังเกตการณ์ เเละเข้าไปมีส่วนร่วม

ทักษะการสอดแหนม ทำตัวกลมกลืนกับกลุ่มคนหรือสังคมนั้นๆ เป็นอีกหนึ่งทักษะที่นักสืบขาดไม่ได้ สาขานี้เรียกสั้นๆ ว่า “สังวิทฯ” เน้นการศึกษา ทั้งตัวมนุษย์ และสังคมความเป็นอยู่ ด้วยวิธีการเอาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมคือไปใช้ชีวิต และสังเกตการณ์ เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรม และความคิดของคน

คณะนี้มีเปิดสอนที่ธรรมศาสตร์ และเป็นสาขาที่อยู่ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ รวมถึงบางที่ก็อยู่ในคณะมนุษยศาสตร์ด้วย ต้องดูดีๆ ด้วย
คณะวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี (SCIENCE AND TECHNOLOGY)

สังเกตเเละตั้งสมติฐาน โดยใช้วิทยาศาสตร์เข้าช่วย

การสืบสวนบางกรณีจำเป็นต้องใช้ทักษะที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทั้งความรู้ ความสามารถในการสังเกต และตั้งสมมติฐาน โดยการใช้หลักวิทยาศาตร์ คณะนี้สามารถต่อยอดไปสอบเป็นตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งเป็นอาชีพที่ใช้ทักษะคล้ายคลึงกันได้
คนส่วนใหญ่จะคิดว่าเรียนวิทยาศาตร์ จบมาเป็นได้แค่นักวิทยาศาสตร์หรือเปล่า จริงๆ แล้วการเรียนในคณะนี้ สามารถต่อยอดไปได้หลายอาชีพมากๆ ทำให้มีเปิดสอนในหลายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

คณะนิติวิทยาศาสตร์ (FORENSIC SCIENCE)

(เก็บหลักฐาน พิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์)

การสืบสวนด้วย หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เป็นอีกหนึ่งทักษะที่เกี่ยวข้องกับอาชีพนักสืบ คณะนี้เปิดสอนในระดับปริญญาโท เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการพิสูจน์หลักฐาน ด้วยการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทุกสาขา มาประยุกต์ใช้โดยเฉพาะ ทั้งการสืบสวนจากหลักฐาน ลายนิ้วมือ เลือด เส้นผม อสุจิ ซึ่งน่าจะเคยเห็นบ่อยๆ ในซีรีส์ หรือการไขคดีดังๆ ที่ทำให้ตำรวจสามารถจับตัวคนร้ายได้

คณะนิติวิทยาศาสตร์  คือ คณะที่ส่งเสริมในเรื่องของการค้นคว้าวิจัย และพัฒนา เพื่อเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรด้านการพิสูจน์หลักฐาน กระบวนการยุติธรรม การสืบสวนสอบสวนต่างๆ เนื่องจากต้องใช้ความเชี่ยวชาญ ทำให้คนที่สนใจจะเรียนต่อสายนี้จำเป็นต้องจบในระดับปริญญาสายวิทยาศาสตร์ทุกแขนงเท่านั้น จึงจะเข้าเรียนต่อได้

 

คณะอาชญาวิทยา (CRIMINOLOGY)

(รวมทุกศาตร์ ศึกษาเกี่ยวกับอาชญากรรมโดยเฉพาะ)

อาชีพนักสืบ มีทั้งทำงานให้เอกชน และภาครัฐ ทำงานในหลายคดี ในส่วนของสาขานี้จะพูดถึงการสืบสวนในส่วนของคดีอาญาโดยเฉพาะ คือการศึกษาเกี่ยวกับอาชญากรรมในแง่ต่างๆ ทั้งสาเหตุการเกิดอาชญากรรม ลักษณะ ประเภท และพฤติกรรมของอาชญากรด้วย ทำให้ต้องเรียนทั้งสังคมวิทยา จิตวิทยา มานุษยวิทยา และกฎหมาย เพื่อให้เข้าถึง “จิตใจของอาชญากร” ทำให้สามารถหาหลักฐานและไขคดีได้นั่นเอง

สาขาอาชญาวิทยา (ระดับปริญญาโท) เป็นสาขาที่รวมศาสตร์ทั้ง พฤติกรรมศาสตร์ จิตวิทยา มานุษยวิทยาสังคม และกฎหมายเข้าไว้ด้วยกัน เป็นสาขาหนึ่งที่มักอยู่ในคณะสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือนิติศาสตร์ โดยทั่วไปสาขานี้ เป็นการศึกษาเกี่ยวกับ อาชญากรรมในทุกๆ ด้าน เพราะสอนให้เข้าใจถึงรูปแบบ สาเหตุ การเกิดอาชญากรรม และผลกระทบที่ตามมา เรียกง่ายๆ ก็คือสาขาที่เรียนรู้เพื่อให้เข้าใจถึงจิตใจของอาชญากรนั่นเอง สาขานี้มีเปิดสอนระดับปริญญาโทในหลายมหาวิทยาลัย แต่จะอยู่ภายใต้คณะสังคมศาสตร์ หรือรัฐศาสตร์

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป ความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องรู้กฎหมาย

ความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องรู้กฎหมาย

กฎหมาย เป็นเครื่องควบคุมประพฤติการณ์ในสังคม

กฎหมาย เป็นเครื่องควบคุมประพฤติการณ์ในสังคม พัฒนาขึ้นมาจากศีลธรรม ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ศาสนา และกฎเกณฑ์ข้อบังคับ ตามลำดับ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อธำรงความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของสมาชิกในสังคม กับทั้งเพื่อให้การอยู่ร่วมกันในสังคมนั้นเป็นไปโดยราบรื่น สนองความต้องการของภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ดังภาษิตละตินที่ว่า “ที่ใดมีมนุษย์ ที่นั้นมีสังคม ที่ใดมีสังคม ที่นั้นมีกฎหมาย ด้วยเหตุนั้น ที่ใดมีมนุษย์ ที่นั้นจึงมีกฎหมาย
ระบบกฎหมายในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 4 ระบบ ได้แก่ ระบบกฎหมาย ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ระบบกฎหมายสังคมนิยม และระบบกฎหมายศาสนา กฎหมายแต่ละระบบย่อมมีที่มาแต่งต่างกัน
การแบ่งประเภทของกฎหมาย อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับว่าจะยึดอะไรเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่ง มนุษย์จำเป็นต้องมีกฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้สังคม เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสงบสุข private detective bangkok

กฎหมาย เป็นเครื่องควบคุมประพฤติการณ์ในสังคม

กฎหมายคืออะไร

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่คนเดียวได้ จึงต้องรวมกันอยู่เป็นหมู่เป็นพวก เป็นกลุ่มเป็นก้อน เริ่มจากสังคมเล็ก ๆ ระดับครอบครัว ต่อมาเมื่อมนุษย์มีจำนวนมากขึ้นก็รวมกันเป็นเผ่าเป็นกลุ่มชน และสุดท้ายเผ่าที่มีสายพันธุ์เดียวกันก็รวมเข้าด้วยกันกลายเป็นกลุ่มชนใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นรัฐ เป็นประเทศ การที่มนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก จำเป็นที่ต้องมีการติดต่อกัน เพื่อแลกเปลี่ยนปัจจัยในการดำรงชีวิต บางครั้งมนุษย์ก็มีความต้องการที่จะทำอะไร ๆ ตามใจตนเองบ้าง ซึ่งการกระทำนั้นอาจเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ จนเกิดความขัดแย้งวุ่นวายขึ้นมาได้ มนุษย์จึงต้องสร้างกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นเพื่อใช้ควบคุมความประพฤติของสมาชิกในสังคมให้เป็นไปในทำนองเดียวกัน เพื่อให้สังคมเป็นระเบียบเรียบร้อยสงบสุข กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ เรียกว่า บรรทัดฐานทางสังคม (Social Norms)

บรรทัดฐานทางสังคม ประกอบด้วย

1. วิถีชาวบ้าน (Folkways) เป็นกฎเกณฑ์ความประพฤติที่อยู่ในรูปของประเพณีนิยม ที่สมาชิกในสังคมปฏิบัติสืบต่อกันมา ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกติฉินนินทาว่าร้าย เช่น การแต่งกาย กิริยามารยาททางสังคมในโอกาสต่าง ๆ เป็นต้น

2. จารีต (Mores) เป็นกฎเกณฑ์ความประพฤติที่ยึดหลักความดีความชั่ว กฎเกณฑ์ทางศาสนา เป็นเรื่องของความรู้สึกว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก หากใครละเมิดฝ่าฝืนจะได้รับการต่อต้านจากสมาชิกในสังคมอย่างจริงจัง อาจถูกกีดกันออกจากสังคม หรือไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย เช่น การลักเล็กขโมยน้อย การเนรคุณบิดามารดา หรือผู้มีพระคุณ เป็นต้น

3. กฎหมาย (Laws) เป็นกฎเกณฑ์ความประพฤติที่มีการบัญญัติไว้อย่างชัดเจน แน่นอน ว่ากระทำอย่างไร เป็นความผิดฐานใด จะได้รับอย่างไร เช่น ผู้ใดฆ่าผู้อื่นต้องระวางโทษประหารชีวิต เป็นต้น
กฎเกณฑ์ของความประพฤติทั้งสามประการดังกล่าว สองประการแรกไม่ได้มีการบัญญัติไว้อย่างชัดเจน การลงโทษผู้ละเมิดฝ่าฝืนก็ไม่รุนแรง ประการที่สาม กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ใช้ได้ผลมากที่สุด ในการควบคุมความประพฤติของมนุษย์ ดังนั้นสังคมมนุษย์ทุกสังคมจึงจำเป็นต้องมีกฎหมาย เป็นกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกันดังคำกล่าวที่ว่า “ที่ใดมีสังคมที่นั่นมีกฎหมาย”

ความหมายของกฎหมาย

กฎหมาย หมายถึง คำสิ่งหรือข้อบังคับของรัฐ ซึ่งบัญญัติขึ้นเพื่อใช้ควบคุมความประพฤติของบุคคลซึ่งอยู่ในรัฐหรือในประเทศของตน หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ประพฤติปฏิบัติตาม ก็จะมีความผิดและถูกลงโทษ หรือได้รับผลเสียหายนั้นด้วย

ลักษณะของกฎหมาย

การปกครองประเทศให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยสงบสุขนั้น รัฐจำเป็นจะต้องออกคำสั่ง ข้อบังคับต่าง ๆ มากมาย คำสั่ง ข้อบังคับเหล่านั้นมิได้เป็นกฎหมายทุกฉบับ คำสั่ง ข้อบังคับของรัฐที่จะถือว่าเป็นกฎหมายได้นั้น ต้องประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้

1. มาจากรัฏฐาธิปัตย์ หมายความว่า ผู้ที่จะออกกฎหมายได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศ ซึ่งจะเป็นใครนั้นต้องแล้วแต่สถานการณ์ หรือรูปแบบการปกครองประเทศไทยสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครอง และการออกกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว ปัจจุบันเราใช้การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจอธิปไตย ซึ่งเห็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของปวงชนชาวไทย และบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจในการออกกฎหมายโดยความเห็นชอบของรัฐสภา ในสถานการณ์ที่มีการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองประเทศ หัวหน้าคณะปฏิวัติก็มีอำนาจออกกฎหมายได้เพราะเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในขณะนั้น จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ยังมีประกาศคณะปฏิวัติหลายฉบับที่ยังบังคับใช้เป็นกฎหมายอยู่

2. เป็นคำสั่ง ข้อห้าม ข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตาม หมายความว่า กฎหมายไม่ใช่คำขอร้อง หรือแถลงการณ์ เมื่อประกาศใช้แล้วประชาชนทุกคนต้องปฏิบัติตาม ถึงแม้ว่าจะขัดต่อผลประโยชน์หรือไม่เห็นด้วย ก็ต้องยอมรับจะปฏิเสธไม่ได้ เช่น กฎหมายบังคับให้เสียภาษี บังคับให้ต้องรับราชการทหาร เป็นต้น

3. ใช้ได้ทั่วไป หมายความว่า กฎหมายเมื่อประกาศใช้แล้ว จะมีผลใช้บังคับได้กับประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้ชาย ผู้หญิง คนรวย คนจน ข้าราชการ แม้แต่พระมหากษัตริย์หรือเชื้อพระราชวงศ์ก็ตาม และใช้ได้ทั่วไปทุกพื้นที่ในอาณาเขตประเทศไทย

4. ใช้ได้เสมอไป หมายความว่า กฎหมายเมื่อประกาศใช้แล้ว จะมีผลใช้บังคับได้ตลอดไป ไม่ว่าจะเก่าแก่ ล้าสมัย หรือนานเท่าใดก็ตาม จนกว่าจะมีการยกเลิก

5. มีสภาพบังคับ หมายความว่า กฎหมายเมื่อประกาศใช้แล้ว ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกลงโทษ หรือตกอยู่ในสภาพบังคับอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ อาจจะหนักบ้าง เบาบ้างแล้วแต่ความผิดในกฎหมายอาญา สภาพบังคับเรียกว่าโทษ มีอยู่ 5 ประการ คือประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์ ในกฎหมายแพ่ง สภาพบังคับขึ้นอยู่กับการกระทำความผิด เช่น บังคับให้ชำระหนี้ ชดใช้ค่าเสียหาย หรือเสียดอกเบี้ย เป็นต้น นอกจากนี้ในกฎหมายอื่น ๆ ก็อาจมีสภาพบังคับอื่น ๆ อีกก็ได้ เช่น ข้าราชการที่ทำผิดวินัย อาจถูกตัดเงินเดือน สั่งพักราชการ ให้ออกปลดออกหรือไล่ออก เป็นต้น

ความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องรู้กฎหมาย

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า กฎหมายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้บังคับความประพฤติของสมาชิกในสังคมให้เป็นไปในทำนองเดียวกัน ทำให้สังคมมีระเบียบ วินัย และสงบเรียบร้อย หากไม่มีกฎหมาย มนุษย์ซึ่งมักจะชอบทำอะไรตามใจตนเอง ถ้าต่างตนต่างทำตามใจและการกระทำนั้นทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ก็จะเกิดปัญหา ความขัดแย้ง มีการล้างแค้นได้โต้ตอบกันไปโต้ตอบกันมาไม่มีที่สิ้นสุด เพราะไม่มีกฎหมายเข้าไปจัดการให้ความเป็นธรรม ในที่สุดสังคมนั้นประเทศนั้นก็จะล่มสลายไม่สามารถดำรงอยู่ได้
ปัจจุบันนี้ในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าใครจะทำอะไรก็จะต้องมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยตลอดเวลา เช่น เมื่อมีคนเกิดก็ต้องแจ้งเกิด ต้องตั้งชื่อ ต้องเข้าโรงเรียน อายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ก็ต้องไปทำบัตรประจำตัวประชาชน นักเรียนที่อายุย่างเข้าปีที่ 18 ต้องไปลงบัญชีทหารกองเกิน การสมรสอยู่กินเป็นครอบครัว การกู้ยืมเงิน ซื้อขาย การทำสัญญาต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ทั้งสิ้น

รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประชาชนมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย การรู้กฎหมาย จึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนทุกคน ที่จะได้ทราบถึงของเขตของสิทธิ และหน้าที่ของตน ตลอดจนข้อปฏิบัติต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อรู้กฎหมายก็จะได้ไม่ทำผิดกฎหมาย และไม่ถูกผู้อื่นเอารัดเอาเปรียบโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ
การทำผิดกฎหมาย หรือปัญหาข้อขัดแย้ง ข้อพิพาทต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนด้วยกันเอง หรือประชาชนกับข้าราชการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามเป็นข่าวฟ้องร้องกันไม่เว้นแต่ละวันนั้น มีสาเหตุมาจาก ความไม่รู้กฎมาย ทั้งสิน และเมื่อกระทำความผิดแล้วจะกล่าวอ้างแก้ตัวว่าที่กระทำลงไปนั้นเป็นเพราะไม่รู้กฎหมาย เพื่อให้คนหลุดพ้นจากความรับผิดก็ไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่รู้กฎหมายจริง ๆ ก็ตาม เนื่องจากในทางกฎหมายมีหลักเกณฑ์สำคัญประการหนึ่งว่า “ความไม่รู้กฎหมายไม่เป็นข้อแก้ตัว” เพราะถ้าหากว่า ให้มีการกล่าวอ้างแก้ตัวได้ ทุกคนก็จะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายกันหมด เพื่อให้คนหลุดพ้นจาก ความรับผิด ในที่สุดกฎหมายก็จะ ขาดความศักดิ์สิทธิ์ และบังคับใช้กับใครไม่ได้อีกต่อไป

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป นักสืบต้องทำตัวให้ลึกลับ

บ้านสไตล์กระท่อม เสน่ห์น่ารักที่รีโนเวทจากซากอิฐ

บ้านสไตล์กระท่อม

รีโนเวทบ้านเก่า

บ้านสไตล์กระท่อม ในยุคก่อน พวกเรา คงจะได้ เห็นนายหน้า อสังหาริมทัพย์ มองหา ที่ดินงามๆ

บ้านงามๆ เพื่อขาย ได้กำไร แม้กระนั้น ยุคนี้ กลับต่างออกไป ตรงที่จะมี คนมองหาบ้านเก่า ตึก

เก่า เอามา ทำงานปรับ ปรับปรุงใหม่ แล้วขาย ให้คน อยากได้ บ้าน ในราคา ที่ถูกลง กว่าซื้อ บ้าน

มือชั้นยอด บ้านหลังนี้ ก็ยอดเยี่ยม ในแผนการแก่ไขบ้านเก่า ที่สร้าง ใน ปี 1954 อยู่กลางทะเล

ทราย แคลิฟอร์เนีย อันสงบเงียบ ซึ่งหลุด รอด มาถึง ยุคนี้ ได้ใน ภาวะ ทรุดโทรม แม้กระนั้น นัก

ออกแบบ Kelly Kai ก็สามารถ เปลี่ยน ให้ตรงนี้ ให้กลายเป็น บ้านพักตากอากาศ ให้เช่าที่ สวย

ได้ แบบไม่ยาก

Kelly Kai ใช้เวลา วันว่าง นั่งเลื่อน ดูรายชื่อ อสังหาริมทรัพย์ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาพบ ที่แห่ง

นี้ใน Morongo Valley เป็นครั้งแรก ที่เธอ คิดว่า ต้องไปเยี่ยม ดูด้วยตัวเอง ซึ่งภาพแรก ที่มอง

เห็น จำเป็นต้อง กล่าวว่า ไม่ได้ คิดว่า มาตรวจสอบบ้าน แม้กระนั้นราวกับกำลังการเดิน ผ่าน กอง

เศษหิน หรือ อิฐมากกว่า แม้ว่าจะเป็น แบบนั้นแม้กระนั้น เธอกลับ รู้สึกประทับใจ กับสิ่งที่ เธอ

มองเห็น เนื่องจากว่าสิ่งแวดล้อม ใจกลาง ซอกเขา ที่สวยงาม ดูเงียบสงบ และก็ โครงเรื่อง บ้าน

ก็มีความน่ารักน่าเอ็นดู บางอย่าง ที่เห็นภาพ ในทันที ว่าแก้ไข แล้ว หน้าตาจะ ออกมาใน

แนวทางไหน

ก่อนปรับปรุงแก่ไขบ้าน จากตึก ที่ถูก ทึ้งร้างยาวนานหลายปี ทำให้ ภายนอกย่ำแย่ พอกับ ด้าน

ในที่สภาพ ไม่ต่างกัน แม้กระนั้น ภายหลังจากการยกเครื่องส่วนประกอบ จากบน ลงข้างล่าง ใช้

การตกแต่ง และก็ ข้างนอกใหม่ ทั้งผอง เพื่อพร้อมสำหรับในการเช่า ก็ออกมา เป็นบ้านที่ น่าอยู่

อย่าง อบอุ่น ซึ่งสามารถ ดำรงชีวิตสบายๆ ได้ต่อไป อีกหลายสิบปื ในที่เดิม

หลังเปลี่ยนแปลง จะมีความเห็นว่า หน้าตา ของบ้าน เปลี่ยนไป ดูดี ขึ้นผ่าน วัสดุที่เปลี่ยนใหม่

จากแผ่นไม้เป็น ก้อนอิฐ และก็ ปูนเปลือย ที่มอง เข้ากันได้ กับ แผ่นดิน แล้วก็ทราย บริเวณ ฟังก์

ชั้น นอกบ้าน วางไว้หลาย จุดมีพื้นที่ นั่งพักผ่อน พื้นที่กินอาหาร กลางแจ้ง ที่ ได้รับ การปกป้อง

จาก แสงอาทิตย์ ด้วยซุ้ม ระแนงไม้ นอกพื้นที่ นั่งพักผ่อน หลักเป็น เลานจ์ ทรงเตี้ยๆ แล้วก็ ที่

เก็บฟื้น ทำให้มีจุดดูดซึมบรรยากาศ นอกบ้าน ที่มากมาย ไม่อุดอู้ อยู่แม้กระนั้น ในบ้าน ด้านใน

รื้อถอนเพดานเปิดเผย ให้มองเห็น ส่วนประก่อข ไม้ที่งดงาม ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ ที่ไม่บุบ

สลาย เช่น ผนัง และพื้นคอนกรีตก็คง เอาไว้

“สิ่งที่จำเป็นที่สุด สำหรับฉัน คือมุมมอง” นี่เป็น เหตุผลว่า เพราะเหตุใด เมื่อไปสู่ห้อง หลัก

ขนาดใหญ่ สำหรับ นั่งพักผ่อน พักก็เลย มองเห็น หน้าต่างใหม่ เนันย้าความสูง ของเพดาน และ

ก็จัด กรอบใส่ ทิวทัศน์ ทะะเลทราย ที่อยู่ ข้างนอกเข้ามาเป็น ส่วนใดส่วนหนึ่ง ของบ้าน เคลลี่

อยาก เน้นย้า บรรยากาศ ที่ สวยสดงดงามคุณ ก็เลย ใส่หน้าต่างให้สูงที่สุด ซึ่ง ไม่เหมือนกับ

บ้านเดิมที่ ออกจะปิดแทบ ไม่มีประตูหน้า ต่าง เพราะว่า จำเป็นต้อง ป้องกันทราย เมื่อทุกคน

เข้าไป ในห้อง อย่างแรกที่ จำเป็นต้อง ได้ มองเห็น ก็คือ ทิวทัศน์ แล้วก็ ชั้นต่อไป เป็นความรู้สึก

อบอุ่น ที่โอบล้อมอยู่ทุกที่

พื้นที่นั่งเล่นหลักนอกจากจะมีเตาผิงให้ความอบอุ่นในฤดูหนาวแล้ว ยังมาพร้อมห้องครัว ห้องรับ

ประทานอาหาร และเลานจ์ครบพร้อมความต้องการใช้งานในจุดเดียวไม่ต้องเดินไกล ๆ ซึ่งใน

บ้านนี้ไม่ได้ห้องนั่งเล่นห้องเดียว ยังมีห้องนั่งเล่นพิเศษซึ่งมีโซฟา ครัวขนาดเล็ก และเตาตั้งพื้น

อยู่อีกหนึ่งห้อง ด้วยวิธีนี้ถ้าผู้ใหญ่กำลังทำอาหารอยู่ในห้องหลัก เด็ก ๆ ก็สามารถเล่นที่อื่นที่ไม่

รบกวนกุ่มผู้ใหญ่ได้ หรือถ้าเด็กๆ หลับไปแล้ว ก็มีพื้นที่เลานจ์ที่สองสำหรับผู้ใหญ่ให้นั่งแฮงค์เอา

ท์สบาย ๆ  Kelly ยังได้เพิ่มหน้าต่างช่องแสงเพื่อเพิ่มแสงและทิวทัศน์ของยอดเขาในห้องนั่ง

เล่นที่สอง ใครต้องการใช้งานแบบไหนเลือกนั่งและจับจองมุมมองที่ต้องการได้ตามสบาย

มุมทานข้าวที่ตกแต่งเรียบง่าย แต่ให้ความรู้สึกสวยงามจนอยากนั่งทานอาหารทั้งวัน ด้วย

เฟอร์นิเจอร์ไม้ ปูด้วยผ้าขนสัตว์เทียม ม้านั่งวางหมอนรองสีธรรมชาติ เก้าอี้อาร์มแชร์หวายที่ได้

กลิ่นอายบ้านแบบกระท่อมในชนบท

เคลลี่ปลูกต้นกระบองเพชรซึ่งเป็นต้นไม้ที่บ่งบอกถึงความเป็นทะเลทรายไว้หลาย ๆ จุด ทั้งใน

บ้านและรอบ ๆ บ้าน ด้านนอกตรงกับหน้าต่างบานใดบานหนึ่งเพื่อที่จะได้ชื่นชมได้ง่าย ๆ อย่าง

ในห้องอาบน้ำที่แสนสบายด้วยอ่างแช่ตัวก็มีกระจกใสบานใหญ่ มองออไปเห็นสวน ต้นกระบอง

เพชร และเนินทรายที่ไกลออกไป ทำให้ห้องนี้ไม่เพียงแต่ใช้อาบน้ำทำธุระส่วนตัวเท่านั้น แต่ยัง

เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจให้ความสงบขั้นสุดอีกด้วย
บ้านสไตล์กระท่อม

ออกแบบบ้าน : การซื้อบ้านเก่ามาปรับปรุงใหม่ เริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้นในไทยด้วยเช่น

กัน เพราะที่ดินราคาแพงมากขึ้นโดยเฉพาะในตัวเมือง การสร้างบ้านใหม่หรือซื้อบ้านในโครงการ

จัดสรรจึงมีราคาสูงลิ่วตามไปด้วย สำหรับบ้านที่สร้างนานแล้วไม่ได้อยู่ในทำเลทองราคาก็จะ

ตกลงมา ทำให้การเป็นเจ้าของบ้านเอื้อมถึงง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม บางโครงการอสังหามองจาก

ภายนอกแม้จะดูดีแต่โครงสร้างภายในอาจซ่อนปัญหาใหญ่เอาไว้ ทำให้ต้องแก้ไขเสียค่าใช้จ่าย

ที่ไม่คุ้ม ก่อนตัดสินใจซื้อจึงควรจ้างวิศวกรตรวจสอบโครงสร้าง เสา ผนัง คาน ของบ้านเสียก่อน

เพื่อความปลอดภัย

อ่านบทความเกี่ยวกับบ้านถัดไป ไอเดียตกเเต่งบ้านให้น่าอยู่

การบังคับบุคคลให้สูญหาย (enforced disappearance)

การบังคับบุคคลให้สูญหาย หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การอุ้มหาย”

การบังคับบุคคลให้สูญหาย

การบังคับบุคคลให้สูญหาย หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การอุ้มหาย” เป็นอีกหนึ่งการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรง ซึ่งหมายถึงการที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำ หรือบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ได้รับคำสั่ง สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจในการจับกุม คุมขัง ลักพา หรือลิดรอนเสรีภาพของบุคคล โดยพยายามปกปิดชะตากรรมหรือที่อยู่ของบุคคลนั้นๆ private detective bangkok

ไม่เพียงแค่ถูกจับและควบคุมตัว เหยื่อมักถูกทรมานด้วยวิธีการที่โหดร้าย ป่าเถื่อนอีกด้วย และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าเศร้าคือ เหยื่อส่วนใหญ่มักไม่ได้รับการปล่อยตัวและถูกปกปิดชะตากรรม ทำให้สังคม หรือแม้แต่ครอบครัวของพวกเขาไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ และถึงแม้ว่าพวกเขาจะรอดชีวิตออกมากได้ รอยแผลทั้งบนร่างกายและจิตใจก็ยังคงติดตัวเขาไปตลอดชีวิต

ทั้งนี้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ผู้กระทำผิดมักลอยนวลพ้นผิด เป็นการละเมิดต่อบุคคลที่ถูกทำให้สูญหาย บ่อยครั้งที่ผู้สูญหายไม่ได้รับการปล่อยตัวและไม่มีผู้ทราบชะตากรรมของเขาอีกเลย จึงถือได้ว่าเป็นการละเมิดอย่างต่อเนื่องต่อสิทธิมนุษยชนของครอบครัวของเขา ซึ่งไม่มีโอกาสได้ทราบความจริงว่าผู้สูญหายอยู่ที่ไหน

การบังคับบุคคลให้สูญหายถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความหวาดกลัวต่อสังคมในวงกว้าง การกระทำอันโหดร้ายดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อสร้างบรรยากาศที่ไม่ปลอดภัย เพื่อหยุดยั้งการกระทำต่อทั้งบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหาย ชุมชมและสังคม การบังคับบุคคลให้สูญหายได้กลายเป็นปัญหาสำคัญของโลกในปัจจุบัน ซึ่งเกิดมากขึ้นกับปัญหาภายใน โดยเฉพาะเพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง
ซึ่งเป้าหมายที่สำคัญของรัฐในการบังคับบุคคลให้สูญหาย คือนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ญาติของเหยื่อ พยาน และ ทนายความ และรวมถึงกลุ่มเปราะบางต่างๆ เช่น เด็ก และบุคคลพิการ อีกด้วย

การบังคับให้บุคคลสูญหายในทุกๆครั้งนั้นได้ละเมิดสิทธิตามหลักสิทธิมนุษยชนทั้ง

– สิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัย
– สิทธิที่จะไม่ถูกทรมานและถูกปฏิบัติหรือลงโทษอย่างโหดร้าย
– สิทธิที่จะไม่ถูกกักขังอย่างไร้มนุษยธรรม
– สิทธิในการได้รับพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม
– สิทธิการเป็นบุคคลตามกฏหมาย
– สิทธิในชีวิตครอบครัว

บทความนี้จะกล่าวถึงความหมายของการบังคับบุคคลให้สูญหายตามอนุสัญญาคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้สูญหาย ค.ศ. 2006(International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) ต่อไปนี้จะเรียกว่า ‘อนุสัญญาฯ’ ซึ่งในปัจจุบันมีรัฐภาคีทั้งสิ้น 62 ประเทศ โดยประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาฯ วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555 แต่ในปัจจุบันยังไม่ได้ให้สัตยาบันเป็นรัฐภาคี ซึ่งหากประเทศไทยให้สัตยาบันเป็นภาคีเมื่อใด ประเทศไทยจะต้องดำเนินการตามที่อนุสัญญาฯ กำหนด

1. ความหมายของการบังคับบุคคลให้สูญหาย

อนุสัญญาฯ ข้อ 2 ได้ให้ความหมายของการบังคับบุคคลให้สูญหาย หมายถึง “การจับกุม การคุมขัง การลักพาตัว หรือ การลิดรอนเสรีภาพรูปแบบอื่น ที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่กระทำการภายใต้อำนาจหรือการสนับสนุนหรือการยอมรับจากรัฐ ตามด้วยการปฏิเสธไม่รับรู้การลิดรอนเสรีภาพดังกล่าว หรือโดยการปกปิดชะตากรรมหรือที่อยู่ของผู้สูญหาย ทำให้ผู้สูญหายอยู่นอกการคุ้มกันของกฎหมาย”

จากความหมายดังกล่าว แยกองค์ประกอบของการบังคับบุคคลให้สูญหายได้เป็น 3 ข้อ ดังนี้คือ

ตัวอย่างเช่น หากเจ้าหน้าที่ของรัฐเห็นว่านาย ก. คือ ‘ตัวปัญหา’ คอยเปิดโปงพฤติกรรมที่มิชอบของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงจับตัวนาย ก. ไปขังไว้ในสถานที่แห่งหนึ่ง เมื่อญาตินาย ก. มาตาม ก็ปฏิเสธว่าไม่ได้เอาตัวไป เช่นนี้ถือว่าเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เป็นความผิดอาญาและถูกลงโทษตามที่อนุสัญญาฯ เรียกร้อง หากต่อมาเจ้าหน้าที่ของรัฐฆ่านาย ก. ก็เป็นอีกความผิดหนึ่งคือการฆาตกรรมนอกกฎหมาย (extra-judicial killing) ที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงอีกรูปแบบหนึ่ง

หากเจ้าหน้าที่ของรัฐจับกุมตัวประชาชนไปขังไว้ในสถานที่ไม่เปิดเผย และยอมรับว่าเอาตัวไปจริง แต่ปกปิดชะตากรรมไม่บอกที่อยู่หรือความเป็นไปของผู้ถูกเอาตัวไป ก็เป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายตามอนุสัญญาฯ เช่นเดียวกัน เพราะเป็นลักษณะของ “การปกปิดชะตากรรมหรือที่อยู่”

2. การพาตัวไปโดยไม่ยินยอม

การบังคับบุคคลให้สูญหายคือการนำตัวไปโดยผู้ถูกเอาตัวไปไม่ยินยอม ดังนั้น การพาตัวไปโดยความยินยอมของผู้ถูกเอาตัวไปและอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมาย เช่น การที่บุคคลหนึ่งเข้าสู่การคุ้มครองพยานตามโครงการคุ้มครองพยาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 ไม่ถือว่าเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหาย โดยความยินยอมนี้ต้องเป็นความยินยอมที่บริสุทธิ์ ดังนั้น ความยินยอมเพราะถูกบังคับ ขู่เข็ญ แม้จะมีลายเซ็นของผู้ถูกเชิญตัวว่ายินยอมไปกับเจ้าหน้าที่เอง ก็ไม่อาจถือว่าเป็นความยินยอมที่บริสุทธิ์

3. การกระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือโดยการยอมรับจากรัฐ

การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐอุ้มประชาชนหายไป ย่อมเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายอย่างแน่นอน แต่ถ้าหาก นาย ก. ซึ่งเป็นประชาชนคนหนึ่ง อุ้ม นาย ข. ประชาชนอีกคนหนึ่งไปขังไว้ด้วยเรื่องส่วนตัวของนาย ก. เช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายตามความหมายของอนุสัญญาฯ คงเป็นความผิดหน่วงเหนี่ยวกักขังทั่วไปตามที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 310

อย่างไรก็ดี หากการกระทำของนาย ก. ดังกล่าว เกิดจากการสั่งการของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือการยอมรับโดยรัฐ ย่อมเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายได้เช่นกัน

4. การจับกุมหรือคุมขังบุคคล เริ่มจากการกระทำที่ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ได้

การจับกุมคุมขังตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการคุมขังตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ การคุมขังตามกฎหมายอื่น รวมทั้งกฎหมายพิเศษที่ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยทั่วไปแล้วไม่เป็นการบังคับบุคคลให้สูญหาย เพราะเป็นการยอมรับโดยเจ้าหน้าที่และไม่ได้ปกปิดชะตากรรมของผู้ถูกคุมตัว

อย่างไรก็ดี การจับกุมคุมขังตามหมายศาลหรือตามกฎหมาย ก็อาจเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายได้ หากเริ่มต้นจากการจับกุมโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วต่อมาเจ้าหน้าที่ของรัฐปกปิดชะตากรรมของผู้ถูกคุมขัง ทรมาน หรือฆ่าผู้ถูกคุมขัง ย่อมถือว่าเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายด้วยอีกการกระทำหนึ่งทันที

5. การคุมขังนานเท่าใดถึงเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหาย

อนุสัญญาฯ ไม่ได้กล่าวถึงระยะเวลาของการคุมขังว่าจะต้องนานเท่าใดถึงเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหาย ดังนั้นแม้คุมขังไม่นาน แต่การคุมขังนั้นเป็นการกระทำนอกกฎหมาย ทำให้ผู้ถูกคุมขังอยู่นอกการคุ้มกันของกฎหมาย ก็เป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายได้

6. การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดต่อเนื่อง

การบังคับบุคคลให้สูญหายถือว่าเป็นความผิดต่อเนื่อง (continuous crime) หมายถึง อายุความในการฟ้องคดีผู้กระทำความผิดจะยังไม่เริ่มนับ จนกว่าจะปล่อยตัวหรือเปิดเผยชะตากรรมผู้ถูกนำตัวไป

ในอนาคตหากมีกฎหมายกำหนดให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดในประเทศไทย การอุ้มหายใดที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายดังกล่าวประกาศใช้และยังไม่ได้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง หรือยังไม่ได้เปิดเผยชะตากรรมของผู้ถูกคุมขัง ย่อมเป็นความผิดต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาในเวลาที่กฎหมายใหม่เริ่มมีผลใช้บังคับ ซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องกฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นผลร้ายตามหลักความชอบด้วยกฎหมายอาญา (principle of legality)

7. การบังคับบุคคลให้สูญหายที่เป็นอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ

เจ้าหน้าที่ของรัฐอุ้มประชาชนหายไป เป็นความผิดฐานบังคับบุคคลให้สูญหายตามความหมายของอนุสัญญาฯ ซึ่งใช้กลไกศาลภายในประเทศเป็นผู้พิจารณาพิพากษา แต่หากการบังคับบุคคลให้สูญหายเกิดจากการสั่งการโดยนโยบายจากรัฐบาล (policy) ทำกับประชาชนอย่างเป็นระบบ (systematic) หรืออย่างกว้างขวาง (widespread) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำดังกล่าวจะมีความผิดฐานอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ (crimes against humanity)ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เมื่อเป็นอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติแล้วทำให้อาชญากรรมดังกล่าวไม่มีอายุความ เป็นอาชญากรรมสากลที่ทั่วโลกร่วมมือกันปราบปราม

บางคนอาจมองว่าไกลจากประเทศไทย เพราะประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีของธรรมนูญกรุงโรมจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ จึงไม่ต้องผูกพันกับศาลอาญาระหว่างประเทศดังกล่าว แต่ความจริงแล้วศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตทั่วโลก ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าหากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มีมติให้ศาลอาญาระหว่างประเทศดำเนินคดีในเหตุการณ์ใด ศาลอาญาระหว่างประเทศก็จะมีเขตอำนาจทันที ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วกับเหตุการณ์ในประเทศลิเบียและซูดาน ทั้งที่สองประเทศนี้ไม่ได้เป็นรัฐภาคีผูกพันกับศาลอาญาระหว่างประเทศ

8. ประเทศไทยยังไม่มีฐานความผิดบังคับบุคคลให้สูญหาย

กฎหมายไทยในปัจจุบันไม่มีความผิดฐานบังคับบุคคลให้สูญหาย แม้เคยมีความพยายามที่จะกำหนดความผิดฐานบังคับบุคคลให้สูญหายกับการกระทำทรมาน ไว้ในร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ…. ที่เสนอโดยรัฐบาล แต่ร่างดังกล่าว สนช. ก็พิจารณาไม่ทัน

ดังนั้น หากมีการบังคับบุคคลให้สูญหายเกิดขึ้นในประเทศไทยในเวลานี้ เราคงลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำความผิดดังกล่าวได้แค่ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา ซี่งมีโทษเบา และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอนุสัญญาฯ ที่เรียกร้องให้กำหนดความผิดฐานบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดร้ายแรง และเป็นเอกเทศจากความผิดหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือลักพาตัวทั่วไป

ด้วยเหตุผลดังกล่าว การ มี ข้อบังคับ ป้องกัน รวมทั้ง ล้มล้าง การ ทรมาทรกรรมแล้วก็การ บังคับ บุคคล ให้ หาย ก็เลย ไม่เพียงแค่ เป็นการ ปกป้อง สิทธิมนุษยชนของ พสกนิกร ไทย ให้ ตามมาตรฐาน สากล โลก แม้กระนั้น คงจะ มีส่วนช่วยสร้างเสริม ภาพลักษณ์ ที่ ดี ให้ กับ เมืองไทย ใน สายตา ชุมชน โลกอีกด้วย

การใช้อำนาจ เมือง โดย ข้าราชการ ของ เมือง นอกเหนือจากการที่จะ จะต้องพิจารณาถึง จุดหมาย (objective) ที่ ชอบด้วยกฎหมาย ยัง จะต้อง ทำการ ด้วยแนวทาง (means) ที่ ชอบด้วยกฎหมาย ด้วย การ อุ้มหาย หรือ การ ทรมาทรกรรม ราษฎรเป็น กรรมวิธีการที่ มิเป็นไปตามกฎหมาย แม้ว่าจะ กล่าวถึงว่ามีจุดมุ่งหมาย เพื่อ ประเทศชาติ ก็ ไม่ บางทีอาจ ยอมรับได้ใน ระดับ สากล

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป นักสืบต้องทำตัวให้ลึกลับ

นักสืบต้องทำตัวให้ลึกลับ

เมื่อพูดถึงนักสืบ แน่นอนว่าหลายๆท่านก็คงนึกถึงอาชีพที่ลึกลับ

เมื่อพูดถึงนักสืบ แน่นอนว่าหลายๆท่านก็คงนึกถึงอาชีพที่ลึกลับ และเห็นรู้ได้เฉพาะในหนังหรือ

การ์ตูนเท่านั้น เพราะนักสืบต้องทำตัวให้ลึกลับ ทุกอย่างเป็นความลับหมด การทำงานเป็นขั้น

เป็นตอนเพื่อสืบเสาะหาข้อมูลหรือหลักฐานในการที่จะมัดตัวตัวคนร้าย

ไม่มีคำตอบที่แน่นอนสำหรับคำถามที่ว่า ” จะเป็นนักสืบได้อย่างไร ”  เนื่องจากในปัจจุบันไม่มี

ข้อบังคับทางกฎหมายในเรื่องนี้ จึงไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของนักสืบเงื่อนไขของการเป็นนักสืบ

งานนักสืบเอกชน คือ งานรวบรวมหลักฐาน ประเมินหลักฐานเหล่านี้และหาข้อสรุป โดยใช้เครื่อง

มือต่างๆเช่น กล้องวิดีโอ กล้อง ระบบบันทึกเสียง หรือ โดยการใช้อินเตอร์เน็ต และ เครือข่าย

คอมพิวเตอร์ และใช้ซอฟต์แวร์ต่างๆ เพื่อการสอบสวน ดังนั้นนักสืบเอกชนควรเป็นผู้เชี่ยวชาญ

ในงานของตน ได้รับการฝึกอบรมในห้องปฏิบัติการทางอาญา มีความรู้ และ ประสบการณ์ในด้าน

จิตวิทยา และ อาชญาวิทยาทางอาญา

เมื่อพูดถึงนักสืบ แน่นอนว่าหลายๆท่านก็คงนึกถึงอาชีพที่ลึกลับ

1. นักสืบต้องมีความกล้าในการตัดสินใจและเเก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้รวดเร็ว

นักสืบที่ดีจะต้องมีการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ ต้องไม่ใจร้อน การเร่งรีบ

เกินไปในการปฏิบัติภารกิจ ไม่ติดตามเป้าหมายอย่างกระชั้นชิดเกินไปซึ่งอาจทำให้เป้าหมาย

รู้ตัว อันจะเป็นผลให้ภารกิจล้มเหลวและอาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นกับตัวนักสืบเองหรือผู้ว่าจ้างก็

เป็นได้ นักสืบต้องไม่ใจเย็นหรือทำอะไรชักช้าเกินไป การเฝ้ารอดูการเคลื่อนไหวของเป้าหมาย

อยู่แต่ภายนอกอย่างเดียวก็อาจทำให้ภารกิจล้มเหลวได้ การเฝ้ารอดูอยู่แต่ด้านนอกเพราะกลัว

เป้าหมายจะรู้ตัวว่าถูกติดตาม โดยไม่เข้าไปสำรวจสถานที่นั้น ทำให้ไม่รู้ว่าสถานที่แห่งนั้นยังมี

ทางออกทางอื่นอีก ซึ่งอาจทำให้คลาดกับเป้าหมายได้ถ้าเป้าหมายออกไปอีกทางหนึ่ง

2. การรอคอยในงานนักสืบ การรอคอยเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรรอคอยนานเกินไป

นักสืบที่ดีต้องมีความอดทน ความอดทนเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่นักสืบถูกสอนมาตลอดจากนักสืบรุ่น

เก่าๆ ให้อดทนรอคอย แต่การรอคอยนั้นควรมีการกำหนดระยะเวลาด้วย คือถ้าเห็นว่าเหตุการณ์ดู

เงียบเกินไป หรือระยะเวลาในการเฝ้ารอเป้าหมายนานเกินไปแล้ว เป้าหมายไม่เคลื่อนไหวเลย

นักสืบจะต้องรายงานให้หัวหน้าทีมสืบสวนทราบ เพื่อหาทางตรวจสอบให้ได้ว่ามีเหตุการณ์ผิด

ปกติเกิดขึ้นกับเป้าหมายหรือไม่ หรือว่าเป้าหมายได้หลบหนีออกไปโดยวิธีใดวิธีหนึ่งก็เป็นได้

นักสืบที่ดีนั้นควรต้องมีการตรวจสอบเป้าหมายเป็นระยะตามสมควร ไม่ใช่กรอดทนรอเวลาแต่

เพียงอย่างเดียว

3.นักสืบต้องพูดความจริง

การพูดความจริงเป็นคุณสมบัติอีกที่สำคัญอย่างยิ่งในการเป็นนักสืบ ในการปฏิบัติงานสืบสวนนั้น

ต้องมีการทำงานเป็นทีม ภายในทีมงานนักสืบแต่ละคนจะต้องไม่มีการโกหกกัน การกล่าวเท็จ

ต่อกันแล้วจะทำให้ภารกิจล้มเหลว หรืออาจเกิดอันตรายขึ้นกับตัวนักสืบได้ เช่น นักสืบทีมหนึ่ง

ได้รับมอบหมายภารกิจให้ไปเฝ้าสะกดรอยตามเป้าหมายยังสถานที่แห่งหนึ่ง หัวหน้าทีมนักสืบ

ได้ทำการสำรวจสถานที่แล้ว มีการวางแผ่นมอบหมายงานให้นักสืบแต่ละคนเฝ้าเส้นทางเข้าออก

ของเป้าหมายเป็นอย่างดี แต่กลับมีนักสืบคนหนึ่งในทีมมีเหตุจำเป็นที่จะต้องไปทำธุระส่วนตัวที่

อื่น แต่ไม่ยอมแจ้งให้หัวหน้าทีมนักสืบทราบ เพื่อจะได้ส่งนักสืบคนอื่นให้มาเฝ้าเส้นทางนั้นแทน

แต่ได้รีบไปทำธุระส่วนตัวแล้วรีบกลับมาโดยไม่แจ้งให้ทีมงานทราบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับ

เป้าหมายได้หลบหนีออกไปตามเส้นทางนั้น ซึ่งกว่าที่ทีมงานจะทราบเป้าหมายก็เดินทางไป

ไกลแล้ว ทำให้ภารกิจล้มเหลว

4.ยอมรับในความผิดพลาด

ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ แต่เมื่อนักสืบปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายผิดพลาดแล้ว

ต้องยอมรับความผิดพลาดนั้น ต้องแจ้งให้หัวหน้าทีมนักสืบทราบทันทีเพื่อจะได้หาหนทางแก้ไข

ความผิดพลาดนั้นแต่ถ้าหากว่านักสืบไม่ยอมรับความผิดพลาดแล้วปฏิบัติภารกิจไปตามปกติ

เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็อาจทำให้ภารกิจนั้นประสบคามล้มเหลวได้ เช่น นักสืบคนหนึ่งได้รับ

มอบหมายให้ไปเฝ้าติดตามสะกดรอยสังเกตพฤติกรรมเป้าหมาย แต่ได้คลาดกับเป้าหมายแล้ว

ไม่แจ้งให้หัวหน้าทีมนักสืบทราบแต่นักสืบคนนั้นกลับว่าเป้าหมายไม่มีการเคลื่อนไหว หรือไม่

พบเป้าหมาย ทำให้ทีมงานนักสืบทำงานต้องเฝ้าเป้าหมายอยู่ที่เดิมทั้งที่เป้าหมายไม่อยู่ที่นั่น

แล้ว ภารกิจจึงไม่มีความคืบหน้าหรือล้มเหลวนั่นเอง

5.นักสืบต้องมีการประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว

แหล่งข่าวหรือสายข่าวมีความสำคัญเป็นอย่างมากในงานของนักสืบ การหาข่าวหรือหาข้อมูล

ของนักสืบเป็นสิ่งที่นักสืบทุกคนต้องปฏิบัติ เพราะนักสืบมีหน้าในการพิสูจน์ความจริงในภารกิจที่

ได้รับมอบหมายการรวบรวมข้อมูลข่าวสารของนักสืบนั้นแบ่งได้เป็นหลายประเภท เช่น ข้อมูล

ข่าวสารที่นักสืบพบเห็นหรือได้จากการพิสูจน์ทราบเองของนักสืบ ข้อมูลข่าวสารได้จากตัวผู้ว่า

จ้าง และข้อมูลข่าวสารได้จากสายลับหรือแหล่งข่าว โดยนักสืบจะต้องทำการวิเคราะห์ว่าข้อมูล

ข่าวสารได้มานั้นว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใดนักสืบจึงต้องมีการคิดวิเคราะห์ก่อนว่าจะถามข้อมูล

จากแหล่งข่าวคนใด ข้อมูลได้มานั้นมีความถูกต้องแม่นยำมากน้อยเพียงใด เป็นข้อเท็จจริงหรือ

เป็นเพียงความเห็นของแหล่งข่าวเท่านั้นจึงจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถทำให้ภารกิจสำเร็จ

ลุล่วงไปได้

6.นักสืบต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่ประมาท

นักสืบที่ดีต้องปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาด้วยความระมัดระวัง มีสติอยู่ตลอดเวลา นักสืบ

ต้องไม่ประมาทในงานที่ได้รับมอบหมาย อย่าคิดว่าเป็นงานที่ง่าย เพราะถ้าเป็นภารกิจที่ง่าย ผู้

จ้างก็คงไม่เสียค่าใช้จ่ายมาจ้างนักสืบอย่างแน่นอน ผู้ว่าจ้างคงทำเองไปแล้ว ดังนั้นเมื่อนักสืบได้

รับมอบหมายภารกิจมาแล้ว ต้องปฏิบัติภารกิจด้วยความสุขุมรอบคอบ และมีสติอยู่ตลอดเวลา

7.นักสืบต้องไม่ทำตัวให้เป็นจุดสนใจ

นักสืบต้องทำตัวให้ธรรมดาที่สุด ไม่โดดเด่น ในขณะที่ปฏิบัติงานนักสืบนั้นนักสืบอาจจำเป็นที่จะ

ต้องมีการปกปิดหรือพรางตัว ไม่ต้องการให้ใคร (โดยเฉพาะเป้าหมาย) ทราบว่าเราเป็นนักสืบ

ซึ่งวิธีการที่ดีที่สุดคืออย่าทำตัวแปลกแยก เป็นจุดเด่นหรือเป็นที่สนใจของชาวบ้าน

8.นักสืบที่ดีต้องรักษาความลับของผู้ว่าจ้างไม่นำไปเผยแพร่ต่อบุคคลอื่น

เมื่อ มีการติดต่อ จ้างงาน จาก นายจ้าง ให้ ทำหน้าที่ ข้อควรระวัง อย่างหนึ่ง ที่ สายสืบจำเป็น

ต้องถือปฏิบัติ อย่างเคร่งครัด เป็น การดูแลและรักษา ความลับ ของนายจ๋าง ไม่ว่า จะเป็น ขั้น

ตอน ใด ของ การกระท่างาน หรือ เมื่อ ภารกิจ นั้น สิ้นสุดลง และก็ นักสืบ ได้ กระทำ มอบงาน ให้

กับ นายจ้างและก็ตามความรับผิดชอบของ นักสืบ เป็นจะต้อง รักษา ความลับ ของนายจ้าง ยัง

คง มี อยู่ตลอดไป ด้วยเหตุดังกล่าว การดูแลรักษา ความลับ ของลูกค้า ก็เลย ราวกับ เป็น กฎข้อ

ปฏิบัติ อันสำคัญ ของ นักสืบ ที่ นักสืบจำต้อง ปฏิบัติ อย่างเคร่งครัด

ไม่มี นักสืบ ที่เก่ง มี แม้กระนั้น นักสืบ ที่ ขยัน เพียงแค่นั้น ไม่มี อุปกรณ์ จำพวก ใดใน ชี้การ

ประมาณ ว่าคนไหนกันแน่ มีความรู้และมีความเข้าใจ มากยิ่งกว่ากัน แต่ว่า อยู่ที่ ใครกันแน่ ขยัน

มากยิ่งกว่า กัน ก็เลยสามารถ ดำเนินงาน ได้ บรรลุเป้าหมาย มากยิ่งกว่า กันงาน ของ นักสืบ

เป็นการ แสวงหา ความจริง เพื่อประสบความสำเร็จ สำหรับเพื่อการ สอบสวน ด้วยเหตุนั้น จะ

มองเห็น ได้ ว่านักสืบ ที่ มีความขยัน ข้นแข็งสำหรับการ ปฏิบัติภารกิจ จะก่อให้ ดำเนินงาน ได้

บรรลุเป้าหมาย ได้มาก กว่านักสืบ ที่ มีความ คร้านแม้กระนั้น ทั้งนี้ ก็ ขึ้นกับ ต้นสายปลายเหตุอื่น

ด้วย เช่น การเข้าถึง ข่าวสารว่า จะสามารถ เข้าถึง ข่าวสารที่ มีคุณประโยชน์ ต่อ การไต่สวน

มากมาย น้อย แค่ไหน ( เช่น ข้อมูล ด้าน การติดต่อสื่อสาร หรือ ข้อมูลทางการเงิน ของจุดมุ่ง

หมาย ) เนื่องจาก นักสืบ ที่มี ข้อมูลเบื้องต้น สำหรับเพื่อการ ไต่สวน มากยิ่งกว่าย่อม ได้โอกาส

สำหรับเพื่อการ ไปถึงเป้าหมาย ใน งาน สืบสวน มากกว่า นั่นเอง

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป คุณสมบัติ ข้อที่สำคัญยิ่งสำหรับการเป็นสายลับ