สื่ออ้างจิ้งจอกพร้อมขายแมดดิสันถ้าราคาดี

90min รายงานว่า เลสเตอร์ ซิตี้ พร้อมรับฟังข้อเสนอซื้อตัว เจมส์ แมดดิสัน

90min รายงานว่า เลสเตอร์ ซิตี้ พร้อมรับฟังข้อเสนอซื้อตัว เจมส์ แมดดิสัน กองกลางตัวเก่งหากได้ราคาที่น่าพอใจ

         แข้งทีมชาติอังกฤษถือเป็นหนึ่งในแข้งที่ได้รับการยกย่องอยู่ในลำดับต้นๆของทีม โดยที่ผ่านมาทาง อาร์เซน่อล คู่แข่งร่วมลีกก็มีข่าวพัวพันอยากได้ตัวไปร่วมทีมมาตลอด ซึ่งในซัมเมอร์นี้ก็เช่นกัน

         ก่อนหน้านี้ทาง ฟาบริซิโอ โรมาโน่ นักข่าวคนดังรายงานว่าทาง “ปืนใหญ่” สนใจดึงตัวนักเตะมาร่วมทีมจริง แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายและราคาก็อยู่ในระดับที่สูงพอสมควร

         ล่าสุดทางสื่ออย่าง 90min รายงานว่าทาง “สุนัขจิ้งจอก” พร้อมรับฟังข้อเสนอซื้อ แมดดิสัน หากเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งแม้ว่าทีมจะไม่อยากขาย แต่เชื่อว่าตัวนักเตะพร้อมที่จะย้ายออกไปหาความท้าทายใหม่

         ขณะเดียวกับ ยูริ ตีเลมันส์ กองกลางก็เป็นอีกคนที่ได้รับความสนใจจาก ลิเวอร์พูล ซึ่งตัวนักเตะก็อยากร่วมทัพ “หงส์แดง” แต่ด้วยค่าตัวที่สูงถึง 64 ล้านปอนด์ที่ถูกตั้งไว้ทำให้ทาง ลิเวอร์พูล ไม่สู้ราคา

90min

สื่ออ้างกรีซมันน์เลือกตราหมีทีมเดียวหากย้ายจากบาร์ซ่า

อองตวน กรีซมันน์ กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส

อองตวน กรีซมันน์

อองตวน กรีซมันน์ กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส ของ บาร์เซโลน่า ตกเป็นข่าวเขาจะเลือกย้ายกลับ แอตเลติโก มาดริด เพียงทีมเดียวเท่านั้นหากต้องย้ายออกจาก ‘คัมป์ นู’ ในช่วงซัมเมอร์นี้

‘อาส’ สื่อเมืองกระทิงรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า อองตวน กรีซมันน์ จะเลือก แอตเลติโก มาดริด สโมสรเก่าของเขาเป็นจุดหมายปลายทางเดียวเท่านั้น หากกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสจะต้องย้ายออกจาก บาร์เซโลน่า ในช่วงซัมเมอร์นี้

โจน ลาปอร์ต้า ประธานสโมสร บาร์เซโลน่า เผยก่อนหน้านี้ว่าทีมอาซูลกราน่าพร้อมรับพิจารณาทุกข้อเสนอเกี่ยวกับ กรีซมันน์ ด้วยเหตุผลด้านการเงินมากกว่ากีฬา เนื่องจากกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสเป็นนักเตะที่รับค่าจ้างจำนวนมหาศาลน้อยกว่า ลิโอเนล เมสซี่ คนเดียวเท่านั้น

กรีซมันน์ ตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับสองสโมสรอังกฤษทั้ง แมนฯซิตี้ และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ พร้อมมีรายงานว่า บาร์เซโลน่า พยายามเจรจาแลกนักเตะกับ ซาอูล ญีเกซ ของ แอตเลติโก มาดริด ก่อนการทำข้อตกลงดังกล่าวจะล้มเหลว

อย่างไรก็ตามมีรายงานเพิ่มเติมว่า กรีซมันน์ ต้องการกลับไปเล่นกับทีมตราหมีเพียงค่ายเดียวเท่านั้นหากต้องย้ายออกจาก ‘คัมป์ นู’ ในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังทำผลงายยอดเยี่ยมภายใต้การทีมคุมของ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ระหว่างที่เขาค้าแข้งกับทีมดังเมืองหลวงสเปนนับตั้งแต่ย้ายมาจาก เรอัล โซเซียดาด ในช่วงซัมเมอร์ปี 2014 ก่อนโยกมาเล่นกับบาร์ซ่าในช่วงหน้าร้อนปี 2019

ภาพยนตร์ The Sixth Sense ภาพยนตร์ดราม่าสยองขวัญ

The Sixth Sense เป็นภาพยนตร์อเมริกัน

บทบาทและนักแสดง: "The Sixth Sense" ภาพยนตร์อเมริกันลึกลับ: ความคิดเห็นรางวัล

The Sixth Sense เป็นภาพยนตร์อเมริกัน นำแสดงโดย บรู๊ซ วิลลิส, ฮาร์ลี่ย์ โจเอล ออสเมนต์, โทนี่

คอลเล็ตต์ กำกับโดย เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ความยาว 107 นาที ออกฉายในสหรัฐอเมริกาปี ค.ศ. 1999 ฉายใน

ประเทศไทยเมื่อวันที่ 17 กันยายน ปีเดียวกัน แต่ฉายในรอบปฐมทัศน์ก่อนในวันที่ 1 กันยายน

มัล คอล์ม โครว์ (บรู้ซ วิลลิส) เป็นจิตแพทย์ เด็ก มีชื่อเสียง ของ เมืองฟิลาเดลเฟีย อาศัยอยู่ กับ ภรรยา ( โอลิ

เวียร์ วิลเลี่ยมส์) เพียงแต่ สองคน คืนวันหนึ่ง มี ผู้บุกรุกเข้า บ้าน ของ เขา ปรากฎ ว่าเป็นอดีตผู้เจ็บป่วย ของ มัล

คอล์ม รวมทั้ง ได้ ยิ่ง มัลคอล์ม ด้วย ปืน เข้า หนึ่ง นัดหมายหนึ่ง ปี ผ่านไป ในช่วงฤดู ใบไม้หล่น มัลคอล์ม ก็ได้

พบกับ โคลเชียร์ (ฮาลี่ย์โจเอล ออสเมนต์) เด็กผู้ชายวัย 9 ขวบ ที่ มีความประพฤติ แปลก ๆ ออกจะ เก็บเนื้อ

เก็บตัว ไม่ ยุ่ง กับคนใดรวมทั้ง ดูอย่างกับว่า มีความลับ อะไร ปิดบังอยู่ โดยวัว ลอยู่กับลินน์ (โทนี่ คอลเล็ตต์ แม่

เพียงแต่ สองคน โดย ที่ บิดาแล้วก็สามี ของ ทั้งสองได้แยกกัน อยู่ นาน แล้ว

ตามร่างกายของ โคลมัก มี บาดแผล ปรากฏ เป็นประจำตาม แขน หรือลำตัว เดิมมัลคอล์ม มั่นใจว่า อาจจะ เกิด

ขึ้นจากการตบตีของแม่ แต่ว่า เมื่อโคล ได้ บอก ข้อเท็จจริง ให้ฟัง มัลคอล์ม ก็ยังไม่เชื่อ กระทั่งเมื่อ เขา ได้ เจอ

เรื่องราว นี้ กับ ตนเอง ซึ่ง ทำให้เขา แทบจะ ช็อก รวมทั้ง เรื่องราว ความลี้ลับก็เกิดขึ้น

The Sixth Sense เป็นเพียงแต่ ภาพยนตร์ ฟอร์ม เล็ก เกี่ยวกับสัมผัสที่หก มีดารานำ ที่ มีชื่อเพียงผู้เดียว เป็น

บรู้ซ วิลลิส แค่นั้น ทั้งยัง ยังเป็น ภาพยนตร์ ของผู้กำกับ คนใหม่ คือ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ด้วยแต่ว่า สามารถ

ขึ้นสู่ บ็ อก สถานที่ทำงานลำดับต้นๆ ได้ ในทันที ในอาทิตย์ แรก ที่เข้า ฉาย และก็ ยืนพื้นเป็น อันดับต้นๆนานถึง

5 อาทิตย์ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกัน แล้วสามารถ ทำ รายได้ มากยิ่งกว่า Star WarsEpisode 1: The Phantom

Menace ภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ ที่ เข้าฉาย ใน ปีเดียวกันเสีย อีก รวมทั้งสร้างความนิยมชมชอบ รวมทั้งรายได้ ทุก

ประเทศ ที่เข้าฉาย

ทั้งนี้ ด้วย เพราะ เป็น ภาพยนตร์ สยองขวัญ ที่แฝง ประเด็น ทางจิตวิทยาห้แปลความ ได้ อย่างระมัดระวัง เหมือน

กันกับ Psycho ของ อัลเฟร็ดได้รับความนิยม ชค็ อก เฉลียวฉลาด สำหรับการ เล่า ด้วย การใช้ ผู้แสดงเพียงแค่

ไม่ กี่ตัว เดินเรื่องด้วย การ เขยื้อน กล้องถ่ายรูป อย่างง่ายๆ แต่ว่า สามารถ สร้าง ชี้แจงกาศ ความ น่าสยอง ได้

อย่างดีเยี่ยม ทั้งการแสดง ที่ ทรงประสิทธิภาพ ของ ฮาลี่ย์ โจ เอ ล ออสเมน ต์ ศิลปินเด็กซึ่งสามารถ สร้างชื่อ ได้

โดยทันที จาก หัวข้อนี้ โดยยิ่งไปกว่านั้นคำบอกเล่า ที่ว่า “I See Dead People” (ผม มองเห็น ผู้เสียชีวิต) ที่รับ

สารภาพต่อมัล คอล์ม แปลงเป็น ไฮไลต์ ของ ภาพยนตร์ ไป ในทันทีทั้งยัง ยัง มีการจบ ที่ หักมุม อย่าง ที่ ไม่มีผู้

ใด คาดหวัง ถึง อีกด้วย มีผลทำให้ ภาพยนตร์ หัวข้อนี้ เปลี่ยนเป็น ภาพยนตร์ ยอดฮิต ไป ในทันที ในช่วงเวลาไม่

นานที่เข้าฉาย

The Sixth Sense ถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่สร้างชื่อให้กับ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ผู้กำกับ ที่ปัจจุบันกลายมาเป็น

ผู้กำกับชื่อดัง ซึ่งชยามาลานทั้งกำกับ เขียนบท และอำนวยการสร้างเอง และกลายมาเป็นแนวทางของชยามา

ลานในภาพยนตร์เรื่องต่อมาทุกเรื่องของเขา

The Sixth Sense มีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในปี ค.ศ. 1999 ถึง 6 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอด

เยี่ยม, ดาราประกอบชายยอดเยี่ยม, ดาราประกอบหญิงยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, ตัดต่อยอด

เยี่ยม แม้จะไม่ได้รับรางวัลสาขาใดเลย แต่ภาพยนตร์ก็ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดนิยมแห่งปีของสหรัฐอเมริกาไป

และ บรู๊ซ วิลลิส กับ ฮาลี่ย์ โจเอล ออสเมนต์ ก็ได้รับรางวัลนักแสดงที่แสดงได้เข้าคู่กันมากที่สุดแห่งปีด้วย

ดูหนังใหม่ออนไลน์

หนังภาพยนต์ CATCH ME IF YOU CAN จับให้ได้ถ้านายแน่จริง

CATCH ME IF YOU CAN อาชญากรระดับโลกที่สร้างความเสียหายให้กับสถาบันการเงินและธุรกิจต่างๆ

CATCH ME IF YOU CAN

CATCH ME IF YOU CAN อาชญากรระดับโลกที่สร้างความเสียหายให้กับสถาบันการเงินและธุรกิจต่างๆ  ปลอม

แปลงฉ้อโกง เป็นเงินรวมมูลค่ากว่า 4 ล้าน เหรียญสหรัฐฯ  อาชญากรคนนี้เป็นที่ต้องการตัวของ FBI และประเทศ

ต่างๆเช่น สหรัฐอเมริกา , ฝรั่งเศส , สวีเดน , อิตาลี , เยอรมัน , อังกฤษ , สวิตเซอร์แลนด์ , กรีซ , เดนมาร์ก ,

นอร์เวย์ , ตุรกี , อียิปต์ , เลบานอน , ไซปรัส  อาชญากรคนนี้ยังถูกยกย่องให้เป็น นักต้มตุ๋นระดับโลกที่หาใครมา

เทียบไม่ได้ เขาเป็นได้ทั้ง นักบินในสายการบินชื่อดังทั้งๆที่ไม่เคยเรียนการบิน  เป็นกุมารแพทย์ในโรงพยาบาล

ทั้งๆที่ไม่เคยเรียนด้านการแพทย์ เป็นทนายโดยที่ไม่รู้กฏหมายเลยสักนิดเดียว  เป็นอาจารย์สอนหนังสือในไฮ

สคูล ทั้งๆที่เป็นนักเรียนอยู่  และที่น่าทึ่งคือ เขาเริ่มเป็นอาชญากรตั้งแต่ อายุ 16 ปี

ภาพยนต์ ที่ ถูกสร้าง มาจาก ชีวิตจริงของ Frank W. Abagnale ผู้ร้ายสุดยอด โดยดัดแปลงปรับปรุงแก้ไข มา

จาก หนังสือ ชื่อ Catch me ifyou can ที่ติด best seller มายาวนานกว่า 20 ปี ส่วนตัวแล้วผมยังไม่เคย ได้ได้

โอกาส อ่านหนังสือ เล่ม นี้ แม้กระนั้น เมื่อ ได้ ทดลองดู ภาพยนต์ ประเด็นนี้ แล้ว ได้สร้าง แรงดลใจ รวมทั้งให้แง่

คิด ใน หลายๆ ด้านมากมาย ก็เลย ต้องการจะ ชี้แนะ ให้ ทดลอง หามา ดู มอง น่าเชื่อถือ ว่าจะคุ้ม กับในตอนที่

เสียไป แล้วก็ควรต้อง ตลิ่งกับหลายๆ เรื่องราว ที่เกิด ขึ้น ใน ชีวิต ของผู้ชายคนนี้

Frank W. Abagnale  มีพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่หล่อเหลา ความฉลาดและช่าง

สังเกต แถมมีปฏิภาณ ไหวพริบ รวมไปถึงความจำที่เป็นเลิศ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ชายคนนี้เป็นสุดยอดของการตบตา

นั่นก็คือ ความพยายามและการศึกษาอย่างจริงจัง  ในด้านประวัติคร่าวๆ นั้น Frank W. Abagnaleเกิดที่นิวยอร์ค

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 1948 เมื่ออายุ 16 พ่อแม่ของเขาหย่าจากกัน พ่อโดนตำรวจติดตามยึดทรัพย์ในฐานะฉ้อโกง

ส่วนแม่ก็เริ่มที่จะสานสัมพันธ์กับครอบครัวใหม่ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ตัวของเขา เกิดความสับสนและพยายามจะ

ทำให้ครอบครัวกลับมาเป็นเหมือนเดิม  ประเด็นนี้เองทำให้ Frank เริ่มที่จะเรียกร้องความสนใจด้วยการหนีออก

จากบ้านและพยายามหาเงินอยู่ด้วยตัวเอง เขาใช้เวลา 5 ปีในการโกงและในผลสุดท้ายเมื่ออายุ 21 ปี Frank โดน

จับที่ฝรั่งเศสและซึ่งภายหลังถูกย้ายมาคุมขังที่สหรัฐอเมริกา 5 ปีหลังจากนั้น Frank ถูกปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไข

คือทำงานให้กับ FBI เพื่อที่จะชดเชยความผิด ซึ่งตลอดเวลา25ปี Frank ได้ทำงานให้กับ FBI และ ออกแบบเช็ค

ทางการของ IPS ซึ่งใช้โดยสถาบันการเงินหลายหมื่นแห่ง แทนที่แคชเชียร์เช็ค เขายังออกแบบและพัฒนา

โปรแกรม SAFEChecks™ และ Check Plus™ ซึ่งเป็นการทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง มีเช็คที่ปลอดภัย

ใช้โดยไม่ต้องจ่ายแพง ความเชี่ยวชาญของเขา เป็นที่ไว้วางใจของผู้พิมพ์เอกสารสำคัญ และผู้ผลิตเครดิตการ์ด

สามแห่ง นอกจากนี้ เขายังเป็นที่ปรึกษา ให้กับบริษัทตรวจสอบบัญชี ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศด้วย นั่นทำให้ Frank

ได้รับเงินตอบแทนในแต่ละปีหลายล้าน ดอลล่า นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับสถาบันการเงินต่างๆทั่วโลก

และยังเป็นผู้ฝึกสอนให้กับ FBI และบรรยายให้ความรู้กับองค์กรต่างๆทั่วโลก แม้กระทั่งการบินไทยของประเทศ

เราก็ยังเคยเชิญ Frank มาให้ความรู้กับพนักงานด้วย

ในส่วนของภาพยนต์ถูกกับกำโดย พ่อมดแห่งวงการ Hollywood   steven spielberg  และได้นักแสดงนำ คือ

Leonardo DiCaprio และ Tom Hanks มารับบทเป็นคู่กัดระหว่าง นักต้มตุ๋นและFBI มากฝีมือ ซึ่งหลังจาก

ภาพยนต์เรื่องนี้ออกฉาย ก็ทำให้ Leonardo ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในหลายๆสาขา  การดำเนินเรื่องใน

ภาพยนต์เริ่มต้นขึ้นจากชีวิตในวัยเด็กของ Frank และค่อยๆ สอดแทรกเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเริ่มที่จะหลอกลวง

สังคม โดยในภาพยนต์ได้ให้ทั้งเหตุและผล รวมถึงวิธีการซึ่งแฝงไปด้วยแง่คิดในการกระทำของ Frank ใครจะคิด

ว่าการจะปลอมเป็นนักบิน จะต้องไปสัมภาษณ์กัปตันที่เกษียนอายุแลว  การจะปลอมเช็คต้องลงทุนไปจีบ

พนักงานธนาคารสาวสวย ซึ่งในภาพยนต์ได้แสดงให้เห็นถึงไหวพริบ และการแก้ปัญหาของ Frank ใน

สถานการณ์ที่คับขันต่างๆ   ไม่เพียงแต่ความฉลาดของ Frank  ในส่วนของFBI คู่รักคู่แค้น  โอเรียลรี่ย์  ก็สามารถ

ติดตาม Frank ไปได้ทุกๆครั้ง นั่นทำให้การไล่ล่า และการหลบหนีในแต่ละครั้ง เต็มไปด้วยความน่าสนใจ

เรื่องย่อของภาพยนต์คร่าวๆ หลังจากที่ Frank ได้เริ่มต้นตุ๋นครั้งแรกโดยการปลอมเช็คและนำไปขึ้นเงินเพื่อที่จะ

ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  Frank เริ่มที่จะปลอมแปลงตนเองเป็นนักบิน และบินไปในที่ต่างๆทั่วโลกไม่เพียงแต่โกง

ค่าเครื่องบิน แต่ Frank ยังสร้างเช็คเพื่อที่จะรับเงินเดือนในฐานะของนักบินด้วย  หลังจากนั้น Frank เริ่มถูกไล่ล่า

โดย FBI จึงตัดสินใจที่จะย้ายที่อยู่นั่นทำให้ Frank ได้พบกับพยาบาลสาวและได้ตัดสินใจเป็นแพทย์ในโรง

พยาบาล  ซึ่งเธอคนนี้เองทำให้ Frank ตัดสินใจที่จะแต่งงาน เขาเดินทางไปที่บ้านของฝ่ายหญิงซึ่งพ่อเป็นทนาย

นั่นทำให้ Frank ตัดสินใจปลอมแปลงตนเองเป็นทนาย และตั้งใจจะใช้ชีิวิตที่เหลืออยู่อย่างสุขสงบ  แต่ FBI ไม่

ยอมให้เป็นเช่นนั้น เข้าบุกจับ Frank ในคืินวันแต่งงาน Frank จำเป็นต้องหนี และได้รู้ว่า หญิงสาวที่เขาหลงรัก

ไม่ได้เชื่อใจเขา  Frank จึงเริ่มหลบหนีอีกครั้งในฐานะนักบินและปลอมแปลงเช็คไปทั่วโลก หลังจากนั้น 5 ปี

Frank โดนจับที่ฝรั่งเศสดังที่กล่าวข้างต้น ส่วนตอนจบนั้นอยากให้ไปลองรับชมด้วยตนเอง

ภาพยนต์เรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอความเก่งของ Frank เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถ และ

ความพยายามในการทำสิ่งต่างๆ อย่างจริงจัง รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในด้านต่างๆ ของ Frank ที่เรา

สามารถนำมาปรับปรุงใช้ในชีวิตได้ เช่น ความช่างสังเกตุ  การจำ  ซึ่งตลอดชีวิตของ Frank นั้น ทำงานคนเดียว

ไม่มีพรรคพวก ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่เคยฆ่าหรือทำร้ายใคร ไม่เคยข่มเหงหรือทำร้ายเพศตรงข้าม เขาใช้

เพียงแค่ ความสามารถและความกะล่อนไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ หากท่านได้ลองชมภาพยนต์เรื่องนี้ ผมเชื่อว่า

จะได้รับแรงบันดาลใจในหลายๆด้าน   ภาพยนต์เรื่องนี้จะสะท้อนมุมมองของคนที่เคยอยู่ดีสุขีมีความสุขจนกระทั่ง

วันนึงเกิดถังแตกขึ้นมาภาระตกมาอยู่ที่ ลูก ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นทั้งหมด หากท่านได้มีโอกาสชมภาพยนต์เรื่องนี้ผม

อยากให้ลองสังเกตุพฤติกรรมและความพยายามของ Frank ในการโกง ท่านจะพบว่าการที่คนเราจะเก่งในเรื่อง

ใดเรื่องหนึ่งแค่พรสวรรค์อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องประกอบกับความพยายามและความขยันหมั่นเพียรและที่

สำคัญที่สุดคือความกล้า ภาพยนต์เรื่องนี้่เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าคนทุกคนเป็นคนเก่งได้แต่จะเก่งในแง่

มุมไหนนั้นขึ้นอยู่ที่เราเป็นคนกำหนดเอง

ดูหนังออนไลน์

Born On The Fourth Of July หนังดีที่ Tom Cruise พลาดรางวัลออสการ์

Born on the fourth of july

Born on the fourth of july

Born on the fourth of july ข้อเท็จจริง จาก ชีวิต ทหานที่เคยผ่านการรบ เวียตนาม เรื่องนี้ ออกฉายตั้งแต่ ปี

1989 ดูแล โดย โอลิเวอร์ สโตน นำแสดงโดย ทอม ครูซเป็น หนัง ที่ ปรับปรุงแก่ไขด้ดแปลง มาจาก หนังสือ ชีวิ

ความเป็นมา ของรอน โควิก สมัยก่อน ทหารที่เคยออกรบ เวียตนาม ซึ่ง ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น นักต้านทาน การรบ

แล้วก็เขา เกิด ในวันที่ 4 กรกฎา ซึ่งเป็นวันชาติ ของ อเมริกา พอดี

หนังเล่า ตั้งแต่ ชีวิต วัยเด็ก ของ โควิก ตามประสาเด็กๆ ที่ถูกใจ เล่นเป็นทหารกัน ตอนวัน ชาติ ของ อเมริกา มี

ขบวน ฉลอง รวมทั้งมีทหารที่เคยออกรบร่วม ขบวน เป็น ภาพ ที่ ฝั่งใจ เขา ต้องการ เป็น วีรบุรุษแบบ ทหานที่เคย

ผ่านการรบ พวกนั้น บ้าง เมื่อ ไปสู่ตอน วัยศึกษา เขาเป็น นักกีฬ มวยปล้ำ ของ รร. ตั้งใจ ฝึกฝน ตามประสา วัยรุ่น

ที่ ต้องการเก่ง ต้องการ ดัง เพียงพอ ใกล้ สำเร็จการศึกษา รร. นายทหารส่งทหารมา แนะแนว การศึกษาเล่าเรียน

ต่อ ที่ รร. นายทหาร และ แน่ๆลูกผู้ชาย แบบ เขา ไม่ พลาด อยู่ แล้ว ที่จะ เลือก ทาง ชีวิตนี้

จากนั้นหนัง ตัด มา เป็นช่วงเขา ถูก ส่ง ไปเวียตนาม เลย ใน บท แปลภาษาไทย บอกว่า เขา เป็น แค่นาย ทหาร

ชั้น ประ ทวน แม้กระนั้น จริงๆเขาเป็น นายร้อยนวิกโยธิน แล้วก็ดูเหมือนจะผิดดวง กับ การเป็นทหาร เขาจะต้อง

เจอ กับเรื่องเลวร้ายสำหรับในการ เป็น ทหาร อีกทั้งการฆ่า กลุ่ม ประชาชนเวียตนาม ที่ บริสุทธิ์ การ ยิ่ง เพื่อนฝูง

ทหาร ร่วมกัน เองตาย ใน ระหว่าง การประจันหน้า รวมทั้ง ที่ เลวทราม สุด เป็น เขาได้รับบาดเจ็บ จาก การรบ

กระทั่ง เป็น อัมพาต ตั้งแต่ตอนล่างลงไปตอน อยู่ ใน โรงพยาบาล ทหารที่เคยออกรบ ดูแล้ วน่า ตกอกตกใจ ว่า

โรงพยาบาล ทหารที่เคยออกรบ อเมริกา เพราะเหตุไร ห่วยถึงกับขนาดนั้น ทั้งยังเปรอะเปื้อน อุปกรณ์ ก็ขาด

ทหาร ที่ ป่วยไข้ก็แอบเสพ สิ่งเสพติด กัน มีพยาบาล ขายตัว ให้ กับ ทหาร ที่ เจ็บไข้ พวก พล เปล แอบเล่น การ

เดิมพัน กันไม่ใส่ใจ ดูแลคนเจ็บ

แต่โควิก ยังไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต ยังมุ่งมั่นที่จะเดินให้ได้และรักต่อประเทศชาติไม่เปลี่ยนแปลง ต่อมาเขาก็

เดินได้ โดยใช้ไม้เท้าทั้งสองข้างแทนขา แต่น่าเสียดายที่เขาใจร้อนไป เลยพลาดล้มขาหักซ้ำอีก หมดสิทธิ์ที่จะ

เดินได้ ต้องนั่งรถเข็นอย่างเดียว

เมื่อเขากลับบ้าน ต้องพบกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปมาก เป็นช่วงยุคของฮิปปี๊และการต่อต้านสงครามเวียตนาม

ในวันที่ กรกฏา ซึ่งเป็นวันชาติเขาได้ร่วมขบวนแห่ของเมืองในฐานะวีรบุรุษ แต่ไม่ได้รับการชื่นชมอย่างที่เขา

เคยเห็นในตอนเด็กๆ ผู้คนบางส่วนโห่ไล่ประท้วงสงครามกัน ภายในครอบครัวเขาเริ่มทะเลาะกับน้องชายที่เข้า

ร่วมการประท้วงสงคราม ในขณะที่เขาเอาแต่พูดถึงเรื่องการรักชาติเสียสละ “ถ้าไม่รักชาติก็ออกไปจากประเทศนี้”

(ประโยคนี้คุ้นๆ กับการเมืองไทยช่วงนี้) ส่วนน้องชายเขาก็อธิบายเหตุผลของการประท้วงว่าไม่อยากให้ส่งคน

อเมริกาไปรบให้เสียเลือดเนื้อ ไปรบ แล้วต้องกลับมาแบบสภาพพี่ชายเขาอย่างนั้นหรือ

ชีวิตเขาเริ่มแย่ลง เที่ยวเตร่เมามาย รู้สึกว่าไม่มีใครเห็นค่า อยากได้ร่างกายกลับคืนมาเป็นปกติ จนเริ่มทะเลาะมี

เรื่องไปเรื่อย ช่วงนี้น่าเห็นใจบทบาทของพ่อเขามาก ที่ไม่เคยปริปากว่าและพร้อมดูแลลูกชายทุกอย่าง ไม่

เหมือนกับแม่ของเขาที่ดูเหมือนจะยอมรับสภาพเขาไม่ได้ ทั้งที่เคยส่งเสริมผลักดันเขามาตลอดตั้งแต่เด็กให้

ทะเยอทะยาน ช่วงนี้ผมชอบฉากที่ทหารนาวิกโยธินคนหนึ่งพูดกับเขาว่าไปรบพิการกลับมาต้องนั่งรถเข็นใช่ว่าจะ

มาเรียกร้องให้คนสงสารเห็นใจ เราเป็นนาวิกโยธินต้องหยิ่งสู้ชีวิตเข้าไว้

เขาเปลี่ยนบรรยากาศชีวิตไปเที่ยวเม็กซิโก ที่รวมของเหล่าทหารผ่านศึกพิการ นอนกับหญิงบริการ(ก่อนหน้าเขา

ยังไม่เคยนอนกับผู้หญิงเลย) เขานึกว่าเธอจะรับสภาพเขาได้ แต่ก็ผิดถนัดพวกหญิงบริการทำเพื่อเงินเท่านั้น ไม่

ได้รักเขาจริง เขาเมาหนักมากขึ้น ทะเลาะกับเพื่อนทหารที่นั้งรถเข็นด้วยกัน จนคิดได้ว่าทำไมมาปล่อยชีวิตให้แย่

ขนาดนี้  เขาเริ่มชีวิตใหม่ โดยไปขอโทษต่อพ่อแม่และภรรยาของทหารที่เขายิงจนเสียชีวิต และร่วมขบวนการ

ประท้วงสงครามเวียตนามในสมัยประธานาธิบดีนิกสัน

ฉากจบเขาได้รับการให้ขึ้นปราศรัยต่อต้านสงครามต่อหน้าฝูงชน

เรื่องนี้ผมดูตั้งแต่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ส่วนดีวีดี ตอนนี้หายากหน่อย ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ในวันที่ ,ที่

ผ่านมา แต่ไม่ทัน

หนังสือชีวประวัติของเขามีการแปลเป็นภาษาไทย ผมเคยซื้อเก็บไว้ แต่ลอยไปกับน้ำช่วงหลายปีก่อนที่น้ำท่วม

หนักทั่วประเทศ

ช่วงสงครามอิรักครั้งแรก โควิก ออกโรงประท้วงสงครามเต็มที่เพราะกลัวจะซ้ำรอยกับสงครามเวียตนาม แต่ผิด

คาด สงครามสมัยใหม่เปลี่ยนรูปแบบการรบไป ทหารอเมริกาเสียชีวิตไม่กี่คนเอง

เรื่องนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนที่อยากเป็นทหารนะครับ ว่าชีวิตทหารจะไม่ใช่ สวมเครื่องแบบเท่ห์ หรือไปรบ

เป็นฮีโร่ กลับมาได้มีอำนาจเป็นใหญ่เป็นโต ถ้าต้องไปเจอกับสภาพแบบนี้จะยังรักชาติกันอยู่ไหม

เคยได้ยินเรื่องว่ามีทหารไทยคนหนึ่ง ไปรบขาขาดกลับมา ใส่ขาเทียมขี่มอเตอร์ไซด์ส่งของเลี้ยงชีพ วันหนึ่งโดน

รถเฉี่ยวล้มที่สี่แยก คนมามุงดูแล้วก็หัวเราะขำกัน นี่แหละครับชีวิตผู้เสียสละ

ส่วนเพื่อนผมอีกคนได้เป็นนายทหารจบจาก รร.นายทหารที่ทุกคนอยากเข้า แต่เป็นอะไรที่เพื่อนทุกคนถามว่า

ข้าศึกมาจะไว้ใจได้ไหม ส่วนผมสภาพร่างกายไม่อำนวยเกณฑ์ทหารเขาก็ไม่เอา พอร่างกายดีไปสมัครทหาร

พรานก็ไม่ได้อีก ทุกวันนี้เลยวัยได้แต่นั่งทำใจ หนทางที่เราจะช่วยเหลือประเทศชาติยังมีอีกหลายทาง

อีกประเด็นของหนังคือ สงครามไหนที่ควรส่งทหารไปรบ และรบด้วยวิธีแบบไหน เหมือนอย่างเช่นสงครามเวีย

ตนามทำไมคนอเมริกันประท้วงต่อต้าน แต่สงครามอิรักกลับไม่มีคนต่อต้านสักเท่าไร

ดูหนังฟรี

The Truman Show (1998) เมื่อทั้งชีวิตของเขาเป็นเพียงรายการทีวี

The Truman Show

The Truman Show

The Truman Show ออกฉายที่สหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1998 เข้าฉายในประเทศไทยในปลายปี

เดียวกัน นำแสดงโดย จิม แคร์รี, ลอร่า ลินนีย์, เอ็ด แฮร์ริส, นาตาชา แมคเอลฮอล กำกับการแสดงโดย ปีเตอร์

เวียร์

The Truman Show เล่าเรื่องของ ทรูแมน (im Carrey) หนุ่มน้อยที่ มีชีวิต แสนปกติ ในเมืองเล็กๆ บนเกาะอัน

สงบสุข ทรูแมน ไม่เคยฉงนใจ เลยว่าตามที่เป็นจริง แล้วชีวิต ของเขาตั้งแต่ เกิดขึ้นมา นั้น ถูกถ่ายทอด ผ่าน

โทรทัศน์ มีผู้ชม ทั้งโลก และ โลกที่ เขาอาศัยอยู่ เป็นเพียงแค่ โรงถ่ายหนังขนาดใหญ่ เพียงแค่นั้น จวบจน

กระทั่งวันหนึ่งมีสปอร์ตไลต์ ตกลงมาจาก ท้องฟ้าต่อด้วยเรื่องราว แปลกๆ ไม่ เข้าที่เข้าทาง มากมายก่ายกอง ที่

เริ่ม ทำให้ทรูแมน รู้สึก แหม่งๆ ไม่ว่าจะ เป็นวิทยุที่ รายงาน สถานะว่า ช่วงนี้เขา อยู่ตรงไหน ผู้คนที่ ดูเหมือนจะ

สนใจเขา เป็นพิเศษ หรือ ลำดับ การปรากฎตัว ของคนเรา ที่ เข้าออกฉากได้ เป็นจังหวะ เหลือเกิน เขา เริ่มสงสัย

กับ ที่ ที่เขาอยู่ บวกกับปรารถนา การเสี่ยงอันตราย ก็เลยตกลงใจหนี ออกมาจาก เมือง

ประเด็นหลักๆ ที่มองเห็นกันใน เรื่องนี้ เป็น รายการเรียลลิตี้ ซึ่งพูดได้ว่า เรียล มากมาย เพราะเหตุว่า มีทรูแมน

นี่แหละที่ ไม่ทราบ เลย ว่าตนเองเป็น เพียงแต่ ผู้แสดงหลัก ของรายการ โลก ที่เขา อยู่ก็ เป็นเพียงแต่ การเซ็ต

ฉากผู้คน ที่เขามี ความเชื่อมโยงด้วย ไม่ว่า จะเป็นบิดา แม่ เพื่อนฝูง ภรรยา ล้วนแต่เป็นดารา ทั้งหมด ไม่มี อะไร

บ้างที่อยู่ใน ชีวิต ทรูแมน ที่ เป็นความจริง เลยสักอย่าง เว้นเสียแต่ ตัวเขาเอง

ด้วยเหตุดังกล่าว ละ มั้ง ผู้ชม ถึงมีความสนใจ กับ รายการนี้ มากมายเนื่องจากมัน ไม่ใช่ การแสดงละครตาม

สคริปต์ แต่ว่ามันเป็น ชีวิตจริงของคน คนหนึ่งซึ่งไม่เคยรู้เลย ว่าเขา กำลังถูกเซ็ตฉาก ผู้ชมคงลุ้นไป กับ เรื่อง

ราวของ เขาที่เหล่า โปรดิวเซอร์ ช่วยเหลือกัน สรรสร้างรวมทั้ง แฮปปี้ กับ ทุกๆ ความประพฤติ ทุกๆอารมณ์

ความรู้สึก ของ เขาชีวิตจริง ของ ท รูแมน แปลงเป็น เพียงแค่ ความเพลิดเพลิน ของผู้ชมเพียงเท่านั้น

และเมื่อรายการจบไป ผู้ชมก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า “เปิดช่องอื่นดูซิ มีอะไรน่าดูอีกบ้าง”

ความบันเทิงจึงเป็นเพียงสิ่งที่มาแล้วก็ไป ไม่ได้อยู่อย่างจีรังยั่งยืน ผู้ชมที่ตอนแรกเชียร์ทรูแมน พอรายการจบ

เขาก็กลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

ดูไปแล้วจะสงสารทรูแมนมาก แล้วก็แอบสงสัยนะว่าในหนังนี่ไม่มีกลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชนเลยเหรอ ปล่อยให้

รายการออกอากาศมาตั้ง 30 ปีแน่ะ แต่เอาเป็นว่า รายการนี้ฮอตฮิตมาก คนดูกันแบบไม่ทำการทำงาน ส่วนทรู

แมนนั้นก็ไม่ได้รู้ตัวเลย เขาเชื่อว่าโลกที่เขาอยู่คือความจริง ไม่มีอะไรจริงไปกว่านี้อีกแล้ว ก็เหมือนเราๆ ที่เชื่อว่า

โลกที่เราอยู่คือความจริง ถ้าเกิดสมมติวันหนึ่งเราค้นพบว่าเมืองที่เราอยู่ ผู้คนที่เรารู้จัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆ

ล้วนแล้วแต่ปลอมล่ะ? เจ็บปวดน่าดูเลยว่าไหม

“We accept the reality of the world with which we’re presented. It’s as simple as that.”

นอกจากจะเป็นตัวสร้างความบันเทิงแล้ว ทรูแมนยังเป็นตัวเรียกตังค์

อีกสิ่งที่จิกกัดรายการทีวีได้ดีคือฉากต่างๆ ในหนังที่มีการโฆษณา ทั้งการแปะโปสเตอร์ การให้นักแสดงใช้

ผลิตภัณฑ์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งพูดโฆษณาสินค้าออกอากาศ ผสมไปกับสคริปต์เลย ซึ่งรายการก็คงได้เงินจากส

ปอนเซอร์เหล่านี้แหละ ยิ่งคนดูเยอะก็ยิ่งรับเละ ดูๆ ไปแล้วก็จุกเหมือนกันว่าชีวิตจริงๆ ของทรูแมน ดันกลายเป็น

พื้นที่โฆษณาของเหล่าแบรนด์ต่างๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย

และที่ตลกอีกอย่างคือ บางที ในสถานการณ์ที่ซีเรียสที่สุด นักแสดงก็ยังขายของกันได้แบบดื้อๆ คือทั้งขำทั้งอิ

หยังวะ ช่วยทำให้มันเรียลหน่อย อย่าหน้าเลือดตลอดได้มั้ย

ในหนัง บ่อยครั้งที่เราจะเจอซีนต่างๆ ซึ่งพยายามยับยั้งไม่ให้ทรูแมนมีความคิดอยากหนีออกไป ทั้งโปสเตอร์คำ

เตือนเรื่องภัยเครื่องบินตก, อุบัติเหตุล่องเรือในวัยเด็กที่พรากชีวิตพ่อ, การจัดอันดับที่บอกว่าเมืองที่ทรูแมนอยู่นั้น

ดีที่สุดในโลกแล้ว, การร่วมมือร่วมใจกันของนักแสดงที่คอยกันท่าไม่ให้ทรูแมนหนี ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้

เปรียบเสมือนกำแพงกั้นไม่ให้ทรูแมนจากไป โดยเฉพาะปมวัยเด็กเรื่องพ่อ ทำให้ทรูแมนกลายเป็นคนกลัวน้ำ ไม่

กล้าหนีออกไปจากเมืองที่เป็นเกาะ

เพราะทรูแมนนั้นมีความฝัน เขาอยากจะเป็นนักผจญภัย ไปในที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยไป เขามีความปรารถนาแรงกล้านี้

อยู่แล้ว สิ่งนี้คือแรงผลักดันให้เขากล้าทำในสิ่งที่ไม่น่าจะกล้าในที่สุด และได้ค้นพบความจริงแบบต่อหน้าต่อตา

จริงๆ ชีวิตของเราก็อาจจะคล้ายทรูแมนในแง่ที่ว่า มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นในชีวิตเรา ซึ่งเราล้วนแล้วแต่คิดว่านี่คือชีวิต

ของเรา เราควบคุมได้ เรามีความสุข เศร้า โกรธ เหงา ทุกอย่างเราควบคุมเอง แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเช่นนั้นรึเปล่า?

เราควบคุมได้จริงๆ เหรอว่าเราจะมีความสุขเมื่อไร ว่าเราจะโกรธใครไหม ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น? อันที่จริง

ชีวิตเราก็แทบจะคาดเดาไม่ได้เหมือนกัน บางคนอาจจะใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ ไหลไปเรื่อยๆ ตามกระแสสังคม

โดยไม่ได้ตั้งคำถามเลยว่าชีวิตนี้จริงๆ เราต้องการอะไร? ความฝันของเราคืออะไร? บางคนอาจจะไม่ได้ทำตาม

ความฝันจนกระทั่งวันตายด้วยซ้ำ

ในตอนจบ เป็นซีนที่ติดตราตรึงใจมาตลอด เมื่อทรูแมนล่องเรือชนกำแพงท้องฟ้า ทำให้เขารู้ความจริงว่านี่แหละ

คือจุดสิ้นสุดโลกของเขา ไม่มีท้องทะเลแผ่กว้างออกไปไกลกว่านี้อีกแล้ว ทรูแมนรู้สึกสิ้นหวังเสียใจ เขาตัดสินใจ

เดินลัดเลาะไปตามผนัง เดินขึ้นบันไดไปเจอกับประตูที่เขียนว่า “ทางออก” ตอนนั้นแหละที่เขาได้ยินเสียงจากคริ

สตอฟฟ์ โปรดิวเซอร์ของรายการ ดังมาจากท้องฟ้าราวกับเป็นพระเจ้า

ใช่ คริสตอฟฟ์อาจจะพูดถูก ทรูแมนสามารถมีชีวิตอย่างสุขสบายในโรงถ่ายทำหนัง ไม่ต้องลำบากลำบนอะไร แต่

ทรูแมนจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้จริงๆ น่ะหรือ? เหมือนเราจะได้ยินทรูแมนตะโกนอยู่

ในใจว่า “พอกันที” ไม่เอาแล้วละชีวิตที่สวยแค่เปลือกนอก ขอก้าวออกไปเผชิญโลกแห่งความเป็นจริงดีกว่า

แม้ว่าทางที่ออกไปจะมืด มองไม่เห็นอะไรเลยก็ตาม

ในตอนจบ เราไม่รู้ว่าชีวิตภายนอกโรงถ่ายหนังของทรูแมนเป็นอย่างไร หนังตัดจบไปแบบค้างๆ ต้องไป

จินตนาการกันเอาเอง เช่นเดียวกับรายการ The Truman Show ที่ทุกคนดูอยู่เช่นกัน

เว็บดูหนังฟรี

Moulin Rouge! ภาพยนตร์ที่กลับมาดูกี่ครั้งก็หลงรัก

Moulin Rouge เป็นภาพยนตร์เพลงเรื่องที่สาม

Moulin Rouge

Moulin Rouge เป็นภาพยนตร์เพลงเรื่องที่สาม ในภาพยนตร์ ชุดไตรภาค “The Red Curtain Trilogy” ของบาซ

เลอห์มานน์ ออกฉายในปี พ.ศ. 2544 เขียนบทโดยเลอห์มานน์ ดัดแปลงจากเรื่องของออร์ฟิอุสและยูริดิซี ใน

ตำนานเทพปกรณัมกรีก และจากอุปรากรเรื่อง La Traviata ของจูเซปเป แวร์ดี

ภาพยนตร์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 8 สาขา และได้รับรางวัลสองสาขา จากการออกแบบเครื่อง

แต่งกาย และการออกแบบฉาก โดยแคเทอรีน มาร์ติน (ภรรยาของเลอห์มานน์) และได้รับรางวัลลูกโลก

ทองคำ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ภาพยนตร์ตลกและเพลง) นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (นิโคล คิดแมน) และ

ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และได้รับรางวัลบาฟตา สาขานักแสดงประกอบชายยอดเยี่ยม (จิม บรอดเบนท์)

ภาพยนตร์ สไตล์ ละครเพลง เป็นเลิศ ใน หมวด ภาพยนตร์ ที่ มัก ถูก ตีค่ารวมทั้งเหมา รวม ว่ามี ความ เฉพาะ

กรุ๊ป แต่ละ เรื่องเพียงแต่ สะท้อนภาพลักษณ์ ของสั่งคม ใน ช่วง ที่ เดินเรื่อง ดั่งเช่นว่า Saturday NightFever ก็

มีความดิสโก้สมัย 70s หรือ Singin’ in the Rain ของ จีนเคลลี่ ก็สมัย 50s ซึ่งพอกลับมาดู ขณะนี้ ก็อาจมีความ

รู้สึก ที่ว่าประเด็นนี้ มัน สมัย บิดามารดา พวกเรา มากมาย’ แต่ว่ากับ MoulinRouge! แม้เรื่อง จะเลียนแบบ

สถานะการณ์ ปี 1899 ใน เขต มงต์ มาตร์ ของ กรุงปารีส พร้อม รูปร่างหน้าตาสไตล์การแต่งตัว ที่ คน ปัจจุบันนับ

ว่าเป็น คอ สตู ม แฟนซีไป แล้ว แม่กระนั้น หนัง กลับ รู้สึก ร่วมยุค และก็เท่สุดๆ ครั้งใดก็ตาม ได้ มอง แถม อาร์ต

ไดเรก ชัน ก็ นับว่า เยี่ยมที่สุดและมีความสดใหม่ ด้วยเหตุว่า เรื่องไม่ได้ ถูก ด้ดแปลงปรับปรุงแก่ไขหรือรี เมก

จากที่เคยมี มา แล้ว ซึ่ง หลายท่าน อาจมี มาตรฐาน หรือมีภาพในหัว

Moulin Rouge! เป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 3 ในชีวิตของบาซที่เขาเขียนและกำกับเองโดยใช้หลากหลายเรื่องราว

และแรงบันดาลใจในการสร้างหนังเรื่องนี้ เช่น ประสบการณ์การไปประเทศอินเดีย โอเปราเรื่อง La traviata ที่

ดัดแปลงจากนิยาย La Dame aux Camélias ของนักเขียน อเล็กซานเดอร์ ดูมาส์ ฟิลส์ มาอีกที และละคร

โศกนาฏกรรมของกรีกเรื่อง Orpheus and Eurydice

ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายครั้งแรกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ในปี 2001 และเพราะความสำเร็จของสอง

ภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ของเขา Strictly Ballroom (1992) และ Romeo + Juliet (1996) จึงทำให้ Moulin

Rouge! ได้ทุนสร้างสูงถึง 52 ล้านเหรียญสหรัฐ และใช้เวลาถ่ายทำเกือบ 1 ปีเต็มในช่วงปี 1999-2000 ที่เมือง

ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ก่อนที่จะล่วงเลยตารางการถ่ายทำและต้องยกกองไปถ่ายส่วนที่เหลือที่เมืองมาดริด

ประเทศสเปน เพราะภาพยนตร์ Star Wars: Episode II – Attack of the Clones ได้จองสตูดิโอที่ซิดนีย์ต่อไว้

แล้ว

สำหรับนักแสดงนำใน Moulin Rouge! ก็ถือว่ามีการออดิชันหลายคน เริ่มจากบทนางเอก ซาติน ที่ตอนแรก แค

เธอรีน ซีตา-โจนส์ เป็นหนึ่งในตัวเก็งสำหรับบทนี้ ส่วนด้านนักร้องสาว คอร์ตนีย์ เลิฟ ก็ถึงขั้นยอมให้บาซใช้

เพลง Smells Like Teen Spirit ของวง Nirvana หากเธอได้บทนี้ (เธอเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ หลังสามี เคิร์ต โค

เบน เสียชีวิต โดยตอนหลังแม้ไม่ได้บท แต่เธอก็ยอมให้ใช้เพลง) สุดท้ายเป็น นิโคล คิดแมน ที่ได้บทนี้ไป และ

ทำให้นิโคลได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงในปี 2002

ด้านตัวละครเอกฝ่ายชาย คริสเตียน ก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่นักแสดงฮอลลีวูดชายหลายคนฟาดฟันกัน

เพื่อที่จะได้มา ซึ่งไม่แปลก เพราะชื่อเสียงที่ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ได้จากเรื่อง Romeo + Juliet ก็ถือว่าถล่ม

ทลาย ซึ่งลีโอนาร์โดเองก็เข้าร่วมออดิชันเหมือนกัน แต่ตอนหลัง ยวน แม็กเกรเกอร์ ก็ได้บทนี้ไป และเฉือน

เอาชนะคู่แข่งสำคัญอย่าง ฮีธ เลดเจอร์ และเจค จิลเลนฮาล

หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ Moulin Rouge! ประสบความสำเร็จและอยู่ในใจหลายๆ คนก็คือเพลงที่ถูกคัดสรรมา

ใช้ในภาพยนตร์ โดยบาซได้นำคอนเซปต์ Jukebox ที่เอาเพลงในกระแสหลักที่เราคุ้นเคยทั้งในหมวดร็อก ป๊อป

อาร์แอนด์บี ละติน และแดนซ์มายำร่วมกันและรีมิกซ์เป็นเวอร์ชันใหม่ๆ ที่ฟังแล้วยังคงรู้สึกร่วมสมัยทุกวันนี้ ซึ่ง

รายชื่อศิลปิน เช่น Fatboy Slim ในเพลง Because We Can, เดวิด​ โบวี่ ในเพลง Nature Boy และสำหรับเพลง

เมดเลย์ Elephant Love Medley ก็มีการนำเพลงอย่าง All You Need Is Love ของ The Beatles, Pride ของ

U2 และ Your Song ของเอลตัน จอห์น มาใช้

แต่สำหรับสองเพลงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็ต้องเริ่มด้วยเพลงบัลลาด Come What May ที่ร้องโดยคู่

พระนางของเรื่อง ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งเพลงดูเอ็ตคลาสสิกไปแล้ว แต่เสียดายที่ไม่สามารถเข้าชิงสาขาเพลง

ประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ เพราะมีกฎว่าเพลงจะต้องถูกแต่งเพื่อใช้สำหรับภาพยนตร์เรื่องนั้น

โดยเฉพาะ ซึ่ง Come What May ในครั้งแรกแต่งไว้ให้ภาพยนตร์ Romeo + Julie

หนัง hd

Drive หนังอาร์ทเฮ้าส์ผสมผสานทั้ง ดราม่า และ แอ็คชั่น

Drive เรื่องราวของ สตันท์แมน มือเก๋า

Drive

Drive เรื่องราวของ สตันท์แมน มือเก๋า ที่ได้รับบท ยากๆ ใน หนัง ฮอลลีวู้ต หลาย เรื่อง ไม่ว่าเขา ต้องโดน ยิงรถ

คว่ำ หรือ โดนรถชนเขา ก็ผ่านมา ได้ ทั้งหมด แม้กระนั้น นั้น เป็นเพียงแค่ งานว่าง ทำเล่นๆ ของ เขา เนื่องจาก

งานจริงๆ ของเขา เป็น การขับ รถยนต์ พา ขโมย นั้น หนี ตำรวจ ภายหลังที่ ขโมย พวกนั้น ไป ชิงทรัพย์ บ้าน

บุคคลอื่น เสร็จแล้ว แม้กระนั้น วันนึงเขา ก็ดันไป ตกหลุกรัก แม่ สาวสวย อย่าง ไอรีน แล้วก็ได้รับรู้ว่า ผัว ของคุณ

กำลังเจอปัญหา ทางด้านการเงิน เกี่ยวกับ หนี้สิน ที่เขา เคยติด เอาไว้ใน เรือนจำก็เลยสมัครใจ จะ พาผัว ของ

คุณ ไป ชิงทรัพย์ โรงจำนำ แต่ว่า แล้วแผนกลับ ซ้อน แผน เมื่อ คู่ปรับ ของผัว ไอรีน กลับ ฆ่าผัว ของเขาซึ่งๆหน้า

เขาก็เลยไม่มีวัน เลือก นอกเหนือจากที่จะล้างแค้นให้ไอรีน

Drive กำกับการแสดงโดย Nicolas Winding Refn ภายหลังจากเคย ควบคุม หนัง แนว อัตประวัติ นักมวยย่ำแย่

อย่าง Bronson และก็ทหารดุร้าย ฝ่า ชั่วร้าย อย่าง Valhalla Rising แม้กระนั้น ดูอย่างกับว่าที่จะ ทำให้ ผู้กำกับ

คน นี้ ดังเป็นดอกไม่ไฟ แตก พร้อมทั้งได้รับ การโฆษณา ในไทย มาก คงจะ หนี้ ไม่ พ้น หนัง ซิ่ง รถยนต์อย่าง

Drive ที่ได้รับ ข้อวิพากษ์วิจารณ์ ในด้าน บวก กระทั่ง ผู้กำกับ ลอย กัน อย่างยิ่งจริงๆ (ซึ่งผู้กำกับได้ ให้ชี้แจงใน

งาน รอบ สื่อ ไว้ ว่า ผู้แสดงของ ไรอัน กอ สลั่ง นี้ จะเป็นราวกับ ผู้แทน อารมณ์ ของ ผู้กำกับ อย่างยิ่งจริงๆ)ซึ่ง ใน

ด้าน ที่ Drive สามารถ ทำเป็น เสร็จ เลย เป็น ด้าน ของ อารมณ์เหงาหงอย สันโดษ แต่ว่าดุและก็พร้อมจะ ระบาย

ทุกครั้งผ่านผู้แสดง นักซิ่ง ของ ไร อัน กอสลิ่ง ที่จัดว่า การแสดงรวมทั้งหน้าทีของ เขา ดูเหมือนจะ ช่วย ค้างแรก

เตอ ร์ The Driver ได้ดีมากๆเลยทีเดียว อีกทั้ง จาก แววตา และก็ อารมณ์ ของหนัง

ที่ทำให้เราอดคิดถึง หนังเหงาต้นตำรับอย่าง Lost In Translartion ได้เลยทีเดียว แต่กลับเป็นเวอร์ชั่นที่ ดุ เดือด

และ เถื่อน ยิ่งกว่า รวมเข้ากับความเป็นสไตล์ อาร์ทเฮ้าส์ ของผู้กำกับ ที่ถือว่าช่วยยกระดับหนังเรื่องนี้ได้มากกว่า

70% เลยทีเดียว เพราะไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ เพลงประกอบ และอารมณ์ของตัวละครหลักทั้งหลาย ที่มา

พร้อมกับความนิ่ง เงียบ และ สุขุม ก็ต่างทำให้หนังเรื่องนี้นั้นดู สนุก และ ไม่น่าเบื่อ โดยเฉพาะด้านส่วนของ ความ

อาร์ท ที่ต้องบอกว่า ยกให้ผู้กำกับทั้ง 10 นิ้วเลยก็ว่าได้ เพราะทั้งการจัดแสงสี และ การถ่ายภาพ ที่ไม่แปลกใจ

ทำไมเขาถึงได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเมืองคานส์

และ ที่ต้องขอชมด้านผู้กำกับเลยคือ การปลดปล่อย สิ่งที่เรียกว่า สัญชาติญาณดิบ ของมนุษย์ ออกมาได้อย่างดุ

เดือด ดิบ และเถื่อน ที่เรียกได้ว่าต้องมีอยู่ในตัวทุกคนแน่ๆ แม้แต่คนเหงาๆ เงียบๆ อย่าง Driver ในหนังเรื่องนี้

ก็ตาม โดยในด้านของ ความดิบ ที่ผู้กำกับถ่ายทอดออกมาก็ถือว่าไม่ต้องมีอะไรให้อธิบายให้มากความนักหรอก

ไปดูในหนังทุกคนก็คงเกทกันหมดแน่นอน แถมในตอนจบผู้กำกับยังตบหน้าคนดูด้วยประเด็นแฝงประมาณว่า

‘คนเรา อะไรที่มันง่ายๆไม่ค่อยชอบทำ อะไรที่ยากๆหน่ะชอบนักเชียว’ , แต่สำหรับในข้อเสียของ Drive นั้น อาจ

จะไม่เรียกว่าข้อเสียก็ได้สักทีเดียว เพราะสำหรับ Drive

เอาเข้าจริงๆนั้นมันคือหนัง ดราม่า ที่มีฉาก แอ็คชั่น มาเป็นของแถมมากกว่า เพราะฉะนั้นท่านผู้อ่านคนใดเห็นจาก

ตัวอย่างแล้วคิดว่าหนังเรื่องนี้จะมันส์ และ บ้าคลั่ง ก็ขอให้คิดใหม่เพราะว่า Drive เป็นหนังดราม่า นิ่งๆ ขาย

บรรยากาศและอารมณ์อาร์ทเฮ้าส์ พร้อมกับการแสดงสุดเท่ และ เดือด ของพระเอกหนุ่ม ไรอัน กอสลิ่ง ซะ

มากกว่าจะมาขายฉากแอ็คชั่นขับรถสุดเท่เหมือนแนวหนังระห่ำอย่าง Fast Five (ที่ต้องยก Fast Five มาเพราะมี

ข่าวว่าผู้หญิงที่เมืองนอกคนนึง ถึงกับไปฟ้องร้องหนังเลยทีเดียวว่าตัดต่อตัวอย่างทำให้เจ๊เขาเข้าใจผิดนึก ว่าจะ

มันส์เหมือนหนังรถแข่ง Fast Five / ไว้อาลัย 1 นาที)

โดยสรุป แล้วนั้น Drive ถือว่าเป็นหนังดราม่า ผสมแอ็คชั่น ที่ถือว่าทำออกมาเข้าท่า และ ดูสนุก ไม่น่าเบื่อ แต่

ปกคลุมไปด้วยความ อาร์ท และบรรยากาศ การถ่ายภาพ ที่ต้องเรียกได้เลยว่าทุกอย่างลงตัวไปหมด สุดยอดหนัง

แห่งปีเลยก็ว่าได้ เพียงแต่ว่าหนังไม่ค่อยแอ็คชั่นเหมือนตัวอย่างเท่านั้นเองแหละครับ

ดูหนังออนไลน์ hd

บ้านทรงกระถาง ปลูกต้นไม้ไว้ข้างบน

บ้านคอนกรีตมี Roof Garden

บ้านคอนกรีตมี Roof Garden

บ้านคอนกรีตมี Roof Garden ภายใต้การเปลี่ยนเป็น เมือง อย่างรวดเร็ว ทำให้เมือง ใหญ่ ใน

เวียดนาม ซิตี้ กราม บ้านเรือน มาแทนที่ ธรรมชาติ สภาพ บริบท จึ่งแปรไปจาก เดิมที่ เคยเป็น

หลักที่ ที่ อุดมด้วยป่า เขตร้อน อย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น ใน โฮจิมินห์ ซิตี้ มีพื้นที่ป่า ที่

ปกคลุมด้วย ต้นไม้เหลือเพียงแค่ 0.25% ของ ทั่วทั้งเมือง สำเร็จ ให้คนสมัยใหม่ ใน เขตเมือง

สูญเสียการเชื่อมต่อ กับ ธรรมชาติ งาน สถาปัตยกรรม ใหม่ๆ ก็เลย เน้นย้ำแปลความหมาย ที่อยู่

ที่อาศัยให้มี พื้นที่สำหรับต้นไม้ จากที่เคยเว้น พื้นที่ ปลูก บริเวณ ก็ แปรไป ปลูกภายใน ตัวตึก

หรือ บนดาดฟ้า ให้บ้าน กับ ต้นไม้ ใกล้ชิดกัน อย่างแนบสนิท

ความพากเพียร ของ คนเขียนแบบ ที่จะ เปลี่ยน เหตุการณ์ ในเวียดนาม ที่กล่าวไป แล้ว นี้ เริ่ม

ด้วย การวางแผน สำหรับในการ นำ พื้นที่ สี เขียวกลับ เข้ามาในเมือง ผ่าน แผนการ House for

Trees บ้าน ที่ตั้งอยู่ใน เขต Tan Binh หนึ่ง ในย่านที่อยู่อาศัย ที่ หนาแน่น ที่สุด ใน โฮจิมินห์

ซิตี้ ซึ่งมีบ้านหลังเล็กๆ เยอะแยะรวมตัวกัน ที่ตั้งแผนการอยู่ภายใน สุด ไม่มีทาง ออก ทาง อื่น

ใน บริเวณ ชานเมืองนี้ ก็เลยสามารถเข้าถึงได้ โดย ทางเดิน เล็กๆ เพียงแค่นั้น แผนการบ้าน

ต้นแบบนี้ มี งบประมาณ จำกัด ก็เลยเลือก ตัวตึกเป็น คอนกรีต โชว์ ผิว มองเห็น เส้นริ้วลาย ลูก

ที่นอน โชว์ แม่แบบ ดิบๆ ติดต่อสื่อสาร แต่ละ ฟังก์ชัน อย่างไม่อ้อมค้อมตึก ภายใน พื้นที่ ทั้งปวง

มี ตึกทรง กล่อง คอนกรีต ห้า กล่อง เมื่อดู จากข้างบน จะ มีความคิดเห็นว่า ลักษณะ ตึก ดีไซน์

มาให้เป็น “กระถาง” ใบยักษ์ ที่ ปลูก ต้นไม้เขตร้อน ขนาดใหญ่ อยู่ บน ยอด เมื่อ มองดู จาก มุม

สูง ลงมา จะ เห็นที่ อาศัยอยู่ ที่ มีความหนาแน่น สูง กลับ แทรก ด้วย ต้นไม้สี เขียว ที่ เชิญชวน

ให้กระชุ่มกระชวย ตา เหมือน ยกป้า กลับ เข้ามาสู่เมือง อีกรอบ

การวาง แบบแปลน ตึก ทั้งยัง ห้า จำเป็นที่จะต้อง จัด ให้ กับ ทรง ของไซต์ โดยวางกระจายตัว

ล้อมพื้นที่ว่าง เพื่อ สร้าง เป็นคอร์ท ยาร์ดเล็กๆกึ่งกลาง แต่ละกล่องเจา: ฝ่าผนัง ตึก เป็น ช่อง

ขนาดใหญ่ เปิด ออกสู่ลาน พร้อม ประตู กระจกขนาดใหญ่ แล้ว ก็ หน้าด่าง ที่ เปิด ใช้งาน เพื่อ

เพิ่ม แสงสว่างธรรมชาติ และก็ การถ่ายเทอากาศ ปกป้อง พื้นที่ ด้านในจาก การ ระบาย ความ

ร้อน ในขณะ ยังคง ปิด ด้าน อื่นๆ เพื่อ ความเป็นส่วนตัว แล้วก็ความปลอดภัย

พื้นที่ ศูนย์กลาง อย่างเช่น ร้านอาหาร รวมทั้ง หอสมุด ตั้งอยู่ ที่ ด้านล่างข้างบนรองรับ พื้นที่

ส่วนตัว อย่าง ห้องนอน รวมทั้ง ห้องสุขา ที่ เชื่อมต่อผ่าน สะพาน ที่ ทำมาจากเหล็ก ลาน กลาง

บ้าน แล้วก็ สวน ที่ ร่มรื่น ด้วยต้นไม้ข้างบน ดาดฟ้า เปลี่ยนเป็น ส่วนหนึ่งส่วนใด ของพื้นที่

ใช้สอยของ บ้าน ทั้งยังด้นล่างรวมทั้งข้างบน เบลอ ชายแดน ระหว่าง ข้างในรวมทั้ง ข้างนอก

บ้าน ให้ บ้าน มี วิถีชีวิต เขตร้อน ที่อยู่ ร่วมกับ ธรรมชาติสนิทสนมกว่าที่เคย

สถาปนิกเน้นใช้วัสดุท้องถิ่นและวัสดุธรรมชาติ เพื่อลดต้นทุนและลดปริมาณการปล่อยก๊าซ

คาร์บอนไดออกไซด์ ผนังภายนอกทำจากคอนกรีตโชว์แบบหล่อที่ทำจากไม้ไผ่ ในขณะที่อิฐก็มี

แหล่งที่มาจากช่างในท้องถิ่น ที่ผู้อยู่อาศัยจะสัมผัสกับความเรียบง่ายทันสมัย ความอุ่นใจกับตัว

ตนดั้งเดิม ไปพร้อม ๆ กับความสดชื่นจากต้นไม้ที่ให้ประสบการณ์แปลกใหม่ในการใช้ชีวิต

สถาปนิก : การปลูกต้นไม้จัดสวนบนหลังคาดาดฟ้า หรือ roof garden  จำเป็นต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่การออกแบบ เนื่องจากการปลูกต้นไม้บนหลังคาต้องคำนวณน้ำหนักดิน ต้นไม้ และน้ำ หากหลังคาไม่แข็งแรงพอจะทำให้บ้านเสียหายได้ รวมถึงระบบการกันซึมและระบายน้ำต้องทำอย่างดีเพื่อป้องกันการรั่วซึม

ไคลเวิร์ตซบนีซยืมตัวหนึ่งปีพ่วงอ็อปชั่นซื้อขาด

โรม่า ปล่อย จัสติน ไคลเวิร์ต

โรม่า

โรม่า ปล่อย จัสติน ไคลเวิร์ต ย้ายไปเล่นกับ นีซ ด้วยสัญญายืมตัวหนึ่งปีหลังเคยเล่นกับ แอร์เบ ไลป์ซิก ในรูปแบบยืมตัวฤดูกาลที่ผ่านมา

ฟาบริซิโอ โรมาโน่ กูรูตลาดนักเตะชาวอิตาเลียนรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า โรม่า ตกลงปล่อย จัสติน ไคลเวิร์ต แนวรุกชาวดัตช์ย้ายไปเล่นกับ นีซ ด้วยสัญญายืมตัว 1 ปีพ่วงอ็อปชั่นเซ็นถาวร ซึ่งเป็นสโมสรที่ 4 ในรอบ 3 ปีของแข้งวัย 24 ปี

จัสติน ลูกชายของ พาทริค ไคลเวิร์ต ตำนานกองหน้าทีมชาติเนเธอร์แลนด์ส ฉายแววเด่นกับ อาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัม ก่อนตัดสินใจย้ายมาค้าแข้งกับ โรม่า ในช่วงซัมเมอร์ปี 2018 แต่แนวรุกชาว

ดัตช์ต้องดิ้นรนตลอด 2 ซีซั่นแรกเนื่องจากการบาดเจ็บและฟอร์มตก จนกระทั่งทีมหมาป่าปล่อยไปเล่นกับ แอร์เบ ไลป์ซิก ด้วยสัญญายืมตัวในซีซั่น 2020-2021 ตลอด 3 ฤดูกาลหลัง ไคลเวิร์ต ยิงเพียง 13 ประตูจากการลงเล่น 95 นัด

อย่างไรก็ตาม ไคลเวิร์ต ยังอายุเพียง 22 ปี เขายังมีโอกาสพลิกชะตาฟื้นฟูอาชีพค้าแข้งของตนเองในการย้ายไปเล่นกับ นีซ ด้วยสัญญายืมตัวหนึ่งปี ซึ่งเป็นนักเตะใหม่คนที่ 4 ในช่วงซัมเมอร์นี้ของทีมยุค คริสตอฟ กัลติเย่ร์ ต่อจาก ฌอง-แกลร์ก โตดิโบ, คัลวิ่น สเตงก์ส และ เมลวิ่น แบร์ด