การบังคับบุคคลให้สูญหาย (enforced disappearance)

การบังคับบุคคลให้สูญหาย หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การอุ้มหาย”

การบังคับบุคคลให้สูญหาย

การบังคับบุคคลให้สูญหาย หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การอุ้มหาย” เป็นอีกหนึ่งการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรง ซึ่งหมายถึงการที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำ หรือบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่ได้รับคำสั่ง สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจในการจับกุม คุมขัง ลักพา หรือลิดรอนเสรีภาพของบุคคล โดยพยายามปกปิดชะตากรรมหรือที่อยู่ของบุคคลนั้นๆ private detective bangkok

ไม่เพียงแค่ถูกจับและควบคุมตัว เหยื่อมักถูกทรมานด้วยวิธีการที่โหดร้าย ป่าเถื่อนอีกด้วย และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าเศร้าคือ เหยื่อส่วนใหญ่มักไม่ได้รับการปล่อยตัวและถูกปกปิดชะตากรรม ทำให้สังคม หรือแม้แต่ครอบครัวของพวกเขาไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ และถึงแม้ว่าพวกเขาจะรอดชีวิตออกมากได้ รอยแผลทั้งบนร่างกายและจิตใจก็ยังคงติดตัวเขาไปตลอดชีวิต

ทั้งนี้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ผู้กระทำผิดมักลอยนวลพ้นผิด เป็นการละเมิดต่อบุคคลที่ถูกทำให้สูญหาย บ่อยครั้งที่ผู้สูญหายไม่ได้รับการปล่อยตัวและไม่มีผู้ทราบชะตากรรมของเขาอีกเลย จึงถือได้ว่าเป็นการละเมิดอย่างต่อเนื่องต่อสิทธิมนุษยชนของครอบครัวของเขา ซึ่งไม่มีโอกาสได้ทราบความจริงว่าผู้สูญหายอยู่ที่ไหน

การบังคับบุคคลให้สูญหายถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความหวาดกลัวต่อสังคมในวงกว้าง การกระทำอันโหดร้ายดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อสร้างบรรยากาศที่ไม่ปลอดภัย เพื่อหยุดยั้งการกระทำต่อทั้งบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหาย ชุมชมและสังคม การบังคับบุคคลให้สูญหายได้กลายเป็นปัญหาสำคัญของโลกในปัจจุบัน ซึ่งเกิดมากขึ้นกับปัญหาภายใน โดยเฉพาะเพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง
ซึ่งเป้าหมายที่สำคัญของรัฐในการบังคับบุคคลให้สูญหาย คือนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ญาติของเหยื่อ พยาน และ ทนายความ และรวมถึงกลุ่มเปราะบางต่างๆ เช่น เด็ก และบุคคลพิการ อีกด้วย

การบังคับให้บุคคลสูญหายในทุกๆครั้งนั้นได้ละเมิดสิทธิตามหลักสิทธิมนุษยชนทั้ง

– สิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัย
– สิทธิที่จะไม่ถูกทรมานและถูกปฏิบัติหรือลงโทษอย่างโหดร้าย
– สิทธิที่จะไม่ถูกกักขังอย่างไร้มนุษยธรรม
– สิทธิในการได้รับพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม
– สิทธิการเป็นบุคคลตามกฏหมาย
– สิทธิในชีวิตครอบครัว

บทความนี้จะกล่าวถึงความหมายของการบังคับบุคคลให้สูญหายตามอนุสัญญาคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้สูญหาย ค.ศ. 2006(International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) ต่อไปนี้จะเรียกว่า ‘อนุสัญญาฯ’ ซึ่งในปัจจุบันมีรัฐภาคีทั้งสิ้น 62 ประเทศ โดยประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาฯ วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555 แต่ในปัจจุบันยังไม่ได้ให้สัตยาบันเป็นรัฐภาคี ซึ่งหากประเทศไทยให้สัตยาบันเป็นภาคีเมื่อใด ประเทศไทยจะต้องดำเนินการตามที่อนุสัญญาฯ กำหนด

1. ความหมายของการบังคับบุคคลให้สูญหาย

อนุสัญญาฯ ข้อ 2 ได้ให้ความหมายของการบังคับบุคคลให้สูญหาย หมายถึง “การจับกุม การคุมขัง การลักพาตัว หรือ การลิดรอนเสรีภาพรูปแบบอื่น ที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่กระทำการภายใต้อำนาจหรือการสนับสนุนหรือการยอมรับจากรัฐ ตามด้วยการปฏิเสธไม่รับรู้การลิดรอนเสรีภาพดังกล่าว หรือโดยการปกปิดชะตากรรมหรือที่อยู่ของผู้สูญหาย ทำให้ผู้สูญหายอยู่นอกการคุ้มกันของกฎหมาย”

จากความหมายดังกล่าว แยกองค์ประกอบของการบังคับบุคคลให้สูญหายได้เป็น 3 ข้อ ดังนี้คือ

ตัวอย่างเช่น หากเจ้าหน้าที่ของรัฐเห็นว่านาย ก. คือ ‘ตัวปัญหา’ คอยเปิดโปงพฤติกรรมที่มิชอบของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงจับตัวนาย ก. ไปขังไว้ในสถานที่แห่งหนึ่ง เมื่อญาตินาย ก. มาตาม ก็ปฏิเสธว่าไม่ได้เอาตัวไป เช่นนี้ถือว่าเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เป็นความผิดอาญาและถูกลงโทษตามที่อนุสัญญาฯ เรียกร้อง หากต่อมาเจ้าหน้าที่ของรัฐฆ่านาย ก. ก็เป็นอีกความผิดหนึ่งคือการฆาตกรรมนอกกฎหมาย (extra-judicial killing) ที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงอีกรูปแบบหนึ่ง

หากเจ้าหน้าที่ของรัฐจับกุมตัวประชาชนไปขังไว้ในสถานที่ไม่เปิดเผย และยอมรับว่าเอาตัวไปจริง แต่ปกปิดชะตากรรมไม่บอกที่อยู่หรือความเป็นไปของผู้ถูกเอาตัวไป ก็เป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายตามอนุสัญญาฯ เช่นเดียวกัน เพราะเป็นลักษณะของ “การปกปิดชะตากรรมหรือที่อยู่”

2. การพาตัวไปโดยไม่ยินยอม

การบังคับบุคคลให้สูญหายคือการนำตัวไปโดยผู้ถูกเอาตัวไปไม่ยินยอม ดังนั้น การพาตัวไปโดยความยินยอมของผู้ถูกเอาตัวไปและอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมาย เช่น การที่บุคคลหนึ่งเข้าสู่การคุ้มครองพยานตามโครงการคุ้มครองพยาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 ไม่ถือว่าเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหาย โดยความยินยอมนี้ต้องเป็นความยินยอมที่บริสุทธิ์ ดังนั้น ความยินยอมเพราะถูกบังคับ ขู่เข็ญ แม้จะมีลายเซ็นของผู้ถูกเชิญตัวว่ายินยอมไปกับเจ้าหน้าที่เอง ก็ไม่อาจถือว่าเป็นความยินยอมที่บริสุทธิ์

3. การกระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือโดยการยอมรับจากรัฐ

การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐอุ้มประชาชนหายไป ย่อมเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายอย่างแน่นอน แต่ถ้าหาก นาย ก. ซึ่งเป็นประชาชนคนหนึ่ง อุ้ม นาย ข. ประชาชนอีกคนหนึ่งไปขังไว้ด้วยเรื่องส่วนตัวของนาย ก. เช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายตามความหมายของอนุสัญญาฯ คงเป็นความผิดหน่วงเหนี่ยวกักขังทั่วไปตามที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 310

อย่างไรก็ดี หากการกระทำของนาย ก. ดังกล่าว เกิดจากการสั่งการของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือการยอมรับโดยรัฐ ย่อมเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายได้เช่นกัน

4. การจับกุมหรือคุมขังบุคคล เริ่มจากการกระทำที่ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ได้

การจับกุมคุมขังตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการคุมขังตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ การคุมขังตามกฎหมายอื่น รวมทั้งกฎหมายพิเศษที่ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยทั่วไปแล้วไม่เป็นการบังคับบุคคลให้สูญหาย เพราะเป็นการยอมรับโดยเจ้าหน้าที่และไม่ได้ปกปิดชะตากรรมของผู้ถูกคุมตัว

อย่างไรก็ดี การจับกุมคุมขังตามหมายศาลหรือตามกฎหมาย ก็อาจเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายได้ หากเริ่มต้นจากการจับกุมโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วต่อมาเจ้าหน้าที่ของรัฐปกปิดชะตากรรมของผู้ถูกคุมขัง ทรมาน หรือฆ่าผู้ถูกคุมขัง ย่อมถือว่าเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายด้วยอีกการกระทำหนึ่งทันที

5. การคุมขังนานเท่าใดถึงเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหาย

อนุสัญญาฯ ไม่ได้กล่าวถึงระยะเวลาของการคุมขังว่าจะต้องนานเท่าใดถึงเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหาย ดังนั้นแม้คุมขังไม่นาน แต่การคุมขังนั้นเป็นการกระทำนอกกฎหมาย ทำให้ผู้ถูกคุมขังอยู่นอกการคุ้มกันของกฎหมาย ก็เป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายได้

6. การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดต่อเนื่อง

การบังคับบุคคลให้สูญหายถือว่าเป็นความผิดต่อเนื่อง (continuous crime) หมายถึง อายุความในการฟ้องคดีผู้กระทำความผิดจะยังไม่เริ่มนับ จนกว่าจะปล่อยตัวหรือเปิดเผยชะตากรรมผู้ถูกนำตัวไป

ในอนาคตหากมีกฎหมายกำหนดให้การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดในประเทศไทย การอุ้มหายใดที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายดังกล่าวประกาศใช้และยังไม่ได้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง หรือยังไม่ได้เปิดเผยชะตากรรมของผู้ถูกคุมขัง ย่อมเป็นความผิดต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาในเวลาที่กฎหมายใหม่เริ่มมีผลใช้บังคับ ซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องกฎหมายอาญาย้อนหลังเป็นผลร้ายตามหลักความชอบด้วยกฎหมายอาญา (principle of legality)

7. การบังคับบุคคลให้สูญหายที่เป็นอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ

เจ้าหน้าที่ของรัฐอุ้มประชาชนหายไป เป็นความผิดฐานบังคับบุคคลให้สูญหายตามความหมายของอนุสัญญาฯ ซึ่งใช้กลไกศาลภายในประเทศเป็นผู้พิจารณาพิพากษา แต่หากการบังคับบุคคลให้สูญหายเกิดจากการสั่งการโดยนโยบายจากรัฐบาล (policy) ทำกับประชาชนอย่างเป็นระบบ (systematic) หรืออย่างกว้างขวาง (widespread) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำดังกล่าวจะมีความผิดฐานอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ (crimes against humanity)ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เมื่อเป็นอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติแล้วทำให้อาชญากรรมดังกล่าวไม่มีอายุความ เป็นอาชญากรรมสากลที่ทั่วโลกร่วมมือกันปราบปราม

บางคนอาจมองว่าไกลจากประเทศไทย เพราะประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีของธรรมนูญกรุงโรมจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ จึงไม่ต้องผูกพันกับศาลอาญาระหว่างประเทศดังกล่าว แต่ความจริงแล้วศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตทั่วโลก ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าหากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มีมติให้ศาลอาญาระหว่างประเทศดำเนินคดีในเหตุการณ์ใด ศาลอาญาระหว่างประเทศก็จะมีเขตอำนาจทันที ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วกับเหตุการณ์ในประเทศลิเบียและซูดาน ทั้งที่สองประเทศนี้ไม่ได้เป็นรัฐภาคีผูกพันกับศาลอาญาระหว่างประเทศ

8. ประเทศไทยยังไม่มีฐานความผิดบังคับบุคคลให้สูญหาย

กฎหมายไทยในปัจจุบันไม่มีความผิดฐานบังคับบุคคลให้สูญหาย แม้เคยมีความพยายามที่จะกำหนดความผิดฐานบังคับบุคคลให้สูญหายกับการกระทำทรมาน ไว้ในร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ…. ที่เสนอโดยรัฐบาล แต่ร่างดังกล่าว สนช. ก็พิจารณาไม่ทัน

ดังนั้น หากมีการบังคับบุคคลให้สูญหายเกิดขึ้นในประเทศไทยในเวลานี้ เราคงลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำความผิดดังกล่าวได้แค่ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา ซี่งมีโทษเบา และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอนุสัญญาฯ ที่เรียกร้องให้กำหนดความผิดฐานบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นความผิดร้ายแรง และเป็นเอกเทศจากความผิดหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือลักพาตัวทั่วไป

ด้วยเหตุผลดังกล่าว การ มี ข้อบังคับ ป้องกัน รวมทั้ง ล้มล้าง การ ทรมาทรกรรมแล้วก็การ บังคับ บุคคล ให้ หาย ก็เลย ไม่เพียงแค่ เป็นการ ปกป้อง สิทธิมนุษยชนของ พสกนิกร ไทย ให้ ตามมาตรฐาน สากล โลก แม้กระนั้น คงจะ มีส่วนช่วยสร้างเสริม ภาพลักษณ์ ที่ ดี ให้ กับ เมืองไทย ใน สายตา ชุมชน โลกอีกด้วย

การใช้อำนาจ เมือง โดย ข้าราชการ ของ เมือง นอกเหนือจากการที่จะ จะต้องพิจารณาถึง จุดหมาย (objective) ที่ ชอบด้วยกฎหมาย ยัง จะต้อง ทำการ ด้วยแนวทาง (means) ที่ ชอบด้วยกฎหมาย ด้วย การ อุ้มหาย หรือ การ ทรมาทรกรรม ราษฎรเป็น กรรมวิธีการที่ มิเป็นไปตามกฎหมาย แม้ว่าจะ กล่าวถึงว่ามีจุดมุ่งหมาย เพื่อ ประเทศชาติ ก็ ไม่ บางทีอาจ ยอมรับได้ใน ระดับ สากล

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป นักสืบต้องทำตัวให้ลึกลับ

นักสืบต้องทำตัวให้ลึกลับ

เมื่อพูดถึงนักสืบ แน่นอนว่าหลายๆท่านก็คงนึกถึงอาชีพที่ลึกลับ

เมื่อพูดถึงนักสืบ แน่นอนว่าหลายๆท่านก็คงนึกถึงอาชีพที่ลึกลับ และเห็นรู้ได้เฉพาะในหนังหรือ

การ์ตูนเท่านั้น เพราะนักสืบต้องทำตัวให้ลึกลับ ทุกอย่างเป็นความลับหมด การทำงานเป็นขั้น

เป็นตอนเพื่อสืบเสาะหาข้อมูลหรือหลักฐานในการที่จะมัดตัวตัวคนร้าย

ไม่มีคำตอบที่แน่นอนสำหรับคำถามที่ว่า ” จะเป็นนักสืบได้อย่างไร ”  เนื่องจากในปัจจุบันไม่มี

ข้อบังคับทางกฎหมายในเรื่องนี้ จึงไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของนักสืบเงื่อนไขของการเป็นนักสืบ

งานนักสืบเอกชน คือ งานรวบรวมหลักฐาน ประเมินหลักฐานเหล่านี้และหาข้อสรุป โดยใช้เครื่อง

มือต่างๆเช่น กล้องวิดีโอ กล้อง ระบบบันทึกเสียง หรือ โดยการใช้อินเตอร์เน็ต และ เครือข่าย

คอมพิวเตอร์ และใช้ซอฟต์แวร์ต่างๆ เพื่อการสอบสวน ดังนั้นนักสืบเอกชนควรเป็นผู้เชี่ยวชาญ

ในงานของตน ได้รับการฝึกอบรมในห้องปฏิบัติการทางอาญา มีความรู้ และ ประสบการณ์ในด้าน

จิตวิทยา และ อาชญาวิทยาทางอาญา

เมื่อพูดถึงนักสืบ แน่นอนว่าหลายๆท่านก็คงนึกถึงอาชีพที่ลึกลับ

1. นักสืบต้องมีความกล้าในการตัดสินใจและเเก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้รวดเร็ว

นักสืบที่ดีจะต้องมีการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ ต้องไม่ใจร้อน การเร่งรีบ

เกินไปในการปฏิบัติภารกิจ ไม่ติดตามเป้าหมายอย่างกระชั้นชิดเกินไปซึ่งอาจทำให้เป้าหมาย

รู้ตัว อันจะเป็นผลให้ภารกิจล้มเหลวและอาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นกับตัวนักสืบเองหรือผู้ว่าจ้างก็

เป็นได้ นักสืบต้องไม่ใจเย็นหรือทำอะไรชักช้าเกินไป การเฝ้ารอดูการเคลื่อนไหวของเป้าหมาย

อยู่แต่ภายนอกอย่างเดียวก็อาจทำให้ภารกิจล้มเหลวได้ การเฝ้ารอดูอยู่แต่ด้านนอกเพราะกลัว

เป้าหมายจะรู้ตัวว่าถูกติดตาม โดยไม่เข้าไปสำรวจสถานที่นั้น ทำให้ไม่รู้ว่าสถานที่แห่งนั้นยังมี

ทางออกทางอื่นอีก ซึ่งอาจทำให้คลาดกับเป้าหมายได้ถ้าเป้าหมายออกไปอีกทางหนึ่ง

2. การรอคอยในงานนักสืบ การรอคอยเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรรอคอยนานเกินไป

นักสืบที่ดีต้องมีความอดทน ความอดทนเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่นักสืบถูกสอนมาตลอดจากนักสืบรุ่น

เก่าๆ ให้อดทนรอคอย แต่การรอคอยนั้นควรมีการกำหนดระยะเวลาด้วย คือถ้าเห็นว่าเหตุการณ์ดู

เงียบเกินไป หรือระยะเวลาในการเฝ้ารอเป้าหมายนานเกินไปแล้ว เป้าหมายไม่เคลื่อนไหวเลย

นักสืบจะต้องรายงานให้หัวหน้าทีมสืบสวนทราบ เพื่อหาทางตรวจสอบให้ได้ว่ามีเหตุการณ์ผิด

ปกติเกิดขึ้นกับเป้าหมายหรือไม่ หรือว่าเป้าหมายได้หลบหนีออกไปโดยวิธีใดวิธีหนึ่งก็เป็นได้

นักสืบที่ดีนั้นควรต้องมีการตรวจสอบเป้าหมายเป็นระยะตามสมควร ไม่ใช่กรอดทนรอเวลาแต่

เพียงอย่างเดียว

3.นักสืบต้องพูดความจริง

การพูดความจริงเป็นคุณสมบัติอีกที่สำคัญอย่างยิ่งในการเป็นนักสืบ ในการปฏิบัติงานสืบสวนนั้น

ต้องมีการทำงานเป็นทีม ภายในทีมงานนักสืบแต่ละคนจะต้องไม่มีการโกหกกัน การกล่าวเท็จ

ต่อกันแล้วจะทำให้ภารกิจล้มเหลว หรืออาจเกิดอันตรายขึ้นกับตัวนักสืบได้ เช่น นักสืบทีมหนึ่ง

ได้รับมอบหมายภารกิจให้ไปเฝ้าสะกดรอยตามเป้าหมายยังสถานที่แห่งหนึ่ง หัวหน้าทีมนักสืบ

ได้ทำการสำรวจสถานที่แล้ว มีการวางแผ่นมอบหมายงานให้นักสืบแต่ละคนเฝ้าเส้นทางเข้าออก

ของเป้าหมายเป็นอย่างดี แต่กลับมีนักสืบคนหนึ่งในทีมมีเหตุจำเป็นที่จะต้องไปทำธุระส่วนตัวที่

อื่น แต่ไม่ยอมแจ้งให้หัวหน้าทีมนักสืบทราบ เพื่อจะได้ส่งนักสืบคนอื่นให้มาเฝ้าเส้นทางนั้นแทน

แต่ได้รีบไปทำธุระส่วนตัวแล้วรีบกลับมาโดยไม่แจ้งให้ทีมงานทราบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับ

เป้าหมายได้หลบหนีออกไปตามเส้นทางนั้น ซึ่งกว่าที่ทีมงานจะทราบเป้าหมายก็เดินทางไป

ไกลแล้ว ทำให้ภารกิจล้มเหลว

4.ยอมรับในความผิดพลาด

ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ แต่เมื่อนักสืบปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายผิดพลาดแล้ว

ต้องยอมรับความผิดพลาดนั้น ต้องแจ้งให้หัวหน้าทีมนักสืบทราบทันทีเพื่อจะได้หาหนทางแก้ไข

ความผิดพลาดนั้นแต่ถ้าหากว่านักสืบไม่ยอมรับความผิดพลาดแล้วปฏิบัติภารกิจไปตามปกติ

เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็อาจทำให้ภารกิจนั้นประสบคามล้มเหลวได้ เช่น นักสืบคนหนึ่งได้รับ

มอบหมายให้ไปเฝ้าติดตามสะกดรอยสังเกตพฤติกรรมเป้าหมาย แต่ได้คลาดกับเป้าหมายแล้ว

ไม่แจ้งให้หัวหน้าทีมนักสืบทราบแต่นักสืบคนนั้นกลับว่าเป้าหมายไม่มีการเคลื่อนไหว หรือไม่

พบเป้าหมาย ทำให้ทีมงานนักสืบทำงานต้องเฝ้าเป้าหมายอยู่ที่เดิมทั้งที่เป้าหมายไม่อยู่ที่นั่น

แล้ว ภารกิจจึงไม่มีความคืบหน้าหรือล้มเหลวนั่นเอง

5.นักสืบต้องมีการประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว

แหล่งข่าวหรือสายข่าวมีความสำคัญเป็นอย่างมากในงานของนักสืบ การหาข่าวหรือหาข้อมูล

ของนักสืบเป็นสิ่งที่นักสืบทุกคนต้องปฏิบัติ เพราะนักสืบมีหน้าในการพิสูจน์ความจริงในภารกิจที่

ได้รับมอบหมายการรวบรวมข้อมูลข่าวสารของนักสืบนั้นแบ่งได้เป็นหลายประเภท เช่น ข้อมูล

ข่าวสารที่นักสืบพบเห็นหรือได้จากการพิสูจน์ทราบเองของนักสืบ ข้อมูลข่าวสารได้จากตัวผู้ว่า

จ้าง และข้อมูลข่าวสารได้จากสายลับหรือแหล่งข่าว โดยนักสืบจะต้องทำการวิเคราะห์ว่าข้อมูล

ข่าวสารได้มานั้นว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใดนักสืบจึงต้องมีการคิดวิเคราะห์ก่อนว่าจะถามข้อมูล

จากแหล่งข่าวคนใด ข้อมูลได้มานั้นมีความถูกต้องแม่นยำมากน้อยเพียงใด เป็นข้อเท็จจริงหรือ

เป็นเพียงความเห็นของแหล่งข่าวเท่านั้นจึงจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถทำให้ภารกิจสำเร็จ

ลุล่วงไปได้

6.นักสืบต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่ประมาท

นักสืบที่ดีต้องปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาด้วยความระมัดระวัง มีสติอยู่ตลอดเวลา นักสืบ

ต้องไม่ประมาทในงานที่ได้รับมอบหมาย อย่าคิดว่าเป็นงานที่ง่าย เพราะถ้าเป็นภารกิจที่ง่าย ผู้

จ้างก็คงไม่เสียค่าใช้จ่ายมาจ้างนักสืบอย่างแน่นอน ผู้ว่าจ้างคงทำเองไปแล้ว ดังนั้นเมื่อนักสืบได้

รับมอบหมายภารกิจมาแล้ว ต้องปฏิบัติภารกิจด้วยความสุขุมรอบคอบ และมีสติอยู่ตลอดเวลา

7.นักสืบต้องไม่ทำตัวให้เป็นจุดสนใจ

นักสืบต้องทำตัวให้ธรรมดาที่สุด ไม่โดดเด่น ในขณะที่ปฏิบัติงานนักสืบนั้นนักสืบอาจจำเป็นที่จะ

ต้องมีการปกปิดหรือพรางตัว ไม่ต้องการให้ใคร (โดยเฉพาะเป้าหมาย) ทราบว่าเราเป็นนักสืบ

ซึ่งวิธีการที่ดีที่สุดคืออย่าทำตัวแปลกแยก เป็นจุดเด่นหรือเป็นที่สนใจของชาวบ้าน

8.นักสืบที่ดีต้องรักษาความลับของผู้ว่าจ้างไม่นำไปเผยแพร่ต่อบุคคลอื่น

เมื่อ มีการติดต่อ จ้างงาน จาก นายจ้าง ให้ ทำหน้าที่ ข้อควรระวัง อย่างหนึ่ง ที่ สายสืบจำเป็น

ต้องถือปฏิบัติ อย่างเคร่งครัด เป็น การดูแลและรักษา ความลับ ของนายจ๋าง ไม่ว่า จะเป็น ขั้น

ตอน ใด ของ การกระท่างาน หรือ เมื่อ ภารกิจ นั้น สิ้นสุดลง และก็ นักสืบ ได้ กระทำ มอบงาน ให้

กับ นายจ้างและก็ตามความรับผิดชอบของ นักสืบ เป็นจะต้อง รักษา ความลับ ของนายจ้าง ยัง

คง มี อยู่ตลอดไป ด้วยเหตุดังกล่าว การดูแลรักษา ความลับ ของลูกค้า ก็เลย ราวกับ เป็น กฎข้อ

ปฏิบัติ อันสำคัญ ของ นักสืบ ที่ นักสืบจำต้อง ปฏิบัติ อย่างเคร่งครัด

ไม่มี นักสืบ ที่เก่ง มี แม้กระนั้น นักสืบ ที่ ขยัน เพียงแค่นั้น ไม่มี อุปกรณ์ จำพวก ใดใน ชี้การ

ประมาณ ว่าคนไหนกันแน่ มีความรู้และมีความเข้าใจ มากยิ่งกว่ากัน แต่ว่า อยู่ที่ ใครกันแน่ ขยัน

มากยิ่งกว่า กัน ก็เลยสามารถ ดำเนินงาน ได้ บรรลุเป้าหมาย มากยิ่งกว่า กันงาน ของ นักสืบ

เป็นการ แสวงหา ความจริง เพื่อประสบความสำเร็จ สำหรับเพื่อการ สอบสวน ด้วยเหตุนั้น จะ

มองเห็น ได้ ว่านักสืบ ที่ มีความขยัน ข้นแข็งสำหรับการ ปฏิบัติภารกิจ จะก่อให้ ดำเนินงาน ได้

บรรลุเป้าหมาย ได้มาก กว่านักสืบ ที่ มีความ คร้านแม้กระนั้น ทั้งนี้ ก็ ขึ้นกับ ต้นสายปลายเหตุอื่น

ด้วย เช่น การเข้าถึง ข่าวสารว่า จะสามารถ เข้าถึง ข่าวสารที่ มีคุณประโยชน์ ต่อ การไต่สวน

มากมาย น้อย แค่ไหน ( เช่น ข้อมูล ด้าน การติดต่อสื่อสาร หรือ ข้อมูลทางการเงิน ของจุดมุ่ง

หมาย ) เนื่องจาก นักสืบ ที่มี ข้อมูลเบื้องต้น สำหรับเพื่อการ ไต่สวน มากยิ่งกว่าย่อม ได้โอกาส

สำหรับเพื่อการ ไปถึงเป้าหมาย ใน งาน สืบสวน มากกว่า นั่นเอง

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป คุณสมบัติ ข้อที่สำคัญยิ่งสำหรับการเป็นสายลับ

ไอเดียตกเเต่งบ้านให้น่าอยู่

มาดูเคล็ดลับดีๆในการตกแต่งบ้าน

มาดูเคล็ดลับดีๆในการตกแต่งบ้าน เพื่อไม่ให้บ้านนั้นน่าเบื่อและน่าอยู่มากขึ้นกันดีนะคะ บ้านที่

น่าอยู่นั้นไม่จำเป็นที่ต้องตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหราราคาเเพงเสมอไป ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ

สำหรับการออกแบบบ้านก็คือความปลอดโปร่ง โล่งสบาย ที่หากขาดไปก็อาจทำให้การใช้ชีวิต

ภายในบ้านอึดอัดไม่น่าอยู่ บทความนี้จะมาเเนะนำ 10 ไอเดียในการจัดบ้านให้ดูปลอดโปร่ง

1. จัดเฟอร์นิเจอร์อย่างเป็นระเบียบ

มาดูเคล็ดลับดีๆในการตกแต่งบ้าน

เฟอร์นิเจอร์ไม่จำเป็นต้องเยอะ ลองเลือกเฟอร์นิเจอร์เอนกประสงค์ใช้งานได้หลายอย่าง เราจะ

ได้เปลี่ยนโหมดการใช้ทำให้ห้องไม่น่าเบื่อและไม่ดูรกเพราะ เฟอร์นิเจอร์มากจนเกินไปจะทำให้

ห้องเล็กดูอึดอัด ความน่าอยู่ของบ้านคุณจะลดลงทันทีหากเหล่าเฟอร์นิเจอร์ของคุณถูกจัดวาง

อย่างไม่เป็นระเบียบ คุณควรวางแผนการจัดวางของเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้น โดยพิจารณาถึงความ

เหมาะสม เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ยกตัวอย่าง เช่น

ภายในห้องรับแขกควรตั้งเฟอร์นิเจอร์ให้ห่างกัน ควรเว้นที่ว่างระหว่างเฟอร์นิเจอร์เอาไว้เพื่อให้มี

พื้นที่ใช้สอยอย่างเพียงพอเนื่องจากเป็นห้องที่มีคนใช้งานเยอะกว่าห้องอื่นๆ อีกทั้งยังมีผู้คน

สัญจรไปมาตลอดเวลาอีกด้วย

2. คัดแยกสิ่งของต่างๆ

มาดูเคล็ดลับดีๆในการตกแต่งบ้าน

นอกจากเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ที่ทำให้ของบ้านดูอึดอัดตาแล้ว เหล่าสิ่งของกระจุกกระจิกต่างๆ

ที่ถูกวางไว้ไม่เป็นระเบียบก็เรื่องที่ควรจัดการเช่นเดียวกัน อย่าวางของจุกจิกมากจนเกินไป ของ

ชิ้นเล็กชิ้นน้อยควรหาภาชนะใส่อย่าว่างเกะกะ บางบ้านชอบทำชั้นติดผนังสำหรับวางของเล็ก

ของน้อย น่แต่บางทีวางเยอะไปก็ทำให้ดูรกตก ควรเว้นพื้นที่ในการจัดวางจะดูสบายตากว่า แต่

ถ้าหากคุณเป็นคนประเภทที่ชอบเก็บสะสมของชิ้นเล็กๆ ลองหากล่องเก็บไว้เฉพาะ แล้วนำมา

เปลี่ยนเอาออกมาวางโชว์จะช่วยทำให้ชั้นวางของคุณไม่จำเจอีกด้วย ในการจัดเก็บมไม่ได้

หมายความว่าคุณจะต้องนำสิ่งของไปเก็บรวมกันแล้วเก็บไว้ในไว้ในตู้ แต่คุณควรที่จะคัดแยก

จำเเนกสิ่งของเหล่านี้ออกเป็นประเภทต่างๆ แล้วจัดเก็บไว้ให้เป็นที่เป็นทาง นอกจากจะทำให้

บ้านของคุณดูสะอาด และสบายตาเเล้วยังจะช่วยให้คุณสามารถจดจำและหยิบสิ่งของเหล่านั้น

ออกมาใช้ได้อย่างง่ายดาย

3. เลือกโทนสีที่ช่วยให้ดูสะอาดตา

มาดูเคล็ดลับดีๆในการตกแต่งบ้าน

“สีสัน” ที่เราเลือกใช้ในการตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นสีของผนัง ฝ้าเพดาน หรือเฟอร์นิเจอร์ หากคุณ

คุมโทนสีอย่างลงตัวก็จะสามารถสร้าง “บรรยากาศ” ให้บ้านของคุณได้ ในการเลือกใช้สีเพื่อ

ออกแบบบ้านนั้น มีตัวช่วยให้คุณสามารถเลือกใช้โทนสีที่ดูดีเข้ากันได้ ด้วย “Color

Schemes” โดยในการออกแบบสีที่ทำให้บ้านมองดูสะอาดตานั้น ควรเลือกใช้โทนสีอ่อนหรือสี

ที่ให้ความรู้สึกเย็น เช่น สีขาว, สีเทา, สีครีม หรือสีฟ้า เป็นต้น

หลักการเลือกใช้สีมี 3 รูปแบบ ดังนี้

• Analogous หรือ การเลือกใช้กลุ่มสีโทนเดียวกัน เช่น สีครีม, สีขาว,  สีเทา

• Complementary หรือ การเลือกใช้สีที่ตรงกันข้ามกัน เพื่อสร้างความโดดเด่นกระตุ้นอารมณ์

เช่น สีขาว – สีดำ หรือ สีแดง – สีน้ำเงิน

• Triadic หรือ กลุ่มสีแบบสมดุล ประกอบไปด้วยกลุ่มสีน้ำหนักเดียวกัน 3 โทน เช่น เหลือง-

แดง-น้ำเงิน

4. เฟอร์นิเจอร์มากฟังก์ชั่น

See the source image

เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์เอนกประสงค์ที่มีการออกแบบใช้งานได้หลายอย่าง จะทำให้บ้านของคุณมี

พื้นที่ใช้สอยได้มากขึ้น แถมยังสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น เก้าอี้สตูลที่มีช่องวาง

หนังสือด้านล่าง เตียงนอนที่มีลิ้นชักอยู่ภายในตัว หรือโต๊ะกินข้าวที่เมื่อใช้เสร็จสามารถพับเก็บ

ให้เหลือเพียงครึ่งเดียวได้

5.แบ่งสัดส่วนพื้นที่ให้ชัดเจน

See the source image

ควรวางแผนผังของบ้านว่าส่วนไหนที่เป็นห้องรับแขก ก็ควรอยู่ด้านหน้าสุดของบ้าน เวลาที่แขก

มาหาจะได้เห็นส่วนของบ้านที่น่าอยู่ และส่วนห้องนอนนั้นควรอยู่ด้านหลังของตัวบ้านเพื่อ

ป้องกันเสียงรบกวนจากกลิ่นอาหารจากห้องครัวรบกวนการพักผ่อนของคุณ การแบ่งพื้นที่ออก

เป็นสัดส่วนนั้นจะช่วยลดความแออัดคับแคบ ทำให้ดูโปร่งโล่ง และสะดวกในการใช้สอย โดยที่

คุณไม่จำเป็นที่จะต้องก่อกำแพงขึ้นมาเพื่อกั้นห้องเพียงแค่คุณเว้นช่องว่างระหว่างเฟอร์นิเจอร์

ของแต่ละส่วนให้มีพื้นที่กว้างพอที่จะให้ความรู้สึกแยกจากกัน เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้บ้านของคุณดู

มีบริเวณเป็ดสัดเป็นส่วนแล้ว

6. กลิ่นหอมชวนให้หลงไหล

See the source image

ความหอมเป็นการเเสดงถึงความสะอาดและรสนิยมของเจ้าของบ้าน กลิ่นหอมที่ลอยมาตาม

อากาศเมื่อคุณเปิดประตูบ้าน จะช่วยสร้างความประทับใจให้กับคุณและแขกที่มาเยี่ยมเยียนบ้าน

คุณในทุกๆ ครั้ง

กลินที่เหมาะสำหรับสำหรับปรับอากาศบ้าน มี 3 แบบ ดังนี้

  • ก้านไม้หอมปรับอากาศ : นอกจากกลิ่นหอมที่ซึมออกมาผ่านก้านไม้เเห้ง ยังจะสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ตกเเต่งบ้านที่แสดงถึงความ Vintage ได้อีกด้วย
  • เครื่องปล่อยไอน้ำอโรม่า : สามารถส่งกลิ่นหอมออกมาได้อย่างรวดเร็วด้วยอุปกรณ์พ่นไอน้ำ สามารถตั้งเวลาเปิดปิดได้อัตโนมัติ เหมาะสำหรับการใช้ในห้องนอน หรือห้องนั่งเล่น
  • เจลหอมปรับอากาศ : สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป ให้กลิ่นหอมยาวนานแต่พื้นที่ในการส่งกลิ่นค่อนข้างจำกัด อีกทั้งรูปแบบของบรรจุภัณฑ์ไม่เหมาะสำหรับการออกแบบบ้าน จึงแนะนำให้ใช้ภายในห้องน้ำ หรือห้องอาบน้ำ

7. ของประดับไม่ควรเยอะจนเกินไป

See the source image

ของประดับบ้านจะช่วยดึงดูดจุดสนใจทางสายตา แต่ถ้าหากว่ามีเยอะเกินไปก็จะมีจุดดึงดูด

สายตามากเกินไป ไม่รู้จะมองไปที่ไหนดี จนกลายเป็นความรู้สึกรกบ้านเสียเปล่า

แนะนำว่าแต่ละห้องควรมีของประดับที่โดดเด่นดึงดูดสายตาเพียงชิ้นเดียว เพื่อสร้างเอกลักษณ์

ให้กับห้องนั้นๆ

8. ห้องนอนคือพื้นที่สำคัญที่สุด

ห้องนอนเป็นสถานที่ที่คุณใช้เวลามากที่สุดภายในบ้าน สำหรับพักผ่อนนอนหลับยามค่ำคืน

บรรยากาศโดยรอบของห้องจึงควรที่จะปลอดโปร่ง โล่งสบาย ชวนให้อยากหลับไหลไปตลอด

คืน และตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น ส่วนที่สำคัญที่สุดของห้องนอนก็คือ “เตียง” เพราะฉะนั้นบริเวณ

รอบเตียงไม่ควรมีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นวางรอบๆ จนทำให้รู้สึกรกตา มีเพียงโต๊ะข้างเตียง หรือเก้าอี้

เล็กๆ สักตัวไว้สำหรับนั่งพักผ่อนก่อนเข้านอนก็พอ

9. สร้างความผ่อนคลายในห้องน้ำ

See the source image

ห้องน้ำถือว่าเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่สำคัญในบ้านที่จะบ่งบอกถึงความสะอาด และความเป็นตัวคุณ

ใน 1 วันคุณต้องใช้ห้องน้ำอย่างน้อย 3-5 รอบ เพียงเเค่วางกระถางต้นไม้สักต้นวางประดับไว้ที่

มุมห้อง สีเขียวสดชื่นของต้นไม้ตัดกับสีอ่อนๆของผนังห้องน้ำ เพียงเเค่นี้ก็ทำให้คุณรู้สึกผ่อน

คลายในยามที่ใช้ห้องน้ำได้เป็นอย่างดี

10. จัดมุมส่วนตัวให้ตัวคุณเอง

See the source image

หลังจากเมื่อยล้าจากเสร็จกิจกรรมที่ทำมาตลอดทั้งวัน หรือเครียดจากงานมาทั้งสัปดาห์ เสร็จ

คงจะดีไม่น้อยถ้ามีมุมส่วนตัวให้เอนกายพักผ่อน หรือจะใช้สำหรับปาร์ตี้เล็กๆ กับเพื่อน ดูฟุตบอล

เชียร์ทีมโปรดยามค่ำคืน หรือนั่งจิบ Whisky เคล้าเสียงเพลงเบาๆ เพียงเท่านี้ก็ทำให้คุณรู้สึก

ผ่อนคลายลงได้

นอกจากไอเดียการตกเเต่งบ้านทั้ง 10 ข้อนี้เเล้ว ความสะอาดถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้บ้าน

คุณน่าอยู่  นอกจากนี้การสร้างธรรมชาติน้อยๆ ด้วยการนำน้ำตก และปลูกต้นไม้ ทำอ่างเลี้ยง

ปลา  เสียงของสายน้ำที่ไหล รายล้อมไปด้วยต้นไม้ดอกไม้ จะทำให้บริเวณบ้านน่าอยู่มากขึ้น

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป เรียบง่าย ไม่คิดมาก กับบ้านแบบเรียงหน้ากระดาน

คุณสมบัติ ข้อที่สำคัญยิ่งสำหรับการเป็นสายลับ

ความจริงกับงานนักสึบ นักสืบต้องพูดความจริง

ความจริงกับงานนักสึบ นักสืบต้องพูดความจริง

ความจริงกับงานนักสึบ นักสืบต้องพูดความจริง นักสืบ ต้อง พูดเรื่องจริง การพูด ความเป็นจริง

เป็นคุณสมบัติ อีกข้อ ที่สำคัญยิ่งสำหรับการเป็นสายลับ สำหรับการ ดำเนินงาน ใต่สวน นั้น ควร

จะมี การทำงาน เป็นทีม ตัง นั้นด้านใน คณะทำงาน นักสืบ แต่ละคน จำเป็นที่จะต้อง ไม่มี การ

โกหก กันจำเป็นต้องพูดเรื่องจริง กัน ถ้าเกิด โกหก หรือ กล่าวเท็จ ต่อกัน แล้ว จะมีผลให้ภารกิจ

ล้มเหลว หรือ บางที่อาจ กำเนิด ฮันยี่ห้อยขึ้นอยู่กับ ตัว นักสืบได้ ดังเช่นนักสืบทีม หนึ่ง ได้รับ

มอบหมาย ภารกิจ ให้ไป เฝ้า สะกดรอยตาม จุดหมาย ยัง สถานที่ แห่งหนึ่ง หัวหน้าทีม นักสืบ

ได้ทำ เสร็จ สถานที่ แล้ว มีการคิดแผน มอบหมายงาน ให้ นักสืบ แต่ละคน เฝ้า ทางเข้าออก

ของ วัตถุประสงค์ อย่างดีเยี่ยม แต่ว่า มีนักสืบคนหนึ่ง ในทีม ได้รับ มอบหมาย ให้เฝ้าทางนั้นมี

เหตุ จำเป็น ที่จะจำต้อง ไปทำ ธุระส่วนตัว ที่อื่นๆ ครู่หนึ่ง แต่ว่าไม่ แจ้ง ให้หัวหน้าที่ม นักสืบ

ทราบ เพื่อจะได้ส่ง นักสืบคนน ให้มา เฝ้าทางนั้น แทน แม้กระนั้น ได้รีบ ไป ทำ ธุระ ส่วนตัว แล้ว

รีบ กลับมา โดย ไม่ แจ้งให้คณะทำงาน รู้ ซึ่งเป็นช่วงๆ ช่วงเวลาเดียวกัน กับ วัตถุประสงค์ ได้

หลบซ่อน ออกไปตาม ทางนั้นเมื่อเวลาผ่านไป นาน จนถึง แตกต่างจากปกติ แล้ว หัวหน้าทีม

นักสืบ ได้ ตรวจตรากับ นักสืบทุกคน ต่าง การันดี ว่าได้ เฝ้าจุดมุ่งหมาย อยู่เสมอ เวลา ยังมองไม่

เห็น จุดหมาย ออก ไป เลย กว่า หนคณะทำงาน จะ หาวิธีเข้าไป สำรวจ ข้างใน บ้านพักดังที่

กล่าวผ่านมาแล้ว วัตถุประสงค์ ก็เดินทางไป ไกล แล้ว ทำให้ภารกิจ ล้มเหลว ซึ่งในกรณีนี้ ถ้า

หาก นักสืบคน นั้น พูดเรื่องจริง ก็ จะไม่ กำเนิด เรือง แบบนี้ แน่ๆ ภารกิจอาจ สำเร็จลุล่วงไป แล้ว

อ่านบทความเพิ่มเติม การเป็นนักสืบ สิ่งที่จะช่วยให้นักสืบประสบความสำเร็จ

ความผิดพลาดในงานนักสืบ นักสืบต้องยอมรับความผิดพลาดได้

นักสืบ ก็เป็น คน ธรรมดาราวกับ คนทั่วๆไป ที่เวลา ทำ อะไร แล้ว ย่อม มีความผิดพลาด เกิดขึ้น

ได้เสมอ แม้กระนั้น เมื่อ นักสืบ ปฏิปั ติงา นที่ ได้รับ มอบหมายบกพร่อง แล้ว จะต้อง เห็นด้วย ข้อ

ผิดพลาด นั้น จำเป็นต้องแจ้ง ให้หัวหน้าทีมนักสืบ รู้เมื่อ มีความผิด พลาด เพื่อจะได้ หา วิถีทาง

ปรับแต่ง ข้อผิดพลาดนั้น อันจะนำมาซึ่งการก่อให้เกิด การ ปฏิปัติ ภารกิจสำเร็จลุล่วงด้วย ได้ แม้

กระนั้น หากนักสืบ ไม่รับ ความผิดพลาด พลาค แล้ว ปฏิปัติ ภารกิจ ไป ตามเดิม ราวกับ ไม่มี

อะไร ก่เนิด ขึ้น ก็อาจก่อให้ภารกิจ นั้น ไม่ประสบผลสำเร็จ ได้ ตัวอย่างเช่นนักสืบ คนหนึ่ง ได้รับ

มอบหมาย ให้ ไป เฝ้าว่ากล่าว ตาม สะกตรอย พินิจ การกระทำ จุดมุ่งหมาย แม้กระนั้น ด้ พลาด

กับ วัตถุประสงค์ ไม่เคยทราบ ว่า จุดมุ่งหมายเน ทาง ไป ที่ใด แล้ว ไม่ แจ้ง ให้ หัวหน้าทีม นักสืบ

ทราบเรื่อง แต่ว่า นักสืบ คน นั้นรายงาน กลับ ไปว่าวัตถุประสงค์ ไม่มี การเคลื่อนไหว หรือเปล่า

เจอ กระเป๋าหมาย ทำให้คณะทำงาน นักสืบทำ งาน จำต้อง เฝ้ วัตถุประสงค์ อยู่ ที่ เดิม ในขณะที่

วัตถุประสงค์ไม่อยู่ ตรงนั้น แล้ว ภารกิจ ก็เลย ปราศจากความ ก้าวหน้า หรือ ล้มเหลว นั่นเอง แม้

กระนั้น หาก นักสืบรายงาน กลับไป ตามความเป็นจริง ในทันทีทันใด ท้น ใด ที่ พลาด กัน กับ จุด

หมาย ทาง คณะทำงาน นักสืบ ก็ จะได้รีบ หาวิธีปรับแต่ง เพื่อ เรียกตัว จุดหมาย ได้ตอนนั้น ซึ่ง

จะสามารถทำให้ปฏิบัติหน้า ได้สำเร็จลุล่วงไปได้

แนวทางการหานักสืบที่จะเก็บความลับของท่าน

แนวทางหานักสืบ มาดำเนินงานที่เป็นความลับ

แนวทางหานักสืบ

แนวทางหานักสืบ มาดำเนินงานที่เป็นความลับ อย่างที่รู้ดี ว่าการหา นักสืบ ที่มีความรู้ความ

สามารถ สำหรับเพื่อการ เก็บข้อมูล ของผู้ว่าจ้าง ทุกๆสั่งทุกๆอย่างเอาไว้เป็นความลับ นั้นไม่ใช่

เรื่องที่ง่าย สายลับ หลายๆคนขาด จริยธรรม สำหรับการดำเนินงาน ทำให้ เจ้านาย

จำนวนมากขาด ความเชื่อถือ สำหรับในการ หา นักสืบ ธรรมดา เข้ามา ดำเนินงาน ใน หน่วยงาน

ด้วยเหตุนี้ ก็เลย ทำให้ไม่สามารถที่จะสืบ ข้อมูล ธุรกิจ ที่ ออกจะวิจิตรบรรจง ได้และก็การสืบ

ข้อมูล ชู้สาว ที่ ไม่อาจจะ ทำเป็นง่าย เนื่องจากว่า แม้ความลับ แตกก็อาจจะส่งผลให้ครอบครัว มี

ปัญหา ได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว การที่ ท่านจะ หาสายลับ สัก คนมาดำเนินงาน ให้กับ ท่าน

ต้องมีความเชื่อมั่นและมั่นใจ ได้ว่านักสืบ คนนั้น จะรักษาความลับ ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ทำให้

ความลับ ของหน่วยงานรั่วไหล ออกไปได้ อย่างแน่แท้

อ่านบทความเพิ่มเติม การเป็นนักสืบ สิ่งที่จะช่วยให้นักสืบประสบความสำเร็จ

กรรมวิธีหา นักสืบ ที่จะ เก็บงำความลับ ของท่าน ได้ให้รอบคอบ และก็ มิดชิด ที่สุดซึ่งก็คือ การ

หาสายสืบ จาก บริษัทนักสืบ โดยตรง เนื่องจากว่า การใช้ บริการ กับบริษัท จะ ช่วยคุ้มครอง

ป้องกัน ข้อมูล เฉพาะบุคคล ของท่าน ได้ดิบได้ดี มากมายมีการ แยก การติดต่อ ใน ระหว่าง ตัว

ท่านเอง กับ นักสืบ ที่จะไป ตามหา ข้อมูล ให้แก่คุณ ทำให้คุณ มั่นอกมั่นใจ ได้ ว่าจะ ได้ ข้อมูล

โดยไม่มี การรั่วไหล ออก ไปหรือ จะ มีการ สืบต่อ มาถึงตัว ท่าน ได้ การ หา นักสืบ ผ่าน บริษัท

ก็เลย ช่วยทำให้ท่าน เชื่อมั่นได้ว่า จะไม่มี การสืบมาถึงตัว ท่าน เด็ดขาด ก็เลย เสนอแนะ ว่า ถ้า

หากท่าน อยากได้ นักสืบ สักคน มาดำเนินงาน ในเรื่อง ใดเรื่องหนึ่ง การใช้บริการกับ บริษัท

นักสืบ โดย ไม่ได้ นัดหมาย ติดต่อ กับ ตัว นักสืบ โดยตรง ท่านจะสามารถรักษา ความลับ กลุ่มนี้

เอาไว้ได้อย่างแน่ใจ ปลดปล่อย ให้ นักสืบ ดำเนินการ แทน ท่น โดย ปราศจากความ ลับ อะไรก็

แล้วแต่ รั่วไหล ออกมา ในอนาคต

บริษัท ของ พวกเรา ให้บริการ หา นักสืบ ที่ มีคุณภาพ ทุกคน ผ่าน มาตรฐาน การประมาณ ของ

บริษัท สามารถ กุมความลับ เอาไว้ ได้ดิบได้ดี ทั้งยัง บริษัท ยัง กุมความลับ ลูกค้า เอาไว้ ก่อน

อีก ทอด นึง ทำให้ลูกค้า ที่มา หา นักสืบ จากบริษัท private detective bangkok ของ พวก

เรา ได้รับ การปกป้องคุ้มครอง ใน ส่วน ของ ข้อมูล ส่วนตัวเอาไว้ อย่างยอดเยี่ยม ไม่ต้อง กลัว ว่า

ข้อมูล ต่างๆ จะ ถูก เผย ออกมา ใน ตอนหลัง ต่างจากการ หา นักสืบ ทั่วๆไป ด้วย ตัว ท่าน เอง

เพราะเหตุว่า ท่าน จึงควร ไป ติดต่อ กับตัวนักสืบ โดยตรง ก็เลย ไม่สามารถที่จะ ปกปิด ความลับ

อะไรก็แล้วแต่ ของ ตัว ท่านได้ สิ่งเหล่านี้ เป็น จุดเด่น ของ การใช้บริการ นักสืบ ผ่าน บริษัท

โดยตรง หากคุณอยากได้ นักสืบ ที่ ดี เชื่อใจได้ และไม่ อยากให้ความลับ หลุดออกไป ได้ ง่าย

ติดต่อ ใช้บริการผ่าน พวกเราได้เลย พวกเรา พร้อม ที่จะตามสืบ ข้อมูล จากที่ท่านอยากได้ โดย

การทำงาน อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่า จะเป็นการตามสืบ ข้อมูลธุรกิจ ตามสืบ เนื้อหาเกี่ยวกับ การ

ชู้สาว และยังรวมไปถึง การตำหนิด เรียกตัวบุคคล เพื่อ เก็บข้อมูล สำคัญ ที่ท่าน อยาก พวกเรา

ก็ สามารถ ตามสืบ ให้แค่คุณได้ ทั้งสิ้น ท่านจะได้รับ ข้อมูล ที่มี ความ ละเอียด แจ้งชัด เพียงแค่

ไว้ใจ ที่จะ ใช้บริการ กับ พวกเรา