แต่งบ้านสไตล์วินเทจ คลาสสิคทุกช่วงเวลา

ตกแต่งบ้านวินเทจ

ตกแต่งบ้านวินเทจ

ตกแต่งบ้านวินเทจ อย่าเพิ่งมีความรู้สึกว่า การแต่งบ้านสไตล์ย้อนยุค จะเป็นการแต่งบ้านด้วยของโบราณหรือของเก่า เพราะเหตุว่าอันที่จริงแล้ว การแต่งบ้านย้อนยุคมีหลายแนว แล้วก็พวกเราสามารถเลือกแต่งให้มีกลิ่นความย้อนยุคอย่างงั้นได้ ไม่ว่าจะแนววินเทจ แนวเรโทร หรือการแต่งบ้านสไตล์คลาสสิก ซึ่งแต่ละแบบจะมีความต่างกันอย่างไร พวกเราจะพาไปรู้จักกัน

ความวินเทจมักจะมาคู่กับสิ่งของเก่า ๆ เสมอ ซึ่งของบางอย่างทำให้เราเห็นความทรงจำที่ซุกซ่อนไว้มากมาย และบอกให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ ไปตามช่วงเวลา การแต่งบ้านวินเทจโดยการนำสิ่งของเก่า ๆ ที่เคยมีในยุคนั้นมาตกแต่งบ้าน จึงทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ทบทวนความทรงจำว่าตอนนั้นมีอะไรเกิดขึ้น “ตอนนั้นเราทำอะไรกันอยู่นะ” “ที่บ้านฉันเคยมีไอ้นั่น ไอ้นี่ด้วย” นึกแล้วก็สนุกไม่น้อยเลย แล้วถ้าหากจับทุกอย่างเข้ามาอยู่ในบ้าน อย่างเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า ของสะสม เครื่องเล่นแผ่นเสียง ก็คงจะช่วยให้เรารู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ ณ ห้วงเวลานั้นได้อย่างยาวนาน จนไม่อยากออกไปไหนเลยล่ะ

สไตล์การแต่งบ้านย้อนยุค การแต่งบ้านสไตล์โบราณ (Antique) การแต่งบ้านแนวโบราณจะเน้นย้ำตกแต่งด้วยไม้ ก้อนอิฐ โดยบางครั้งก็อาจจะเป็นไม้เก่า ทั้งยังส่วนประกอบบ้านแล้วก็เครื่องเรือน ส่วนการออกแบบภายในก็จะเน้นย้ำลูกเล่นแบบสมัยโบราณ เป็นต้นว่า บ้านโบราณไทยสไตล์จะใช้ประตูไม้บ้านพับ ที่จะต้องลงสลักร้อยกรองไม้แทนลูกบิด หรือหน้าต่างเป็นบานไม้ล้วน บานไม้ติดกระจก ที่จำเป็นต้องใส่กลอนสลัก ฯลฯ

การแต่งบ้านแนววินเทจ (Vintage) แนววินเทจ เป็นแฟชั่นสไตล์เก่าที่มองไม่แก่ โดยการตกแต่งจะเน้นย้ำโทนสีขาว ครีม น้ำตาล ไม่เน้นย้ำสีที่จัดจ้า เป็นแถวการแต่งบ้านที่มีความคลาสสิกหลบซ่อนอยู่ในเนื้อหาต่างๆตัวอย่างเช่น พื้นไม้ เครื่องเรือนไม้ ของสำหรับใช้ในการแต่งบ้าน ที่บางทีอาจเป็นของมือสอง ของเก่าแก่ที่มองล้ำค่าน่าสะสม

การแต่งบ้านแนวเรโทร (Retro) คำว่าเรโทรในภาษาละตินแสดงว่าย้อนกลับไป การแต่งบ้านสไตล์เรโทรก็เลยราวกับการเอาแฟชั่นในสมัยเก่าๆมารวมไว้ แล้วทำให้กลับมากับช่วงปัจจุบันนี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว สไตล์การตกแต่งแบบเรโทรก็เลยมีความจัดจ้าน มีชีวิตชีวาที่นานัปการ ช่วยทำให้มีบรรยากาศที่ครึกครื้น มองดูครื้นเครง

แนวทางแต่งบ้านให้มีกลิ่นย้อนยุค

  • เน้นสีธรรมชาติ

แต่งบ้านสไตล์ย้อนยุค
ต้องการให้บ้านให้มองคลาสสิก ลองกลับไปสู่ความเบสิก ด้วยโทนสีธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น สีน้ำตาล สีเขียว สีไม้ สีครีม สีเอิร์ธโทน อย่างนี้จะช่วยเพิ่มความรู้สึกอบอุ่น สุภาพ มองเป็นโซนที่น่าพักจริง ๆ ดังนั้นการแต่งบ้านให้มองงามน่าอยู่ ก็จะต้องนึกถึงความเหมาะสมด้วย โดยบางทีก็อาจจะใช้สีธรรมชาติ กับห้องรับแขกหรือห้องนอน แต่ว่าส่วนสุขาที่อยากให้มองสะอาดหมดจด ก็บางทีอาจไปย้ำสีขาวสำหรับการตกแต่ง แล้วก็ใช้สีเขียว สีน้ำตาล เสริมเข้าไป

  • รียูสของโบราณ

ตกแต่งบ้านวินเทจ
การรีโนเวทเครื่องเรือนเก่าให้กลับมาสวยรวมทั้งพร้อมใช้ ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียแต่งบ้านแบบวินเทจที่น่าดึงดูด เนื่องจากว่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำเครื่องเรือนในอดีตค่อนข้างจะคงทน มีการวางแบบที่มองงามคลาสสิก หรือถ้าสามารถใช้ตู้ เตียง ชั้นสำหรับวางสิ่งของชิ้นเดิมที่มีอยู่แล้วได้ ก็จะช่วยอดออมค่าตกแต่งได้อีกด้วย

  • เพิ่มความย้อนยุคด้วยผ้า
  • แต่งบ้านสไตล์ย้อนยุค
    เครื่องเรือนผ้าต่างๆดังเช่น โซฟาบุผ้า โซฟา ประพรม หรือแม้กระทั้งผ้าม่านที่ทำมาจากผ้าฝ้าย ผ้าลินิน ก็ช่วยเสริมความวินเทจให้บ้านได้ ยิ่งถ้าหากใช้โทนสีธรรมชาติอย่างสีน้ำตาล สีเทา สีครีม ก็จะก่อให้บ้านมองอบอุ่นน่าอยู่มากเพิ่มขึ้น
  • ใช้เครื่องครัววินเทจ

ตกแต่งบ้านวินเทจ

สมัยปัจจุบันมีเครื่องครัวสไตล์วินเทจวางขายอยู่เยอะมาก ไม่ว่าจะถ้วย จาน จานชาม หม้อ กระทะ ถ้วยน้ำ กาสำหรับใส่น้ำชา ตะเกียบ ช้อน ส้อม พวกเราสามารถเลือกออกแบบภายในย้อนยุคได้ตามที่ใจต้องการเลย แล้วก็ถ้าเกิดตกแต่งครัวด้วยเครื่องเรือนไม้ หน้าต่าง ประตู ที่เป็นวางแบบย้อนยุคด้วย ก็จะยิ่งทำให้มีบรรยากาศของสมัยเก่าๆได้ดีมากเลยเชียว

  • มิกซ์ของต่างๆที่ใช้สำหรับการแต่งบ้านให้แมตช์กับสไตล์ที่ปรารถนา

แต่งบ้านสไตล์ย้อนยุค

ของใช้สำหรับแต่งบ้านตามร้านค้าต่างๆชอบละลานตาไปหมด รวมทั้งโดยมากบางทีอาจเป็นแถวโมเดิร์น ซึ่งหากใจรักความวินเทจจริง ๆ ก็จำเป็นต้องเสาะหาของอื่น ๆ ที่มีไว้เพื่อการแต่งบ้านแนวนี้กันนิดเดียว หรือหากพบบางชิ้นที่มีความล้ำยุค แม้กระนั้นไปแมตช์กับสไตล์ของบ้านได้อย่างไม่แหวกแนวมากเท่าไร โทนได้ ออกแบบภายใน ได้

  • รักษาความเบสิกเอาไว้

ตกแต่งบ้านวินเทจ
ลองย้อนคิดไปถึงสไตล์การแต่งบ้านในสมัยก่อน ที่ไม่ค่อยเน้นของต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับการแต่งบ้านมากชิ้น แต่ว่าจะเลือกใช้ของใช้สำหรับแต่งบ้านที่มีสามารถใช้ได้จริง โดยเหตุนี้ถ้าเกิดจะตกแต่งแนวนี้ ก็อย่าลืมความเบสิก ความเป็นเเนวในสมัยก่อนๆด้วย เพราะเหตุว่าหากตกแต่งเยอะแยะจนกระทั่งเกินจำเป็น บางทีอาจมองรกตามากกว่าจะงาม

  • คุมความย้อนยุคในทุกๆห้อง

แต่งบ้านสไตล์ย้อนยุค
ควรจะตกแต่งทุกห้อง ทุกพื้นที่ ให้เป็นสไตล์เดียวกัน หากจะวินเทจก็จำเป็นต้องคุมความวินเทจไปถึงห้องน้ำ ครัว รวมถึงประตูหน้า เพื่อไม่ให้สไตล์การตกแต่งแต่ละห้องไปคนละทาง

ไอเท็มเเต่งบ้านสไตล์วินเทจ

  • โซฟาย้อนยุค

ตกแต่งบ้านวินเทจ

หากต้องการให้บ้านดูเป็นวินเทจ หนึ่งในเฟอร์นิเจอร์หลักที่ควรต้องมีคือ โซฟาแนวย้อนยุค หรือเก้าอี้สำหรับสร้างมุมพักผ่อนชิลล์ๆ จัดวางไว้บริเวณมุมใดมุมหนึ่งของบ้าน
โดยควรเลือกใช้เป็นโซฟาหนังในโทนสีน้ำตาล ซึ่งจะแมตช์กันได้ดีกับโต๊ะกลางหรือโต๊ะข้างที่ทำด้วยไม้ในสไตล์มินิมอล เท่านี้ก็จะได้มุมโปรดสุดประทับใจไว้ต้อนรับแขกแล้วล่ะค่ะ

  • วอลเปเปอร์ลายดอกไม้

แต่งบ้านวินเทจ_2

ลวดลายที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์สำหรับการตกแต่งสไตล์วินเทจ คงหนีไม่พ้นลายหวานๆ อย่างลายดอกไม้สุดคลาสสิก ซึ่งสามารถนำมาแต่งเติมลงบนผนังห้อง
โดยใช้วอลเปเปอร์สีโทนอบอุ่น ที่มองแล้วให้ความรู้สึกสบายตา อาจเพิ่มเติมด้วยชั้นวางหนังสือไม้ที่ดูโบราณๆ และเก้าอี้เหล็กเก่าๆ สักตัว ก็จะยิ่งเพิ่มความเก๋ และทำให้พื้นที่มีความวินเทจมากขึ้น

  • กระจกทรงกลม

ตกแต่งบ้านวินเทจ

ของตกแต่งที่หาได้ง่ายอย่างกระจก นอกจากจะช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้นได้แล้ว ยังเพิ่มความวินเทจให้กับบ้านได้ด้วย หากรู้จักเลือกใช้ในสไตล์ที่ดูคลาสสิก อย่างกระจกทรงกลมดีไซน์โบราณขอบสีทอง แมตช์กับกล่องใส่ของที่เป็นตะกร้าสานสีธรรมชาติหลากหลายขนาด หากเพิ่มเติมด้วยโคมไฟ และกรอบรูปวินเทจด้วย ก็จะยิ่งเสริมการตกแต่งให้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

  • เฟอร์นิเจอร์ไม้

แต่งบ้านวินเทจ_10

เฟอร์นิเจอร์ที่เข้ากับการตกแต่งสไตล์วินเทจมากที่สุด ก็คือเฟอร์นิเจอร์ไม้แบบเปลือยๆ เพราะสีของเนื้อไม้ตามธรรมชาติ เป็นสีที่ดูวินเทจโดยต้องมีการตกแต่งใดๆ อาจเพิ่มด้วยพรอพเก๋ๆ จากวัสดุจากธรรมชาติอื่นๆ อย่างแจกันใส่ดอกไม้แห้ง ก็จะยิ่งให้อารมณ์อ่อนหวานและโรแมนติกมากขึ้น

  • กรอบรูป หรือโปสเตอร์

ตกแต่งบ้านวินเทจ

กรอบรูป หรือโปสเตอร์ เป็นสิ่งที่ชี้ความวินเทจได้ชัดเจนที่สุด ยิ่งเป็นรูปบุคคล อย่างเช่น นักร้อง หรือดาราในสมัยนั้นๆยิ่งให้ความคลาสสิก แถมสีที่จืดชืดก็ยิ่งทำให้การแต่งบ้านสไตล์วินเทจสมบูรณ์มากขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญปรับเปลี่ยนได้ตามความใจของเราเอง หรือจะเป็นรูปจากกล้องถ่ายรูป รูปถ่ายภาพโพลารอยด์ หรือเป็นโปสเตอร์การ์ตูน ภาพยนตร์หรือภาพวาดลายเส้นเก่าๆ ก็ได้

Tips

  • สไตล์วินเทจ คือการตกแต่งแบบย้อนยุค จะเน้นความสว่างที่เป็นโทนสีอบอุ่น ดังนั้นการตกแต่งบ้านสไตล์โมเดิร์นวินเทจ จึงหมายถึง การนำความเก่าแก่ที่คลาสสิกมา Mix and Match ลงไปในสไตล์ความทันสมัยได้อย่างลงตัว ซึ่งของตกแต่งบ้านในสไตล์นี้จุดเริ่มต้นเกิดจากการ D.I.Y เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ลวดลายสวยงามทั้งหลายที่ยังมีสภาพพอใช้งานได้ ให้มันกลับมาใช้งานใหม่ได้อีกครั้ง โดยอาจจะปรับเปลี่ยนวัสดุ โครงสร้างใหม่ให้มันแข็งแรงและดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น
  • เฟอร์นิเจอร์ ไม่จำเป็นต้องเป็นของโบราณเก่าแก่ทั้งหมด อาจเป็นของ D.I.Y หรือของที่ผลิตใหม่แต่มีดีไซน์ความคลาสสิกที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวทั้งความวินเทจและความทันสมัย มีโทนที่สีสว่าง วัสดุเป็นทั้งไม้และหนัง เป็นต้น
  • ของแต่งตกบ้าน พวกของสะสมต่างๆ อาทิ ของประดิษฐ์ D.I.Y ขวดโค้กดีไซน์เก่า ของเล่นในอดีต ภาชนะเครื่องครัวที่มีลวดลายดอกไม้สุดคลาสสิก ก็สามารถนำมาตกแต่งห้องสไตล์วินเทจโมเดิร์นได้เช่นกัน
  • ข้อสำคัญของการตกแต่งบ้านสไตล์โมเดิร์นวินเทจ คือ Mood and Tone ของบ้านและตัวเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกมาตกแต่ง ต้องเน้นโทนสีอ่อนๆ ไปจนถึงกลางๆ ที่ไม่ฉูดฉาด ตัวอย่างเช่น สีพาสเทล สีขาว สีครีม หรือโทนสีอบอุ่น เป็นต้น
  • การสร้างมุมส่วนตัวสบายๆ ในบ้าน คุณต้องเลือกส่วนใดส่วนหนึ่งของห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากสุดๆ เช่น ตรงริมหน้าต่าง หรือริมระเบียงที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ตกแต่งพื้นที่บริเวณนั้นด้วยชั้นหนังสือเล่มโปรด มีเก้าอี้โซฟาสีครีมนุ่มๆ ไว้นั่ง มีที่พักเท้า และมีโต๊ะเล็กๆ สำหรับไว้วางของหรือวางเครื่องดื่ม มาตั้งไว้เป็นโต๊ะกลาง ตกแต่งด้วยต้นไม้เล็กๆ สักต้น เพื่อเพิ่มความสบายตาและร่มรื่นให้แก่คุณ เมื่อต้องการพักสายตาค่ะ

อ่านบทความน่าสนใจเกี่ยวกับบ้านถัดไป ไอเดียแต่งบ้านสไตล์ Cozy

กฎเหล็ก 10 ประการของสายลับชั้นนำ

กฎสำคัญ 10 ประการของสายลับชั้นนำ

กฎสำคัญ 10 ประการของสายลับชั้นนำ จงอย่าทำตัวเหมือนนักขุดทองที่อุตสาห์ซื้อเหมืองทองมา แต่หลังจากพยายามขุดอย่างเหนื่อยยากไปสักพัก แล้วก็หยุดขุดเสียกลางคัน ทั้งที่อีกเพียง 3 ฟุต เขาก็จะกลายเป็นมหาเศรษฐี เพราะเขายอมแพ้ และขายเหมืองนั้นไป จึงทำให้เขาต้องสูญโอกาสที่จะได้ทอง 1,000 ล้านดอลล่าร์ ในเวลาต่อมา private detective bangkok

กฎสำคัญ 10 ประการของสายลับชั้นนำ

  • กฎข้อที่หนึ่ง ต้องเป็นฝ่ายบุก

อย่ารอให้ใครมาตีคุณเข้าก่อน ถ้าเห็นว่าพวกเขาน่าจะเป็นอันตรายต่อเรา ก็จงลงมือทันที ในการทำธุรกิจ คุณจะมัวอืดอาดไม่ได้ เดี๋ยวคู่แข่งก็มากินคุณเป็นอาหารเช้าเสียเท่านั้น ถ้าคุณสร้างกำแพงล้อมป้องกันตัว แล้วเข้าไปอยู่ภายในกำแพงนั้น ก็เท่ากับเชิญชวนฝ่ายตรงข้ามให้เข้ามาล้อมโจมตีคุณ จนกว่าป้อมกำแพงของคุณจะพังทลายลง ป้องกันตัวอย่างแข็งแรงก็ดีแล้ว แต่ก็ต้องดำเนินการเชิงรุกอย่างจริงจังด้วย

คุณต้องตรวจสอบฝ่ายตรงข้าม และสถานการณ์อยู่เสมอๆ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาอยู่ในที่ตั้งของตนเองไม่ได้เข้ามาล้อมบุกคุณ ต้องตรวจสอบอนาคต และตรวจติดตามฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ มองข้ามให้ไกลไปกว่าวันนี้ คิดว่าวันพรุ่งนี้ คุณจะไปอยู่ในสถานการณ์อย่างไร แล้ววางแผนดำเนินการเพื่อให้คุณได้อยู่ในจุดที่คุณต้องการ เมื่อถึงเวลานั้นเป็นฝ่ายบุกโจมตีคู่แข่งของคุณอยู่เสมอๆ ทำให้เขาต้องเป็นฝ่ายรับโดยตลอด ในการทำธุรกิจ จงใช้ยุทธวิธีนี้ เพื่อให้เกิดโอกาสที่คุณจะควบคุมตลาดได้ โดยการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา

โจมตีศัตรูภายในของคุณด้วย ได้แก่ นิสัยเฉื่อยช้า ขี้เกียจกำจัดนิสัยนี้ แล้วก็ป้องกันมันกลับมาด้วยการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ทำกิจกรรมที่กระตุ้นเร่งเร้า หาวิธีใหม่ๆ ในการทำงานอยู่เสมอ คุณอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ ไม่มีที่ใดที่จะป้องกันตัวเองได้ ดีไปกว่าการเอาชนะตัวเองตั้งแต่วันนี้

  • กฎข้อสอง นับถือทักษะความชำนาญของคุณเอง

ทุกครั้งที่ทำเรื่องที่สร้างสรรค์ หรือได้ความคิดที่เยี่ยมๆ จงชมตัวเอง เป็นการพัฒนาระบบให้รางวัล แม้เพียงความสุขใจเล็กๆ น้อยๆ เช่น เมื่อทำอะไรที่พิเศษได้สักอย่างให้ชมตัวเองว่า “ฉันช่างเก่งอะไรเช่นนี้” ซึ่งจะเป็นการฝึกใจตัวเองให้คุ้นเคยกับเรื่องที่ดีๆ

ในการเตรียมหาบุคลากรเข้าทำงาน ฝ่ายบุคลากรย่อมต้องวางระบบการให้รางวัล เช่น โบนัส คำชม การยกย่องนับถือ อำนาจการตัดสินใจ ซึ่งมีความหมายมากกว่าตัวเงินเป็นรางวัลในแง่ของอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งจะจูงใจให้คนทำงาน

ถ้าคุณต้องการดึงดูดคนเข้าทำงาน คุณต้องแสดงให้เห็นสิ่งต่างๆ ที่เขาคาดหวังว่าจะได้รับตอบแทนจากการทำงาน ทำนองเดียวกัน อย่าลืมแสดงความชื่นชมต่อความคิดของตัวเอง แสดงความยินดีให้ตัวเองด้วย

จงแลกเปลี่ยนความคิดกับคนอื่น และต้องไม่ลืมที่จะเป็นฝ่ายยกย่องสรรเสริญความคิดและความช่วยเหลือที่ได้รับจากเขา ไม่มีอะไรที่จะทำให้คนประทับใจได้มากไปกว่าการที่ใครสักคนมามองหน้าคุณแล้วบอกว่า “คุณฉลาดมาก”

ส่งเรื่องดีๆ การให้กำลังใจครั้งแล้วครั้งเล่า เข้าสู่ความคิดจิตใจของคุณเอง เป็นการตอบแทนความคิดจิตใจของคุณที่ได้ให้สิ่งมีค่าออกมามากมาย

  • กฎข้อสาม เป็นเจ้าถิ่น

นำอัจฉริยภาพของคุณเข้าสู่สมรภูมิ ตรวจสอบกับคนที่เยี่ยมสุดยอด เพื่อให้เป็นเหมือนกับที่ เจย์ อับราฮัม ปารมาจารย์ด้านการตลาด เรียกว่ากลยุทธ์การก้าวขึ้นสู่จุดสุดยอดเหนือใคร การฝึกปฏิบัติดังกล่าวคุณต้องยอมทุ่มเทพลังงานและทรัพยากร คุณเลี่ยงเส้นทางนี้ไม่ได้ ถ้าหากต้องการเป็นสุดยอด คุณต้องเข้าสู่สนามในฐานะสุดยอดในกลุ่มของคุณ และหาหนทางและวิธีการต่างๆ ที่จะเผชิญหน้าและเขี่ยคู่แข่งของคุณให้กระเด็นออกไป เพื่อที่คุณจะเป็นเจ้าถิ่น ผู้ครอบครองสนาม ถ้าคุณไม่ออกไปต่อสู้ดังว่า คุณก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าคู่แข่งของคุณเป็นเจ้าถิ่นอยู่

ในด้านจิตใจ การครองสนาม หมายถึง คุณดึงปกเสื้อให้ตึง แล้วก้าวออกไป ฟาดทุกสิ่งที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ ให้กระเด็นออกไปจากทางของคุณอย่างเต็มกำลัง จากนั้นก็สร้างระบบที่จะคอยตรวจติดตามพฤติกรรมของคู่แข่งที่กำลังหาทางโค่นคุณอยู่ เพื่อที่คุณจะได้ก้าวล้ำหน้าพวกเขาไปหลายๆ ก้าว

  • กฎข้อสี่ รู้จักภูมิหลังตนเองดี

ถ้าดูประวัติการทำงานของสายลับ จะพบว่ามีกรณีที่ประสบความล้มเหลวอยู่มากมาย ภารกิจประสบหายนะและสายลับถูกฆ่าตาย เรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมดมีการจดบันทึกไว้อย่างละเอียด สายลับที่ได้อ่านเอกสารเหล่านี้ จะรู้ประวัติของเครือข่ายและภารกิจของตนอย่างดี

ด้วยวิธีนี้สายลับจึงได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาและ ไม่ทำผิดพลาดแบบเดิมๆ ซ้ำเข้าไปอีก อัจฉริยะมักจะเป็นนักอ่านที่กระหาย ศึกษาความรู้และความคิดของบุคคลสำคัญ อย่าจริงจัง เราควรยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์ เพื่อพยายามที่จะเป็นยักษ์ด้วยตัวเราเองในอนาคต วงล้อมีการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปประดิษฐ์มันซ้ำขึ้นมาอีก จงใช้ความรู้ทั้งหลายที่มีอยู่แล้วให้เป็นฐานที่จะสร้างความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมา

อะไรก็ตามที่คุณต้องการทำ ต้องการเป็น จงเรียนรู้แล้วจะประสบความสำเร็จ มีคนอื่นๆ ที่ล่วงหน้าคุณไปก่อนแล้ว ด้วยความฝันอย่างเดียวกับคุณ ดังนั้น จงเลียนแบบเขา ถ้าคุณอยากเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย จงอ่านหนังสือชีวประวัติของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

ถ้าคุณอยากเป็นนักกอล์ฟระดับสูงขึ้น จงอ่านเรื่องของไทเกอร์ วูด จงใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งที่พร้อมให้ใช้ได้แล้ว ตลอดเส้นทางที่ดำเนินการมา ถ้าคุณจะทำผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่เป็นไร ขอเพียงให้แน่ใจว่าเป็นความผิดพลาดจากตัวคุณเอง มิใช่ความผิดพลาดที่คนอื่นๆ ทำ ซึ่งคุณควรจะได้เรียนรู้จากเขาแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำผิดพลาดซ้ำตามเขาไปอีก

  • กฎข้อห้า อย่ามองข้ามการวิเคราะห์

รวบรวมแหล่งความรู้ของคุณไว้ด้วยกัน ใช้ข้อมูลทั้งหมดที่คุณมี ถ้าพบกับเรื่องท้าทายในธุรกิจ จงรวบรวมข้อมูลหลักฐานทั้งหมดที่มี แล้วนำมาวิเคราะห์อย่างจริงจัง

ในข้อมูลนั้นมีทั้งสัญญาณบอกและคำตอบต่อปัญหา สิ่งท้าทายและสถานการณ์ของคุณ การวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยให้คุณมองเห็นสัญญาณและคำตอบดังกล่าว แม้ว่าไม่ง่ายเสมอไปที่จะจับจุดให้ถูก แต่บางครั้ง เพียงนำข้อมูลต่างๆ มาพิจารณาร่วมกัน สัญญาณและคำตอบดังกล่าวก็ปรากฎให้เห็นได้ทันที

การวิเคราะห์คือการที่คุณไปตรวจดูอะไรสักอย่าง เหมือนพยาบาลที่เอาแว่นขยายและหวีเสนียด เข้าไปตรวจปัญหาเหาระบาดในโรงเรียน เหมือนนักล่าสมบัติที่เดินสำรวจตามชายหาด ใช้เครื่องตรวจจับโลหะ ค่อยๆ ตรวจไปตามผืนทรายทีละนิ้วๆ อย่างเป็นระบบเมื่อมันเจอโลหะบางอย่าง ก็จะส่งเสียงบิ๊บๆๆ เตือนให้คุณรู้ว่าอาจมีบางสิ่งที่มีค่าฝังอยู่

  • กฎข้อหก อย่าใจแคบ

ในแต่ละประเทศจะมีหน่วยงานสายลับหลากหลายองค์กร จึงมีบ่อยๆ ที่เกิดการทำงานทับซ้อนกันขึ้น และเกิดการขัดแย้งชิงดีชิงเด่นขึ้นได้ ด้วยต่างคนต่างทำงานด้วยวิธีการของตนและคิดว่า”ฉันก็แน่” เรื่องที่ว่านี้ทำให้การประมวลข่าวสารไม่ได้ผลเท่าที่ควร

คุณควรเรียนรู้ที่จะยอมรับนับถือหลายๆ คน ที่ร่วมอาชีพเดียวกับคุณ ซึ่งทำงานอย่างบากบั่น เป็นมืออาชีพ ที่ทำงานอย่างสุดความสามารถ เป็นแบบอย่างที่คุณควรจะเรียนรู้ตามอย่างได้ ควรเปิดใจเรียนรู้จากคนเก่งอื่นๆ นอกสายงานที่คุณเชี่ยวชาญด้วย คุณจะเรียนรู้ได้อีกมาก เพียงแต่ขยายขอบข่ายความสนใจไปยังเรื่องอื่นๆ มากขึ้น ความคิดสร้างสรรค์จะไม่เกิดในรูปแบบเดียวเดิมๆ อย่างที่เราต้องการได้ ความคิดสร้างสรรค์จะเบ่งบานเฉพาะเมื่อมีหลายๆ มุมมอง

คนที่ใจแคบ ปฏิเสธโลก เท่ากับปฏิเสธตัวเอง ไม่ให้เข้าถึงบางส่วนที่ยิ่งใหญ่กว่าในจิตใจของตน จงเดินทางดูบ้าง แล้วชิมอาหารแปลกใหม่ สวมเสื้อผ้าแบบที่ไม่คุ้นเคย ดื่มชากับชาวบ้านในถิ่นนั้นจงร่วมแบ่งปันประสบการณ์กัน แล้วคุณจะไปถึงจุดหมายร่วมกันได้รวดเร็วขึ้น

  • กฎข้อที่เจ็ด พัฒนาทีมของคุณ

คุณต้องฝึกฝนเป็นประจำสม่ำเสมอ ถ้าคุณต้องการปฏิบัติงานในระดับ ขีดสมรรถนะสูงสุดที่คุณมีต้องลับสมองให้เฉียบคมด้วยแผนการฝึกฝนที่จัดอย่างเป็นระบบ ความคิดแบบอัจฉริยะเป็นทักษะที่เรียนรู้กันได้ คุณจะเข้าใกล้ความเป็นอัจฉริยะยิ่งขึ้น ถ้าคุณให้ความสนใจและมุ่งเน้นต่อมันมากขึ้น

ในทำนองเดียวกัน ถ้าคุณมีคนที่ทำงานอยู่กับคุณ ทำงานให้คุณคุณก็ต้องยอมลงทุนในการฝึกฝนเขา เพื่อให้เขาทำได้ดีที่สุดในทางของเขา เช่นเดียวกับคุณ

ใช้วิธีลัด โดยหาความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ แน่นอน คุณเรียนรู้เองได้มากขึ้นเป็นลำดับๆ แต่ประหยัดเวลาของคุณไว้ดีกว่า โดยเรียนรู้จากครู อ่านหนังสือที่พัฒนาสมอง ไปร่วมการสัมมนาในเรื่องที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์บ่อยๆ จนเมื่อมีความรู้พื้นฐานเหล่านั้นแล้ว คุณค่อยเติมความละเอียดประณีตและความสร้างสรรค์ของคุณเพิ่มลงไป

  • กฎข้อแปด อย่ายอมให้ถูกผลักออกนอกสนาม

ถ้าคุณเป็นคนที่มีไหวพริบ และสายตาที่แหลมคม มักจะเป็นที่ไม่พอใจของคนอื่นและถูกมองข้าม เพราะคุณมักเสนอเรื่องต่างๆ ที่จะเป็นแรงกดดันที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนแปลงสภาพเดิมที่เป็นอยู่ ในทางธุรกิจ คุณอาจถูกมองว่าเป็นผู้ท้าทายอำนาจของผู้บังคับบัญชา เขาจึงพยายามที่จะกีดกันคุณออกไป ปิดกั้นคุณไว้ หรือแม้แต่กำจัดคุณออกไป หลายๆ ครั้ง พวกเขาจะขโมยความคิดของคุณไปใช้ แล้วอ้างว่าเป็นความคิดของเขาเอง

  • กฎข้อเก้า จงรู้ว่าเมื่อไรถึงเวลาต้องไป

ในวงการจารกรรม เต็มไปด้วยภัยอันตราย คนที่ต้องต่อต้านการจารกรรมเป็นเวลานานๆ มักจะกลายเป็นคนประสาท ขี้ระแวงคอยแต่คิดว่าทุกคนจะมาเล่นงานตน เหมือนทหารผ่านศึก ที่มักจะมีความยุ่งยากเดือดร้อนในชีวิตมากมาย เขาต้องอยู่กับการหลอกลวง ไม่หลอกเขาก็ถูกเขาหลอกตลอดเวลา เกมของสายลับก็เหมือนกับห้องกระจกลวงตา ที่ทุกอย่างล้วนไม่เป็นอย่างที่เรามองเห็นเลย การมีสิ่งเหล่านี้ในชีวิตคุณ ถ้ามากไปก็ไม่ดี

ในกองทัพ บุคลากรจะถูกโยกย้ายทุก 2 – 3 ปี เพื่อทำให้เขายังคงกระชุ่มกระชวยอยู่เสมอ ในบางอาชีพหรือในบางสถานการณ์ ถ้าต้องอยู่กับมันนานเกินไป คุณจะรู้สึกติดตัน ดังนั้น คุณควรหาวิธีที่จะขยับขยายเป็นระยะๆเพื่อที่จะได้มีประสบการณ์กับสถานที่ใหม่ โอกาสใหม่ และได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ถ้าสมองของคุณถูกใช้งานเป็นเวลานานๆ มันก็ต้องการพักบ้าง การเปลี่ยนแปลงก็ถือเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่งเหมือนกัน ดังนั้น จงก้าวขยับต่อไปเรื่อยๆ เพื่อคุณจะได้พบกับสิ่งท้าทายสดใหม่ ที่จะทำให้คุณต้องหาวิธีแก้ไขในแบบที่ไม่เคยใช้มาก่อน

เมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์กดดันเป็นเวลานานๆ สมองของคุณจะมีอาการ 2 อย่างนี้ คือ

ประการแรก สมองบางส่วนจะหลับไปและปล่อยให้ประสาทอัตโนมัติทำงาน (autopilot) ซึ่งจะทำให้งานของคุณไม่ขยับ

ประการที่สอง บางส่วนของสมองจะเข้าสู่ระดับความเร็วสูงเกินควร ทำให้คุณมีปฏิกิริยาที่เกินพอดี แบบควบคุมได้ยาก

  • กฎข้อสิบ อย่ายอมแพ้

ไม่ว่าภารกิจหรือจุดมุ่งหมายที่คุณทำอยู่จะเป็นเรื่องใดก็ตามขอให้คุณเกาะติด ทำต่อไปอย่างมานะอดทน อย่ายอมแพ้ หน่วยสืบราชการลับหลายแห่งได้ใช้ความพยายามอย่างเงียบๆ เป็นเวลาหลายเดือน เพื่อติดตามบุคคลเป้าหมายและจับให้ได้คาหนังคาเขา ซึ่งในบางช่วงเวลา มันจะดูราวกับหยุดนิ่ง เหมือนไม่มีการดำเนินงานใดๆแต่บางทีในขณะที่คุณเริ่มถามตัวเองว่าจะยอมแพ้ดีไหม ก็อาจเป็นจังหวะที่เหตุการณ์จะเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่คุณรอคอย อาจพลันเกิดขึ้นสิ่งที่คุณค้นหา จุดมุ่งหมายที่คุณพยายามอยู่อาจปรากฏเป็นจริงขึ้นก็ได้

ภารกิจหนึ่งๆ อาจใช้เวลาถึง 10 เดือน กว่าจะสำเร็จ แต่ถ้าคุณยอมแพ้ในเดือนที่ 9 ความพยายามของคุณก็จะสูญเปล่าไปโดยสิ้นเชิง

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป สิ่งที่นักสืบต้องสังเกตมีอะไรบ้าง