หุ้นยุโรปปิดบวก 0.46% รับผลประกอบการสดใส-เฟดส่งสัญญาณตรึงดบ.ต่ำ

หุ้นยุโรป : หุ้นยุโรปปิดบวก 0.46% รับผลประกอบการสดใส-เฟดส่งสัญญาณตรึงดบ.ต่ำ

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเมื่อคืนนี้ (11 ก.พ.) ขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน และจากการที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน

ดัชนี Stoxx Europe 600 ปิดตลาดที่ระดับ 411.35 จุด เพิ่มขึ้น 1.88 จุด หรือ +0.46%

ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 6,528.72 จุด เพิ่มขึ้น 4.36 จุด หรือ +0.07%, ดัชนี DAX ปิดที่ 14,040.91 จุด เพิ่มขึ้น 107.94 จุด หรือ +0.77% และดัชนี CAC 40 ปิดที่ 5,669.82 จุด ลดลง 0.98 จุด หรือ -0.02%

ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นขานรับถ้อยแถลงของนายพาวเวลในงานเสวนาของสมาคมเศรษฐกิจแห่งนิวยอร์กเมื่อวันพุธว่า เฟดต้องการเห็นตัวเลขการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ก่อนที่จะตัดสินใจปรับลดวงเงินในโครงการซื้อสินทรัพย์มูลค่า 1.20 แสนล้านดอลลาร์ต่อเดือน พร้อมกับย้ำว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน

ในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้ นายพาวเวลได้ปฏิเสธแนวคิดที่ว่า ความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ โดยกล่าวว่า “ที่ผ่านมานั้น อัตราเงินเฟ้อปรับตัวลงอย่างมาก และเพิ่งจะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา” พร้อมกับย้ำว่า ในการรับมือกับความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานนั้น เฟดจะไม่ดำเนินนโยบายคุมเข้มด้านการเงินเพียงอย่างเดียว

หุ้นธนาคารเครดิต อากริโคลของฝรั่งเศส พุ่งขึ้น 4.9% หลังจากธนาคารเปิดเผยผลประกอบการที่ดีเกินคาดในไตรมาส 4/2563 และได้ปรับลดการกันสำรองการขาดทุนด้านสินเชื่อ

หุ้นรอยัล เมล พุ่งขึ้น 4.9% ขณะที่หุ้นเร็กเซล ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานของฝรั่งเศส ดีดตัวขึ้น 6.8% หลังจากทั้งสองบริษัทเปิดเผยผลประกอบการที่ดีเกินคาดในไตรมาส 4/2563 ufabet

“หุ้นยุโรป”ความน่าสนใจที่หลายคนมองข้าม

“ไปลงทุนในหุ้นยุโรปกันเถอะ” เชื่อว่าหลายคนที่ได้ยินประโยคนี้ คงนึกส่ายหน้าอยู่ในใจและแทบจะอุดหูไม่อยากฟังต่อ เนื่องจากยังคงมีมุมมองในเชิงลบต่อปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในยุโรป

แต่หากเรามองลึกเข้าไปในตัวตลาดหุ้นยุโรปเอง จะพบว่า แม้กระทั่งในปีที่เศรษฐกิจยุโรปหดตัวลงอย่างในปี 2555 ตลาดหุ้นยุโรปกลับสามารถปรับตัวขึ้นมาเป็นบวกได้เกือบ 20% หรือแม้กระทั่งในปีนี้เอง ที่คาดว่าเศรษฐกิจยุโรปน่าจะยังคงเป็นอีกปีที่ติดลบ แต่ตลาดหุ้นยุโรปตั้งแต่ต้นปีกลับปรับตัวขึ้นมาได้กว่า 8% (ข้อมูล ณ 2 ส.ค. 2556)

โดยทั่วไปแล้ว ดัชนีหุ้น เป็นหนึ่งในตัวชี้นำเศรษฐกิจ หรือที่เรียกกันว่า Leading Indicator ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกทิศทางแนวโน้มของเศรษฐกิจในอนาคต นั่นหมายความว่า เมื่อมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น ตลาดหุ้น มักจะปรับตัวขึ้นนำไปก่อน (แม้ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจอาจจะยังไม่ดีก็ตาม)

ในกรณีของยุโรป จะเห็นได้ว่า แม้เศรษฐกิจยุโรปในปี 2556 นี้ จะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เมื่อเทียบกับปี 2555 ก็นับว่ามีภาพรวมที่ดีขึ้น ดังนั้น เมื่อตลาดคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรปในปีที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้น ในเมื่อดัชนีหุ้นเป็นหนึ่งในดัชนีชี้นำที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจ จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า แล้วปีหน้าเศรษฐกิจยุโรปจะเป็นอย่างไร และจะส่งผลต่อการลงทุนในปีนี้อย่างไร

แม้ว่าเศรษฐกิจของยุโรปในภาพรวมจะยังคงเติบโตได้ค่อนข้างช้า ขณะที่การแก้ไขปัญหาหนี้ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่ก็เชื่อได้ว่าเศรษฐกิจยุโรปน่าจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว และน่าจะมีแนวโน้มที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยุโรปในปี 2556 ซึ่งจะหดตัวลง-0.60% นั้น จะสามารถกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ 0.90% ในปี 2557 ขณะที่ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของยุโรป ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาอยู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี รวมไปถึงดัชนีราคาภาคการผลิตหรือ PMI ซึ่งใช้ชี้วัดปริมาณธุรกิจทั้งในภาคผลิตและภาคบริการ ซึ่งได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันหลายเดือน โดยล่าสุด ปรับขึ้นมาแตะระดับเหนือ 50 จุด ซึ่งแสดงถึงการขยายตัวในภาคธุรกิจเป็นครั้งแรกในรอบ 18 เดือน

นอกจากนี้ นโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งเริ่มผ่อนคลายความเข้มงวดในการคุมการขาดดุลงบประมาณของประเทศสมาชิกลงเพื่อให้การบริโภค การลงทุน และการส่งออกของประเทศสมาชิกได้ฟื้นตัวขึ้นมา รวมถึงการคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมา 0.25% ในเดือน พ.ค. 2556 มาอยู่ที่ระดับ 0.50% ก็เป็นปัจจัยเสริมอีกแรงที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจยุโรปสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงแผนการจัดตั้ง “สหภาพการธนาคาร” โดยเชื่อว่าน่าจะจัดตั้งได้สำเร็จในปี 2557 นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าในการจัดตั้งกองทุนที่จะตั้งขึ้นเพื่อใช้ป้องกันเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต่อสถาบันการเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดผลกระทบจากความเสี่ยงระหว่างเศรษฐกิจ ฐานะการคลังและฐานะของสถาบันการเงิน ออกจากกันอย่างชัดเจน

จะเห็นได้ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปในอนาคต เริ่มส่งสัญญาณที่ดี จึงไม่น่าแปลกใจว่า ตลาดหุ้นยุโรปในปีนี้ ได้เริ่มทยอยปรับตัวขึ้นมาก่อนแล้ว ซึ่งหากพัฒนาการและความคืบหน้าในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปสามารถแก้ไข และเติบโตได้อย่างต่อเนื่องตามที่ได้กล่าวไว้ ก็จะทำให้ตลาดยุโรปเป็นอีกตลาดทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าระดับราคาหุ้นของตลาดยุโรปปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ คือซื้อขายกันที่สัดส่วนราคาต่อกำไรหรือพีอี ประมาณ 12 เท่า ขณะที่ค่าเฉลี่ย 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 13.9 เท่า นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนยุโรปรายใหญ่ มักจะเป็นบริษัทข้ามชาติ ที่ไม่ได้มีรายได้จากในประเทศยุโรปเพียงอย่างเดียว โดยจากการศึกษาของมอร์แกนสแตนเลย์ พบว่าบริษัทยุโรปที่อยู่ในดัชนีหุ้น MSCI World Index มีรายได้จากนอกประเทศถึงกว่า 50%

ดังนั้น แม้ภาวะเศรษฐกิจยุโรปจะยังไม่ฟื้นอย่างเต็มที่ แต่เศรษฐกิจโลกในภาพรวม ยังสามารถขยายตัวได้ ซึ่งก็จะส่งผลบวกต่อผลประกอบการของบริษัทยุโรป และนำส่งไปถึงผลการดำเนินงานของหุ้นยุโรปเช่นเดียวกัน

บอร์ด KTC ไฟเขียวซื้อหุ้น 75.05% ในเคทีบี ลีสซิ่ง ต่อยอดธุรกิจสินเชื่อ

บอร์ด KTC ไฟเขียวซื้อหุ้น 75.05% ในเคทีบี ลีสซิ่ง ต่อยอดธุรกิจสินเชื่อ

นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. บัตรกรุงไทย (KTC) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ วานนี้ (10 ก.พ.) ได้อนุมัติให้บริษัทฯ เข้าลงทุนในบริษัท กรุงไทยธุรกิจ ลีสซิ่ง จำกัด หรือ “เคทีบี ลีสซิ่ง” ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ในเครือธนาคารกรุงไทย ด้วยการซื้อหุ้นสามัญจำนวนทั้งสิ้น 75,050,000 หุ้น คิดเป็น 75.05% มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท ในราคาหุ้นละ 7.92 บาท คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 594.396 ล้านบาท ซึ่งมีเงื่อนไขการปรับปรุงราคาซื้อขายหุ้นในภายหลังให้เป็นไปตามมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สิน ในขณะที่ธนาคารกรุงไทยยังคงถือหุ้นในสัดส่วน 24.95% โดยจะนำเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นในเดือนเมษายน 2564 เพื่อขออนุมัติเข้าทำรายการดังกล่าว โดยจะต้องได้รับมติอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน โดยไม่นับคะแนนเสียงในส่วนของผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสีย และ ธนาคารกรุงไทยจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับธนาคารแห่งประเทศไทยต่อไป

“เหตุผลในการเข้าซื้อ “เคทีบี ลีสซิ่ง” ในครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต มีสาขาบริการตั้งอยู่ในหัวเมืองหลักของทุกภูมิภาคในไทย และสามารถทำธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่งทุกประเภท ซึ่งจะช่วยเติมเต็มและสร้างโอกาสให้เคทีซีสามารถแตกไลน์ธุรกิจสินเชื่อที่มีหลักประกันได้กว้างขวาง ครอบคลุมและครบวงจรมากขึ้น ต่อยอดจากสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ “เคทีซี พี่เบิ้ม” เพื่อให้ทำธุรกรรมได้ครบวงจร ซึ่งเคทีซีได้เริ่มเบนเข็มทำธุรกิจสินเชื่อมีหลักประกันเมื่อปลายปี 2563 ที่ผ่านมา”

นายระเฑียร กล่าวว่า การเข้าลงทุนใน “เคทีบี ลีสซิ่ง” จะทำให้บริษัทฯ ได้มาซึ่งฐานลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง และพันธมิตรธุรกิจที่จะก่อให้เกิดการผนึกกำลังสำคัญ ประกอบกับจุดแข็งของเคทีซีในการบริหารจัดการต้นทุน การบริหารคุณภาพพอร์ตลูกหนี้และการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในระบบปฏิบัติการต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงศักยภาพของทีมบริหาร บุคลากร และผู้แนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจ จะเอื้อประโยชน์ให้เราสามารถพัฒนาองค์ความรู้ของทั้งสององค์กรเข้าด้วยกัน เพื่อให้ธุรกิจของบริษัทเติบโตแข็งแกร่งได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว และสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับบริษัทฯ และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มภายหลังจากการเข้าถือหุ้น

ด้านนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) เปิดเผยว่า หลังจากธนาคารมียุทธศาสตร์ในการปรับพอร์ต บริษัท KTB LEASING บูรณาการกระบวนการติดตามหนี้ และปรับแผนธุรกิจใหม่หมด ขณะนี้ธนาคารพร้อมที่จะผนึกกำลังนำจุดแข็งของกลุ่มธุรกิจ มาส่งเสริมกันและกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และประสานประโยชน์ทางธุรกิจอย่างรอบด้าน โดยล่าสุดธนาคาร ปรับเปลี่ยนสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทกรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง หรือ KTB LEASING โดยจะ ให้บริษัทบัตรกรุงไทย เข้าถือหุ้นในสัดส่วน 75.05% และธนาคารกรุงไทยลดการถือหุ้นเหลือเพียง 24.95% ซึ่งคณะกรรมการธนาคารได้อนุมัติแล้วในวันนี้ และอยู่ระหว่างเสนอขออนุมัติต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นของKTC

ธนาคารเชื่อมั่นว่าความโดดเด่นและความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจสินเชื่อรายย่อยของKTC ทั้งสินเชื่อบุคคล สินเชื่อทะเบียนรถยนต์KTC พี่เบิ้ม สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ จะช่วยเพิ่มสัดส่วนธุรกิจลีสซิ่งของบริษัท KTB LEASING โดยเฉพาะในส่วนของสินเชื่อกลุ่มตลาดรถยนต์ใหม่ รถมือ 2 และรถแลกเงิน ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีตลาดใหญ่ และมีศักยภาพในการเติบโต โดยลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการและผลิตภัณฑ์ผ่านทีมการตลาดของทั้งบริษัท ตลอดจนเครือข่ายสาขาของธนาคารกรุงไทยที่ครอบคลุมกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้ธนาคารกรุงไทยต่อยอดธุรกิจ และเพิ่มความสามารถในการทำรายได้

โดยที่ผ่านมา บริษัท KTB LEASING เน้นธุรกิจด้านเช่าซื้อเครื่องจักร ดังนั้นการดึง KTC มาถือหุ้นในครั้งนี้ จะได้เห็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ช่วยเพิ่มความคึกคักให้กับตลาด ลีสซิ่ง รวมทั้งเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า ที่สำคัญจะเป็นการขยายฐานลูกค้า และเพิ่มผลตอบแทนให้กับธนาคาร ทั้งนี้ปัจจุบันธนาคารกรุงไทยถือหุ้นใน KTC 49.3% ufa

บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ย่อ: KTC) เป็นบริษัททำธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค ธุรกิจบัตรเครดิต และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจบัตรเครดิตธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ธุรกิจบริการรับชำระค่าสาธารณูปโภค ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินภายใต้การกำกับ ประเภทการให้บริการบัตรเครดิต ให้บริการแก่ผู้รับบัตรและบริการรับชำระเงินแทน บริษัทมีพนักงาน 1,767 คน (ปี 2561) ผู้ถือหุ้นใหญ่คือ ธนาคารกรุงไทย เป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 49.45 (31 ธันวาคม 2561)

เคทีซีเป็นองค์กรสำหรับสมาชิกวิสัยทัศน์

ที่มุ่งพัฒนาธุรกิจการชำระเงิน และสินเชื่อรายย่อย โดยเน้นความยั่งยืนเป็นสำคัญ

พันธกิจ

  • พันธกิจ 1

สร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างทางเลือกให้สมาชิก

  • พันธกิจ 2

ปลูกฝังจุดหมายและมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรที่เข้าใจการใช้ชีวิตของสมาชิกอย่างแท้จริง

  • พันธกิจ 3

สร้างความแตกต่างด้วยการพัฒนาความสามารถที่เหนือกว่าเพื่อเข้าใจความต้องการของสมาชิก

  • พันธกิจ 4

เคทีซีจะเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจสมาชิก เพื่อสร้างความสัมพันธ์และเติบโตอย่างยั่งยืน

ค่านิยมหลัก

กล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง

ฉลาดที่จะทำให้ง่ายไม่ซับซ้อน

ทำสิ่งที่มีความหมายและมีประโยชน์

บล.ไทยพาณิชย์ เปิดรับสมัคร “SCBS Infinite Wealth Program” รุ่นที่ 7

บล.ไทยพาณิชย์ เปิดรับสมัคร “SCBS Infinite Wealth Program” รุ่นที่ 7 (SCBS IWP#7) หลักสูตรสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

นายกัมพล จันทวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ (SCBS) เชิญชวนผู้มีความต้องการพัฒนาศักยภาพด้านการลงทุนอย่างถ่องแท้ สมัครเข้าร่วมโครงการ SCBS Infinite Wealth Program (หลักสูตรสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนกับ SCBS) รุ่นที่ 7 ภายใต้แนวคิด “World Wide Wealth – ความมั่งคั่งจากการลงทุนทั่วโลก” เพื่อยกระดับองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพนักลงทุนไทย สร้างแรงบันดาลใจในการลงทุน ผลักดันให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ และสร้างชุมชนนักลงทุนรุ่นใหม่ ด้วยโครงสร้างหลักสูตรที่กลั่นกรองและออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนของ SCBS เพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนด้วย 3E : Explore เรียนรู้ศาสตร์การลงทุนอย่างลึกซึ้ง ด้วยทฤษฎีและการลงทุนจริงในสนามจริง Expand สัมผัสประสบการณ์จากนักลงทุนและนักวิเคราะห์หลักทรัพย์มากความสามารถทั้งในประเทศและต่างประเทศ Engender สร้างคุณค่าและโอกาสที่เหนือกว่าอย่างยั่งยืนในฐานะนักลงทุนและพลเมืองของโลก

ทั้งนี้หลักสูตรแบ่งเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วยการอบรมเพิ่มพูนความรู้และการพัฒนาศักยภาพผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์โดยนักลงทุนระดับเซียน ผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำของประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การลงทุนอย่างใกล้ชิด และการลงมือปฏิบัติในสนามแข่งขันลงทุนจริงด้วยการเปิดบัญชีลงทุน 2 ล้านบาท โดยมีผู้แนะนำการลงทุนและนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ให้คำปรึกษาการลงทุนอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างประสบการณ์ตรงให้เข้าใจและค้นหาแนวทางสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนเพื่อการลงทุนจริงได้ ซึ่งมี นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ เป็นผู้อำนวยการหลักสูตร และได้รับเกียรติจาก นายธนา เธียรอัจฉริยะ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาหลักสูตร โดยเปิดรับสมัครผู้สนใจที่มีอายุระหว่าง 25 – 45 ปี ตั้งแต่วันนี้ – 15 มีนาคม 2564 SCBS อยากเห็นคนไทยทุกคนมีสุขภาพทางการเงินที่ดี มีความมั่งคั่งอย่างมั่นคง และอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ตลาดทุนไทยเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการลงทุนที่ดีที่สุดแห่งปี ได้ที่ www.scbs.com/iwp หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SCBS Call Center 02-949-1999 รับจำนวนจำกัด เพียง 60 ท่านเท่านั้น ufa

หลักสูตรสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนกับ SCBS

ด้วยประสบการณ์อันยาวนานประกอบกับความเชี่ยวชาญของทีมงานนักวิเคราะห์และผู้แนะนำการลงทุน SCBS Infinite Wealth Programกลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 7 เพื่อยกระดับองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพนักลงทุนไทย สร้างแรงบันดาลใจในการลงทุน ผลักดันให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ และสร้างชุมชนนักลงทุนรุ่นใหม่ ด้วยแนวความคิด World Wide Wealthหรือความมั่งคั่งที่เกิดจากการลงทุนทั่วโลก

บล.ไทยพาณิชย์ จัดพิธีปิดหลักสูตร “SCBS IWP” รุ่นที่ 6

      บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ (SCBS) จัดพิธีปิดหลักสูตร“SCBS Infinite Wealth Program” รุ่นที่ 6 (หลักสูตรสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนกับ SCBS) พัฒนานักลงทุนไทยรุ่นใหม่เปิดโลกการลงทุน เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและกูรูชั้นนำระดับประเทศเตรียมพร้อมลงมือปฏิบัติในสนามแข่งขันการลงทุนจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนายกัมพล จันทวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด มอบใบประกาศนียบัตรให้กับผู้สำเร็จการอบรม พร้อมด้วยผู้อำนวยการหลักสูตรฯ นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ณ SCB Investment Center ชั้น 5 Central World

รายละเอียดหลักสูตร

บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) ได้ริเริ่มหลักสูตร SCBS Infinite Wealth Programหรือ หลักสูตรสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนกับ SCBS ขึ้น เพื่อใช้ประสบการณ์อันยาวนานประกอบกับความเชี่ยวชาญของทีมงานนักวิเคราะห์และผู้แนะนำการลงทุนของบริษัท ในการยกระดับองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพนักลงทุนไทย สร้างแรงบันดาลใจในการลงทุน ผลักดันให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ และสร้างชุมชนนักลงทุนรุ่นใหม่

ในปีนี้ หลักสูตร SCBS Infinite Wealth Programกลับมาเป็นปีที่ 7 ด้วยแนวความคิด World Wide Wealth หรือความมั่งคั่งที่เกิดจากการลงทุนทั่วโลก กลั่นกรองและออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนของ SCBS ได้เป็นหลักสูตร 3E สร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

1. Explore หรือ เรียนรู้ศาสตร์การลงทุนอย่างลึกซึ้ง ด้วยทฤษฎีและการลงทุนจริงในสนามจริง

2. Expand หรือ สัมผัสประสบการณ์จากนักลงทุนและนักวิเคราะห์หลักทรัพย์มากความสามารถ ไทยและต่างประเทศ

3. Engender หรือ สร้างคุณค่าและโอกาสที่เหนือกว่าอย่างยั่งยืน ในฐานะนักลงทุนและพลเมืองของโลก

SCBS อยากเห็นคนไทยทุกคนมีสุขภาพทางการเงินที่ดี มีความมั่งคั่งอย่างมั่นคง และอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ตลาดทุนไทยเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน

ดอลลาร์ดีดตัวทำนิวไฮ 2 เดือน เทียบยูโร,เยน ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจแกร่ง

ดอลลาร์ดีดตัวทำนิวไฮ 2 เดือน เทียบยูโร,เยน ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจแกร่ง

ดอลลาร์ดีดตัวแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน เทียบยูโรและเยน ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ

ณ เวลา 23.50 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์แข็งค่า 0.4% สู่ระดับ 105.43 เยน ขณะที่ยูโรปรับตัวลง 0.11% สู่ระดับ 126.21 เยน และร่วงลง 0.5% สู่ระดับ 1.197 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.35% สู่ระดับ 91.49

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ที่ระดับ 779,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 28 พ.ย.2563 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 830,000 ราย จากระดับ 812,000 รายที่มีการรายงานในสัปดาห์ก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ จำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องลดลง 193,000 ราย สู่ระดับ 4.6 ล้านราย หลังจากที่พุ่งแตะระดับ 24.9 ล้านรายในช่วงต้นเดือนพ.ค.2563 โดยได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งทำให้มีการปิดเศรษฐกิจ และปลดพนักงานจำนวนมาก

ดอลลาร์ยังได้ปัจจัยบวกจากความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้พบปะกับสมาชิกสภาคองเกรส โดยหวังที่จะผลักดันมาตรการดังกล่าวให้ผ่านการอนุมัติของรัฐสภา แม้เผชิญเสียงท้วงติงจากสมาชิกพรรครีพับลิกันเกี่ยวกับวงเงินที่สูงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ufa

ดอลลาร์สหรัฐ (อังกฤษ: United States dollar; ในเอกสารเก่าอาจพบการใช้ เหรียญสหรัฐ) เป็นสกุลเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา และยังใช้เป็นสกุลเงินสำรองในหลายประเทศทั่วโลก[1] รหัสสากลคือ ISO 4217 ใช้ตัวย่อว่า USD และสัญลักษณ์ $ โดย 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับ 31.19 บาท (อัตราแลก-เปลี่ยน ณ วันที่ 13 ส.ค. 15:00 UTC)

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้หน่วยเงิน ดอลลาร์ เป็นสกุลเงินประจำชาติ และยังมีประเทศอื่นที่มีเงินดอลลาร์เช่นกัน แต่ใช้ชื่อเรียกอื่น เช่น ดอลลาร์สิงคโปร์ ดอลลาร์ฮ่องกง ดอลลาร์ไต้หวัน นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นสกุลเงินหลักในหลายประเทศ[2] และในบางประเทศถึงแม้ว่าดอลลาร์สหรัฐไม่ใช่สกุลเงินหลัก แต่ยังมีการยอมรับในการใช้จ่ายสินค้าทั่วไป

US Dollar Index คืออะไร?

US Dollar Index ( หรือ Dollar Index – USDX, DXY, DI ภาษาไทยว่าดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ) คือดัชนีที่วัดความแข็งของดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินต่าง ๆ ซึ่งจัดทำ ดูแลและเผยแพร่โดย ICE (International Exchange Inc.)

US Dollar Index น่าสนใจอย่างไร?

หากคุณสนใจจะเทรดหรือเทรดคู่สกุลเงินที่มี USD ประกอบอาทิเช่น AUD/USD GBP/USD โดยเฉพาะ EUR/USD US Dollar Index ถือเป็นหนึ่งในข้อมูลที่น่าใช้ประกอบการเทรด เนื่องด้วย US Dollar Indexถ่วงน้ำหนักด้วยสกุลเงินยูโรเกินครึ่ง ทำให้ US Dollar Index เคลื่อนไหวในทางตรงกันข้ามกับสกุลเงินยูโร

หลักการใช้ US Dollar Index ประกอบการเทรดคู่สกุลเงินที่มี USD ประกอบ

หาก USD เป็นสกุลเงินหลัก อาทิเช่น USD/EUR USD/GBP USD/AUD US Dollar Index จะมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน ตัวอย่างเช่น US Dollar Indexกับ USD/EUR

นอกเหนือจากฟอเร็กซ์แล้ว คุณยังสามารถใช้ US Dollar Index ประกอบการเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเช่น ทองคำและน้ำมันได้อีกด้วย เพราะUS Dollar Indexเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับสินค้าโภคภัณฑ์

–   หาก US Dollar Index ขึ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะลดลง

–   หาก US Dollar Index ลดลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะเพิ่มขึ้น

เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบ 13.53 จุด ตามทิศทางหุ้นเอเชียเช้านี้

หุ้นจีน : เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบ 13.53 จุด ตามทิศทางหุ้นเอเชียเช้านี้

ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดลบวันนี้ ตามทิศทางตลาดหุ้นเอเชียที่ปรับตัวลงตามกันเช้านี้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดที่ 3,503.78 จุด ลดลง 13.53 จุด หรือ -0.38% ufa

หุ้นจีน A-Shares คืออะไร ทำไมนักลงทุนต้องสนใจ

เวลาที่พูดถึงหุ้นจีน นักลงทุนอาจจะได้ยินคำว่า A-Shares H-Shares รวมถึง ADR หลายคนอาจสงสัยว่ามันคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร

สำหรับ หุ้น A-Shares จะหมายถึง บริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นของจีนแผ่นดินใหญ่ อันประกอบด้วย ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ และตลาดหุ้นเซินเจิ้น ส่วน H-Shares คือบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง และ ADR คือ บริษทจีนที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งในเวลานี้หุ้น A-Shares เป็นกลุ่มที่นักลงทุนควรให้ความสนใจมากขึ้น

อลิอันซ์ โกลบอล อินเวสเตอร์ (Allianz Global Investors หรือ AGI) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการบริหารหุ้นจีน และเป็นพันธมิตรที่กองทุนบัวหลวงมอบหมายให้เป็นผู้รับดำเนินงานการลงทุนในต่างประเทศ (Outsourced fund manager) ของกองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นจีน (B-CHINE-EQ) นำเสนอข้อมูลตลาดไว้อย่างน่าสนใจ ว่า สาเหตุที่ควรให้ความสำคัญกับ A-Shares ก็เพราะเวลานี้ จีนมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของโลกก็จริง แต่คาดว่าภายในปี 2030 เศรษฐกิจจีนจะขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าสหรัฐฯ ได้ในที่สุด และตลาดหุ้น A-Shares จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโอกาสทางเศรษฐกิจนี้

ขณะที่ หุ้น A-Shares มีอยู่ประมาณ 3,800 บริษัท มีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 8.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 70% ของมูลค่าตามราคาตลาดของหุ้นจีนทั้งหมด และ MSCI ก็มีการเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน A-Shares ในดัชนี MSCI Emerging Market อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของจีนที่มีความสำคัญต่อตลาดหุ้นโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้กองทุนต่างชาติมีแนวโน้มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจีนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนของตลาดหุ้นจีน A-Shares กับตลาดหุ้นอื่นก็มีน้อยมาก เรียกง่ายๆ ก็คือ ผลตอบแทนของหุ้นจีน มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นอื่นน้อยมาก อันเป็นผลจากการได้รับอิทธิพลจากนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และการเงินในประเทศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ อีกทั้งบริษัทส่วนใหญ่ที่จดทะเบียนก็มีรายได้หลักจากในประเทศ ดังนั้นจึงได้รับผลข้างเคียงจากความขัดแย้งทางการค้าที่จีนมีกับสหรัฐฯ น้อย ด้วยเหตุนี้เอง หากมีหุ้นจีน A-Shares อยู่ในพอร์ตลงทุนก็จะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ และยังทำให้นักลงทุนมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตรวดเร็วเนื่องจากดำเนินงานสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจใหม่ของจีนด้วย

เศรษฐกิจใหม่ที่ว่านี้ ก็คือ การเปลี่ยนแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการบริโภคในประเทศมากขึ้น การเน้นเรื่องเพิ่มมูลค่าในกลุ่มธุรกิจต่างๆ เช่น การท่องเที่ยว บันเทิง อุปกรณ์ด้านสุขภาพ ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม ยานพาหนะพลังงานทางเลือกใหม่ ไบโอเทค ซอฟต์แวร์ และวัตถุดิบใหม่ๆ ดังนั้น การลงทุนใน A-Shares จึงเป็นโอกาสที่ทำให้นักลงทุนเข้าถึงหุ้นของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่จะเป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคตของเศรษฐกิจจีน ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี นวัตกรรม หรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับชนชั้นกลางในจีนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

เมื่อหุ้น A-Shares มีความน่าสนใจ หากผู้ลงทุนสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น รวมถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับการลงทุนในต่างประเทศได้ ก็สามารถพิจารณาจัดสรรสินทรัพย์ Asset Allocation โดยแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ได้

3 ข้อต้องรู้ก่อนลงทุน “หุ้นจีน”

หลายคนมักบอกว่า รู้จัก “ประเทศจีน” และเข้าใจเรื่องการลงทุนในประเทศนี้อย่างดีแล้ว แต่เชื่อหรือไม่? การลงทุนในหุ้นแดนมังกร ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด หากต้องการสร้างผลตอบแทนที่ดีจากตลาดหุ้นจีนในตอนนี้ มีเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องรู้อย่างยิ่ง 3 ข้อ

คนที่คุ้นเคยกับการลงทุนต่างประเทศ อาจจะพอเข้าใจดีอยู่แล้วว่า “หุ้นจีน” ที่กองทุนไทยส่วนใหญ่นิยมเข้าไปลงทุนอยู่นั้น มีอยู่ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ “A-Shares” หรือ หุ้นที่ทำการค้าในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ และ “H Share” ซึ่งก็คือ บริษัทที่ทำธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่มาจดทะเบียนซื้อขาย (Listed) ในฮ่องกง แต่รู้หรือไม่ว่า ทั้งสองตลาดมีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างมาก

“H-Share” ตลาดหุ้นกลุ่มการเงิน

ความโดดเด่นของ “H-Share” ที่ชัดเจน คงต้องยกให้กับเรื่องของความเป็นที่สุดใน “ธุรกิจด้านการเงิน”เห็นได้จากแชมป์ของกลุ่ม ซึ่งก็คือ “กลุ่มไฟแนนซ์” นั้น ครองสัดส่วนมูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) สูงถึง 1.56 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 63.5% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 23 บริษัท

อันดับที่สอง ได้แก่ “กลุ่มพลังงาน” มาร์เก็ตแคป 4.30 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 13.1 % ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 4 บริษัท และอันดับที่ 3 “กลุ่มไอที” มาร์เก็ตแคป 4.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 3.8 % ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 1 บริษัท ซึ่งก็คือ Tencent ผู้ประกอบธุรกิจด้านไอที ให้บริการด้านเว็บไซต์, แอพลิเคชัน เกมออนไลน์ นั่นเอง

“A-Share” ศูนย์รวมธุรกิจคลื่นลูกใหม่

การลงทุนกลุ่มหุ้น A-Share คือ โอกาสในเข้าถึงการลงทุนใน “เศรษฐกิจยุคใหม่” (New Economy) ของจีนอย่างแท้จริง โดยในแต่ละปีกลุ่มธุรกิจซึ่งเป็น “เศรษฐกิจยุคใหม่” นั้น ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เห็นได้จากมาร์เก็ตแคปของธุรกิจกลุ่มนี้ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา (2549–2560)

นอกจกนี้ A-Share ยังมีความหลากหลายของบริษัทจดทะเบียนมากกว่าเมื่อเทียบกับ H-Share โดย 3 อันดับแรกของธุรกิจที่มีมาร์เก็ตแคปสูงสุด ได้แก่ 1.กลุ่มไฟแนนซ์ มาร์เก็ตแคป 12.52 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 33.5 % ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 58 บริษัท 2.กลุ่มอุตสาหกรรม มาร์เก็ตแคป 3.65 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 13.7 % ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 62 บริษัท 3.กลุ่มพลังงาน มาร์เก็ตแคป 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.5 % ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 12 บริษัท

2.ทำไมลงทุนจีนคือจังหวะที่ “ใช่” ในตอนนี้

คุณคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ระบุว่า ปัจจุบันหากจะลงทุนหุ้นจีนถือว่าเป็นจังหวะค่อนข้างเหมาะสม เนื่องจากพื้นฐานราคาหุ้น (Valuation) ค่อนข้างต่ำ ซึ่งเป็นผลที่สืบเนื่องจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ที่จีนมีความพยายามในการชะลอเศรษฐกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ในประเทศด้วยการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่อง จึงส่งผลกดดันต่อการลงทุน และทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจนค่อนข้างถูก

อย่างไรก็ตามคาดว่ารัฐบาลจีนจะกลับมาผ่อนคลาย นโยบายต่างๆ ในช่วงครึ่งหลังของปี เช่น การลดความเข้มงวดในนโยบายภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการเพิ่มสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อบ้านของธนาคารพาณิชย์ การลดความเข้มงวดในนโยบายการคลังโดยการให้เงินสนับสนุนช่วยเหลือเมืองที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ และคาดว่าธนาคารกลางจีน (PBoC) จะปรับลดอัตราส่วนเงินกันสำรองขั้นต่ำ (Reserve Requirement Ratio: RRR) ลงอีกหนึ่งครั้งในปีนี้เพื่อหนุนเศรษฐกิจ

3.ลงทุนแบบไหนตอบโจทย์เก็งกำไรสั้น-ยาว

ด้วยภาพรวมของราคาหุ้นจีนที่น่าสนใจตอนนี้ หากจะลงทุนเพื่อ “เก็งกำไรระยะสั้น” คุณคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนTISCO ESU แนะนำให้ลงทุนในกองทุนที่อ้างอิงกับหุ้นในกลุ่ม H-Share ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐฯ เช่น การลดความเข้มงวดในนโยบายภาคอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ส่วนผู้ที่คาดหวังการลงทุนระยะยาว แนะนำลงทุนในกองทุนที่อ้างอิงหุ้นในกลุ่ม A-Share ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ “เศรษฐกิจยุคใหม่” ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดบวก 5.53 จุด ตามทิศทางภูมิภาคเอเชีย

หุ้นจีน : เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดบวก 5.53 จุด ตามทิศทางภูมิภาคเอเชีย

ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดตลาดในแดนบวก ตามทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่ปรับตัวขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ซึ่งได้แรงหนุนจากการที่ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปดีดตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ เนื่องจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ทะยานขึ้นอย่างมาก หลังจากนักลงทุนรายย่อยได้แห่เข้าซื้อโลหะเงินและดันราคาขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 8 ปี

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดที่ 3,510.81 จุด เพิ่มขึ้น 5.53 จุด หรือ +0.16% ufa

หุ้นจีน A-Shares คืออะไร ทำไมนักลงทุนต้องสนใจ

เวลาที่พูดถึงหุ้นจีน นักลงทุนอาจจะได้ยินคำว่า A-Shares H-Shares รวมถึง ADR หลายคนอาจสงสัยว่ามันคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร

สำหรับ หุ้น A-Shares จะหมายถึง บริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นของจีนแผ่นดินใหญ่ อันประกอบด้วย ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ และตลาดหุ้นเซินเจิ้น ส่วน H-Shares คือบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง และ ADR คือ บริษทจีนที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งในเวลานี้หุ้น A-Shares เป็นกลุ่มที่นักลงทุนควรให้ความสนใจมากขึ้น

อลิอันซ์ โกลบอล อินเวสเตอร์ (Allianz Global Investors หรือ AGI) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการบริหารหุ้นจีน และเป็นพันธมิตรที่กองทุนบัวหลวงมอบหมายให้เป็นผู้รับดำเนินงานการลงทุนในต่างประเทศ (Outsourced fund manager) ของกองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นจีน (B-CHINE-EQ) นำเสนอข้อมูลตลาดไว้อย่างน่าสนใจ ว่า สาเหตุที่ควรให้ความสำคัญกับ A-Shares ก็เพราะเวลานี้ จีนมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของโลกก็จริง แต่คาดว่าภายในปี 2030 เศรษฐกิจจีนจะขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าสหรัฐฯ ได้ในที่สุด และตลาดหุ้น A-Shares จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโอกาสทางเศรษฐกิจนี้

ขณะที่ หุ้น A-Shares มีอยู่ประมาณ 3,800 บริษัท มีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 8.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 70% ของมูลค่าตามราคาตลาดของหุ้นจีนทั้งหมด และ MSCI ก็มีการเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน A-Shares ในดัชนี MSCI Emerging Market อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของจีนที่มีความสำคัญต่อตลาดหุ้นโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้กองทุนต่างชาติมีแนวโน้มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจีนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนของตลาดหุ้นจีน A-Shares กับตลาดหุ้นอื่นก็มีน้อยมาก เรียกง่ายๆ ก็คือ ผลตอบแทนของหุ้นจีน มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นอื่นน้อยมาก อันเป็นผลจากการได้รับอิทธิพลจากนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และการเงินในประเทศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ อีกทั้งบริษัทส่วนใหญ่ที่จดทะเบียนก็มีรายได้หลักจากในประเทศ ดังนั้นจึงได้รับผลข้างเคียงจากความขัดแย้งทางการค้าที่จีนมีกับสหรัฐฯ น้อย ด้วยเหตุนี้เอง หากมีหุ้นจีน A-Shares อยู่ในพอร์ตลงทุนก็จะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ และยังทำให้นักลงทุนมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตรวดเร็วเนื่องจากดำเนินงานสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจใหม่ของจีนด้วย

เศรษฐกิจใหม่ที่ว่านี้ ก็คือ การเปลี่ยนแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการบริโภคในประเทศมากขึ้น การเน้นเรื่องเพิ่มมูลค่าในกลุ่มธุรกิจต่างๆ เช่น การท่องเที่ยว บันเทิง อุปกรณ์ด้านสุขภาพ ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม ยานพาหนะพลังงานทางเลือกใหม่ ไบโอเทค ซอฟต์แวร์ และวัตถุดิบใหม่ๆ ดังนั้น การลงทุนใน A-Shares จึงเป็นโอกาสที่ทำให้นักลงทุนเข้าถึงหุ้นของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่จะเป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคตของเศรษฐกิจจีน ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี นวัตกรรม หรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับชนชั้นกลางในจีนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

เมื่อหุ้น A-Shares มีความน่าสนใจ หากผู้ลงทุนสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น รวมถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับการลงทุนในต่างประเทศได้ ก็สามารถพิจารณาจัดสรรสินทรัพย์ Asset Allocation โดยแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ได้

‘หุ้นจีน’ ว่าที่ตลาดการเงินใหม่ของโลก

พลิกทุกความคาดหมาย เมื่อหุ้น IPO ที่นักลงทุนทั่วโลกรอคอย และว่ากันว่ามีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ของ ANT Group ถูก ก.ล.ต. ของจีนสั่งระงับการซื้อขาย เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

โดย China Securities Regulatory Commission หรือ ก.ล.ต. จีน บอกว่า ทางผู้บริหารของ ANT Group บริษัทฟินเทคที่มี Alibaba ถือหุ้นอยู่ 33% ได้รายงานการเปลี่ยนแปลงในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์เทคโนโลยีทางการเงิน ส่งผลให้ทางก.ล.ต. จีนมองว่า ANT Group ยังไม่ผ่านเงื่อนไขสำหรับแผน IPO และกฎเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล[1]

เราคงต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวของ ANT Group ต่อไป ว่าจะผลักดันแผนการ IPO ของตัวเองให้สามารถเข้าซื้อขายในเซี่ยงไฮ้และฮ่องกงได้หรือไม่

แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร การที่หุ้นจีนจะ IPO ด้วยมูลค่าที่สูงถึง 3.45 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นมูลค่าการ IPO ที่สูงแซงบริษัทน้ำมัน Saudi Aramco และ Alibaba และสูงที่สุดในโลกนี้ สะท้อนศักยภาพของ ‘หุ้นจีน’ ได้เป็นอย่างดี ในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดการเงินของโลกในอนาคต

STC ตั้งบริษัทร่วมทุนผุดโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์พรีคาสต์คาดเปิด Q2/64

STC ตั้งบริษัทร่วมทุนผุดโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์พรีคาสต์คาดเปิด Q2/64

บมจ.เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์ (STC) แจ้งว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 บริษัทเข้าลงนามสัญญาร่วมทุนกับบริษัท พรีเมียร์ พรีคาสท์ แอนด์ ดีไซน์ จำกัด ในการจัดตั้งบริษัทแห่งใหม่เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปในระบบ Precast มูลค่า 20 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ภายในไตรมาส 2/64 ตามที่ได้รับอนุมัติในหลักการจากที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัท ครั้งที่ 6/2563 เมื่อวันที่ 10 พ.ย.63

สำหรับเงินทุนที่บริษัทใช้ในการลงทุน มาจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทซึ่งเป็นการนำเงินทุนที่บริษัทได้รับจากการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) มาใช้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนดังกล่าว ขณะที่ประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับจากการร่วมทุนในครั้งนี้ บริษัทมีผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายเพิ่มชึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันในตลาดคู่แข่ง และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมเพิ่มขึ้น

รวมทั้งบริษัทร่วมทุนจะต้องมีการใช้คอนกรีตผสมเสร็จในการผลิตในการผลิตผลิตภัณฑ์พรีคาสท์ ดังนั้น บริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายคอนกรีตผสมเสร็จให้กับบริษัทร่วมทุน และจากการให้เช่าที่ดินว่างเปล่า และ บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายผลิตภัณฑ์พรีคาสท์ ufa

บริษัท เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์ จำกัด (มหาชน)

ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2531 โดย คุณสุรสิทธิ์ ชัยตระกูลทอง ประธานกรรมการบริษัท ประกอบธุรกิจหลัก ธุรกิจผลิตและจำหน่าย

ผลิตภัณฑ์ คอนกรีตสำเร็จรูปภายใต้เครื่องหมายการค้า “STC CONCRETE” STCเป็นตัวอักษรย่อมาจาก “สิทธิชัย”

ซึ่งเป็น ชื่อของธุรกิจดั้งเดิม คือร้านขายวัสดุก่อสร้างชื่อว่า “สิทธิชัยค้าวัสดุ” เปิดดำเนินกิจการ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2502

รายละเอียดธุรกิจ

ผลิตและจำหน่ายเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง และเสาเข็มหล่อสำเร็จ

สินค้า / บริการ

– คอนกรีตผสมเสร็จ
– ท่อระบายน้ำคอนกรีต
– แผ่นพื้นคอนกรีตสำเร็จรูป
– เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง
– อิฐบล็อกมวลเบาสีเทากันความชื้น
– แผ่นรั้วสำเร็จรูป

Our Vision

Credible (เชื่อถือได้)

  • ซื่อตรงและให้เกียรติทุกคน  และร่วมกันและทำงานเพื่อความสำเร็จร่วมกัน
  • สื่อสารอย่างซื่อตรงและเน้นถึงประโยชน์บริษัทเป็นสำคัญ
  • พยายามทำในสิ่งที่เหมาะที่ควรเพื่อลูกค้าของเรา
  • พร้อมจะตัดสินใจและรับผิดชอบในการกระทำของเรา

Creative (สร้างสรรค์)

  • พยามยามเสาะหาแนวทางใหม่ ๆ และวิธีการใหม่ ๆ ซึ่งจะนำมาซึ่งผลิตภัณฑ์และบริการที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ
  • แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการทำงานร่วมกัน
  • พร้อมจะตัดสินใจและรับผิดชอบในการกระทำของเรา
  • ทำงานด้วยความท้าทายซึ่งทำให้ธุรกิจของเราพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้าเหนือใคร

Caring (เอาใจใส่)

  • เชื่อมั่นว่าพนักงานของเราคือสินทรัพย์ที่มีค่ายิ่งต่อบริษัท
  • ตั้งใจจะทำงานร่วมกันด้วยความสามัคคีและมอบสิ่งที่ถูกที่ควรให้กับลูกค้า
    เพื่อนร่วมงานและคู่ค้าของเรา
  • ปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้อื่นในลักษณะเดียวกันกับที่เราอยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา
  • ยอมรับผลงานและยินดีในความสำเร็จของกันและกัน
  • สร้างสัมพันธภาพที่ยั่งยืนกับคู่ค้าของเรา

Courageous (กล้าคิดกล้าทำ)

  • มีความปรารถนาที่แน่วแน่เพื่อพัฒนาบริษัทของเราและเป็นผู้นำในตลาดการค้า
  • ปฏิบัติงานด้วยความเด็ดเดี่ยว ประเมินความเสี่ยงอย่างสุขุมและเรียนรู้จากการผิดพลาด
  • เราจะตระหนักดีว่าโอกาสเกิดจากความรับผิดชอบและความรู้สึกเป็นเจ้าของงานนั้น

Our Mission

“ มุ่งมั่นสู่ความเป็นหนึ่งด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ สินค้า และบริการ ”

บริษัท เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “STC”) จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2543 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1,000,000 บาท เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปทุกประเภท (Precast Concrete) และคอนกรีตผสมเสร็จ (Ready-Mixed Concrete) พร้อมทั้งให้บริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การตอกเสาเข็ม การปั๊มคอนกรีต เป็นต้น แก่ลูกค้าโดยเฉพาะในเขตพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และพื้นที่ทั่วภาคตะวันออก โดยบริษัทฯ มีจุดเริ่มต้นจากคุณสุรสิทธิ์ ชัยตระกูลทอง ผู้ซึ่งเริ่มประกอบธุรกิจจำหน่ายไม้แปรรูปและวัสดุก่อสร้างในเขตเมืองพัทยาในปี 2522 ภายใต้ชื่อ “สิทธิชัยค้าไม้” และได้รับการยอมรับและไว้วางใจจากกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างและกลุ่มผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเขตเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ชื่อของร้าน “สิทธิชัยค้าไม้” จึงเป็นที่มาของอักษรย่อ “เอสทีซี” หรือ “STC” ของบริษัทฯ และในเวลาต่อมา คุณสุรสิทธิ์เห็นโอกาสทางธุรกิจที่ลูกค้าจะสั่งซื้อผลิตภัณฑ์คอนกรีตผ่านร้านสิทธิชัยค้าไม้ จึงได้จัดตั้ง บริษัท เอส.ที.ซี.ผลิตภัณฑ์คอนกรีต จำกัด (“S.T.C. Concrete”) ในปี 2531 เพื่อผลิตและจำหน่ายแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงหล่อสำเร็จ เสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงหล่อสำเร็จและคอนกรีตผสมเสร็จ และจัดตั้ง “บริษัท เอส.ที.ซี. ท่อคอนกรีต จำกัด” (“S.T.C. Pipe”) ในปี 2535 เพื่อผลิตและจำหน่ายท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กและบ่อพักน้ำ

จนกระทั่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2539 ส่งผลให้ธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์หยุดชะงัก และ S.T.C. Concrete ได้หยุดดำเนินธุรกิจไป เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลายลงคุณสุรสิทธิ์ ชัยตระกูลทองและครอบครัวจึงได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เอส.ที.ซี. คอนกรีตโปรดัคท์ จำกัด ในปี 2543 เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปขึ้นอีกครั้ง โดยมีทีมงานวิศวกรผู้มีความชำนาญและประสบการณ์ด้านการออกแบบการผลิตและคิดค้นสูตรการผลิตที่เหมาะสมเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปที่ได้มาตรฐาน ในราคาที่เหมาะสม จนเป็นที่ยอมรับในคุณภาพของกลุ่มลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เป็นไปอย่างราบรื่น มีสินค้าที่หลากหลายครบวงจร ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า และเป็นหนึ่งเดียว ในปี 2556 บริษัทฯ ได้ทำการปรับโครงสร้างกลุ่ม โดยควบรวมกิจการกับ S.T.C. Pipe ทำให้บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าทั้งหมดภายใต้เครื่องหมายการค้า STC ซึ่งเป็นการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตที่ครบวงจรตั้งแต่ท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก บ่อพักน้ำ เสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงหล่อสำเร็จ แผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงหล่อสำเร็จ คานสำเร็จรูป ผนังสำเร็จรูป รั้วสำเร็จรูป อิฐบล็อกมวลเบาและคอนกรีตผสมเสร็จ

ปัจจุบัน บริษัทฯ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 220/26 หมู่ที่ 6 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และมีโรงงานทั้งหมด 4 แห่งในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ดังนี้
1. โรงงานพัทยา 1 ตั้งอยู่เลขที่ 16/83 หมู่ที่ 6 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
2. โรงงานพัทยา 2 ตั้งอยู่เลขที่ 16/85 หมู่ที่ 6 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
3. โรงงานหนองปรือ ตั้งอยู่เลขที่ 52 หมู่ที่ 12 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
4. โรงงานนาวัง ตั้งอยู่เลขที่ 154 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

โดยโรงงานทั้ง 4 แห่งดังกล่าวมีกำลังการผลิตและศักยภาพสูง พร้อมรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของพื้นที่ภายใต้นโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC
ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ มุ่งมั่นสู่ความเป็นหนึ่งด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ สินค้า และการให้บริการ โดยมุ่งเน้นการผลิตและพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพสูง มีคุณสมบัติหรือคุณลักษณะตรงกับความต้องการของลูกค้า เป็นที่ยอมรับและได้มาตรฐาน โดยในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้รับมาตรฐานมอก. จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังแสวงหาแนวทางหรือวิธีการใหม่เพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม และเข้าไปมีส่วนร่วม พูดคุยแลกเปลี่ยนกับลูกค้า และคู่ค้าเพื่อให้ทราบถึงความพึงพอใจและข้อคิดเห็นของลูกค้าและคู่ค้า เพื่อนำกลับมาปรับปรุงและพัฒนาทั้งกระบวนการผลิตและการให้บริการให้ดียิ่งขึ้น จึงทำให้ปัจจุบัน บริษัทฯ เป็นที่ยอมรับและได้รับความเชื่อถือจากลูกค้าผู้รับเหมาทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนบริษัทฯ ยังได้รับความไว้วางใจจากคู่ค้าทางธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง